อานุภาพพระมหาสิริราชธาตุ

พระมหาสิริราชธาตุ รุ่นดูดทรัพย์ สำหรับ ผู้สร้างพระธรรมกายประจำตัวภายในมหาธรรมกายเจดีย์นั้น จะได้รับของที่ระลึกเป็นพระธรรมกายของขวัญ

อานุภาพพระมหาสิริราชธาตุ เล่ม 29

เรื่องที่ ๓๐๙ทำไมไม่เบรค

เรื่องที่ ๓๐๙ทำไมไม่เบรค
รถกระบะคันนั้นขับตามมาติดๆ ด้วยความเร็วสูง ในเสี้ยววินาทีวิกฤติ!!! "ระวัง! เขาจะชนเราแล้ว"

 

 
 
สภาพหน้ารถของคุณโอภาสที่ถูกชนท้าย ทำให้รถพุ่งไปชนรถเก๋งและเสาลวดสลิงจนพังยับ
 
 

 

 

 

 

 

 


คุณโอภาส พูลเพิ่ม อยู่ที่แขวงวังทองหลาง เขตบางกะปิ จังหวัดกรุงเทพฯ เล่าว่า เข้าวัดครั้งแรกเพราะได้มาบวชสามเณรแก้วเมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๔๑ เนื่องจากได้เห็นข้อความเชิญชวนในเศษหนังสือพิมพ์ที่มีคนเขาทิ้งลงถังขยะว่า "หนึ่งนาทีที่เป็นบันฑิต ดีกว่าตลอดชีวิตที่เป็นพาล" เมื่ออ่านจบก็เกิดศรัทธาขึ้นทันที และมีความรู้สึกอยากจะบวชมาก จึงตัดสินใจสมัครบวชทันที

 
 
ท้ายรถของคุณโอภาสที่ถูกชน
 

เมื่อได้เข้ามาสัมผัสวัดพระธรรมกาย รู้สึกตื่นเต้นและตื่นตา ตื่นใจมาก ทั้งความใหญ่โต ความมีระเบียบวินัยของสาธุชนที่มาวัด ความสะอาด ความสวยงามและความเรียบร้อยมีระเบียบของสิ่งก่อสร้างในวัด และที่สำคัญคือที่วัดพระธรรมกายแห่งนี้เป็นเสมือนโรงเรียนสอนสมาธิภาวนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก มีความรู้สึกว่าตัวเองแสวงหาสถานที่เช่นนี้มานานแล้ว ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็ได้มาวัดทุกวันอาทิตย์ไม่เคยขาด และได้มีโอกาสสร้างมหาธรรมกายเจดีย์โดยได้ร่วมบุญสร้างพระธรรมกายประจำตัวให้ภรรยา ๑ องค์ และตั้งใจไว้ว่าถ้ามีเงินมาเมื่อใดก็จะมาสร้างองค์พระให้ตัวเองและลูกๆ ทุกคนด้วย


ต่อมาได้ทราบข่าวบุญว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อเมตตาจะมอบพระของขวัญพระมหาสิริราชธาตุให้กับสาธุชนทุกคนที่สร้างพระธรรมกายประจำตัว เมื่อได้ทราบข่าวก็รู้สึกศรัทธาต้องการจะร่วมบุญสร้างพระมาก และอยากจะได้พระมหาสิริราชธาตุมาบูชาบ้าง แต่ในตอนนั้นยังไม่มีเงินเลย จึงมาคิดว่าเราโชคดีที่ได้ทราบบุญใหญ่อย่างนี้แล้ว เหตุใดเราถึงไม่รีบสร้าง จึงตัดสินใจไปปรึกษากับญาติและได้เงินมาหนึ่งหมื่นบาทสร้างองค์พระให้ลูกเลยทันที ซึ่งขณะนั้นยังไม่ได้รับพระมหาสิริราชธาตุเพราะยังไม่ถึงกำหนดเวลารับพระ เจ้าหน้าที่ที่วัดได้มอบรูปภาพพระมหาสิริราชธาตุให้มาก่อน นับจากวันที่สร้างองค์พระและได้รับภาพพระมหาสิริราชธาตุมา สิ่งดีๆ ก็เริ่มเกิดขึ้นกับครอบครัวหลายเรื่อง และผ่านมาไม่กี่วันนี้ บุญช่วยคุ้มครองครอบครัวคุณโอภาสให้รอดตายอย่างอัศจรรย์ คือ

 

 

 

 

 

คุณโอภาสและครอบครัว เมื่อครั้งมาบวชอุบาสกแก้ว และได้รับพระมหาสิริราชธาตุพิชิตมาร

เมื่อวันที่ ๔ เมษายน พ.ศ.๒๕๔๒ คุณโอภาสและครอบครัวได้เดินทางไปทำธุระที่จังหวัดราชบุรีด้วยรถกระบะส่วนตัว หลังจากเสร็จธุระก็จะเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ เหลืออีกประมาณ ๕-๖ กิโลเมตร จะเข้าตัวเมืองจังหวัดนครปฐม ได้มองเห็นรถกระบะที่วิ่งอยู่ข้างหน้าขับส่ายไปส่ายมาน่าหวาดเสียว จึงพูดกับภรรยาว่าอย่าขับไปใกล้รถคันนั้นเลย เพราะหากรถคันนั้นไปชนกับรถคันอื่นเข้า เราวิ่งตามหลังอยู่อาจจะเบรคไม่ทัน จึงขับตามหลังห่างๆ มาเรื่อยๆ ถนนที่รถวิ่งอยู่นั้น มี ๔ เลน รถคันนั้นก็ขับส่ายไปส่ายมาจนไปชิดเลนซ้ายสุดเกือบจะลงข้างทาง พอคุณโอภาสเห็นดังนั้นก็เบนรถไปเลนขวาสุดและเร่งเครื่องเพื่อแซงรถกระบะคันนั้น พอแซงได้แล้ว และมองกระจกหลัง เห็นรถกระบะคันนั้นขับปาดขวาเข้ามาทางเลนเดียวกับรถของคุณโอภาสทันที และเหยียบคันเร่งตามหลังเหมือนกับว่าจะตามมาให้ติดๆ คุณโอภาสตกใจ เหยียบคันเร่งเต็มที่ ซึ่งก็ได้เต็มที่แค่ความเร็ว ๑๔๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง มองดูกระจกหลังอีกที รถคันนั้นก็ยังขับตามมาติดๆ ด้วยความเร็วมากเช่นเดียวกัน บังเอิญมาถึงทางข้างหน้าซึ่งเป็นทางแยกไฟแดง คุณโอภาสเห็นไฟเหลืองมาแต่ไกล จึงลดความเร็วลงและจอดที่ไฟแดง แต่รถกระบะคันนั้นไม่มีทีท่าว่าจะผ่อนความเร็วหรือหยุดรถ รถกระบะคันนั้นขับเหมือนกับว่ามองไม่เห็นรถของคุณโอภาสที่ขับอยู่ข้างหน้าเลย คุณโอภาสตกใจมาก ร้องบอกภรรยาว่า ระวัง เขาจะชนเราแล้ว พอสิ้นเสียงเท่านั้น รถกระบะคันนั้นก็ชนท้ายรถของคุณโอภาสเสียงดังสนั่นหวั่นไหว โดยรถกระบะคันนั้นไม่ได้เหยียบเบรคเลย ในเสี้ยววินาทีขณะนั้น คุณโอภาสมีสติสัมปชัญญะ รู้สึกตัวตลอดเวลา ไม่รู้สึกห่วงตัวเองเลยเพราะมีความรู้สึกว่าตัวเราไม่เป็นอะไรอยู่แล้ว คิดแต่เพียงว่าจะทำอย่างไรให้ลูกและภรรยาปลอดภัย เพราะในตอนนั้นภรรยาไม่ได้รัดเข็มขัดนิรภัย ลูกชายคนเล็กก็นั่งอยู่บนตักแม่ คนโตก็นั่งอยู่ตรงที่วางเทปข้างคนขับ ส่วนด้านหลังไม่มีคนนั่ง ด้วยแรงชนทำให้รถของคุณโอภาสพุ่งไปข้างหน้าชนกับรถเก๋งอีกคันหนึ่งที่สวนมารอสัญญาณไฟเพื่อจะเลี้ยวขวา ขณะที่รถกำลังพุ่งไปด้วยแรงกระแทกนั้นก็พยายามหักพวงมาลัยเอาด้านที่ตนเองนั่งอยู่ไปกระแทกกับรถเก๋งคันหน้า เพราะความรู้สึกในตอนนั้นจะต้องให้ลูกและภรรยาปลอดภัยที่สุด เสียงชนกับรถคันหน้าดังตูม สนั่นหวั่นไหวอีกครั้ง หน้ารถของคุณโอภาสไปชนหน้ารถเก๋งคันนั้นอย่างแรง แรงขนาดที่ว่าหน้ารถเก๋งคันนั้นหมุนจากหน้าไปอยู่ด้านหลังทันที กระจกหน้าของรถเก๋งแตกละเอียด ส่วนด้านหน้าพังยับ แต่แรงชนของรถก็ยังไม่หมดยังพุ่งไปชนกับเสาลวดสลิงที่เกาะกลางถนน ทำให้เสาหักเส้นลวดขาดทันที รถจึงหมดฤทธิ์หยุดอยู่แค่ตรงนั้น นับว่ายังโชคดีที่รถไปชนกับเสาลวดสลิง เพราะถ้าเลยไปอีกก็เป็นถนนที่รถกำลังวิ่งสวนไปสวนมาอยู่ ซึ่งไม่อยากจะนึกภาพเลย

 

 

 

 

 
 
 
รถกระบะที่ขับชนท้ายรถของคุณโอภาส
  รถเก๋งที่ถูกรถของคุณโอภาสชนจนหมุนจากหน้าไปอยู่ด้านหลัง
 
   

ทันทีที่รถหยุดก็รีบมองดูลูกๆ และภรรยา รู้สึกโล่งอกเพราะไม่มีใครเป็นอะไรเลย เด็กสองคนไม่มีแม้แต่เสียงร้องไห้ เมื่อมั่นใจว่าตนและครอบครัวไม่เป็นอะไร รู้สึกเป็นห่วงรถเก๋งคันที่พุ่งไปชน จึงรีบลงจากรถมาดู สภาพรถเก๋งนั้นพังยับเยิน คนในรถ ๔ คนเจ็บหนัก ๒ คน ในนั้นเป็นเด็กเล็ก ก็เลยรีบโทรศัพท์เรียกรถพยาบาล ประมาณ ๑๕ นาที เจ้าหน้าที่มูลนิธิก็มาถึงและช่วยพาคนเจ็บไปส่งที่โรงพยาบาล คุณโอภาสจึงฝากลูกและภรรยาไปตรวจที่โรงพยาบาลด้วย เผื่อว่าอาจจะมีอะไรกระทบกระเทือนภายในที่มองไม่เห็น เมื่อตามไปที่โรงพยาบาล คุณหมอก็บอกว่าไม่เป็นอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว คุณโอภาสดูสภาพรถของตนเองแล้ว รู้สึกซาบซึ้งในอานุภาพพระรัตนตรัยมาก รถพังยับทั้งคัน ด้านหลังยุบเข้าหาด้านหน้า ด้านหน้าก็ยุบเข้าหาด้านหลัง คัชซีหัก เบาะที่นั่งอยู่หักทั้งสองเบาะ กระจกหลังแตกละเอียด แต่แปลกๆ มากที่กระจกหน้าไม่แตกเลย พอมองเห็นรูปภาพพระมหาสิริราชธาตุติดอยู่ที่กระจกก็หายสงสัย คงเป็นเพราะอานุภาพของท่านคุ้มครองรักษาตนเองและครอบครัวเอาไว้ เพราะตนเองก็มีพระมหาสิริราชธาตุรุ่นพิชิตมาร ได้มาเมื่อครั้งมาบวชอุบาสกแก้ว ภรรยาและลูกๆ ก็มี เพราะได้ไปร่วมอนุโมทนาและได้รับในวันงานด้วย


คุณโอภาสบอกในตอนท้ายไว้ว่า "จะรอดมาได้ด้วยอานุภาพแห่งบุญหรืออานุภาพของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ ก็ตาม ครอบครัวของเราก็มั่นใจในความศักดิ์สิทธิ์ศรัทธาในปฏิปทาของพระเดชพระคุณของหลวงพ่อธัมมชโยและพระภิษุสามเณรในวัดพระธรรมกายอย่างเหนียวแน่น เพราะเราเชื่อว่า เรารู้ เราเห็น และได้มาพิสูจน์แล้วด้วยตนเอง จึงมีความมั่นใจอย่างมากเช่นนี้"

 

บทความนี้ ถูกใจคุณหรือไม่ + -

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร