อานุภาพพระมหาสิริราชธาตุ

พระมหาสิริราชธาตุ รุ่นดูดทรัพย์ สำหรับ ผู้สร้างพระธรรมกายประจำตัวภายในมหาธรรมกายเจดีย์นั้น จะได้รับของที่ระลึกเป็นพระธรรมกายของขวัญ

อานุภาพพระมหาสิริราชธาตุ เล่ม 31

บทความพิเศษสู้ด้วยขันติ

บทความพิเศษ

 

สู้ด้วยขันติ

 

โดย อุบาสิกาถวิล (บุญทรง) วัติรางกผุล

 

 
 

ปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เราได้ร่วมกันทำบุญ ทอดผ้าป่าสร้างหลังคาสภาธรรมกายสากล ส่วนที่ต่อเติมออกไปรอบทิศกันแล้ว ป้าขออนุโมทนาบุญด้วยกับทุกคน สมัยครั้งทำบุญปูแผ่นปูนรองนั่งที่สภาฯหลังคาจาก ป้าจำได้ว่า ป้าทำบุญไปหลายแผ่น ทุกครั้งที่เข้าไปนั่งที่นั่น ความรู้สึกปีติเกิดขึ้นเสมอเพราะอดนึกถึงกุศลกรรมที่ร่วมทำไว้ไม่ได้ เป็นอปราปรเจตนากุศล คือบุญเกิดขึ้นจากการตามนึกถึงกุศลกรรมที่เคยทำเอาไว้
มาคราวนี้ เวลาใดที่เราเข้าไปประชุมร่วมกันในสภาธรรมกายสากลหลังใหม่ เราก็ย่อมนึกได้ ตั้งแต่สร้างเสาค้ำฟ้า สร้างพื้นศาลา รวมทั้งสร้างหลังคาที่เพิ่งร่วมบุญกันในวันวิสาขบูชาที่ผ่านไป มานึกถึงเรื่องดีๆ อย่างนี้ของเราดีกว่า เพราะนี่คือหน้าที่ของเรา หน้าที่สร้างบุญสร้างบารมี ทำความดีรุดหน้าถ่ายเดียว ความชั่วแม้น้อยนิด ไม่ให้คิดทำ การสร้างบุญกุศลเป็นหนทางของเรา ใครเขานิยมสร้างบาปอกุศล เป็นหนทางของเขา ทางใครทางมัน ขอทุกคนอย่าหลงทาง

บุญที่ทำไปแล้วเราก็ตามคิดถึงบุญที่จะเกิดขึ้นใหม่เราก็ต้องคิดถึงให้เป็นปุพพเจตนากุศล ระยะนี้การบริจาคทานยิ่งใหญ่ครั้งต่อไป คือการทอดผ้าป่าหนึ่งหมื่นวัดในวันสมาธิโลก ๘ สิงหาคมที่จะถึงนี้ เพื่อต่ออายุคุณยายอาจารย์ของเรา สำหรับบุญที่ทุกคนต้องทำประจำ ให้ยิ่งยวดในทุกเวลาคือ การทำทาน รักษาศีล และภาวนา การที่พวกเราร่วมใจกันประกอบมหากุศล ทั้งทำทาน รักษาศีล และภาวนาให้บ่อยๆ ตลอดเวลา ย่อมเป็นมหากุศลใหญ่ ต้านทานภัยให้แก่พระพุทธศาสนาของเรา เพราะเวลานี้บ้านเมืองของเราไม่ได้ร่มเย็นเป็นสุขนักหรอกนะคะ เรากำลังมีปัญหาทางเศรษฐกิจกันอยู่ทั้งประเทศ ปัญหาดังกล่าวเป็นจุดอ่อนแอที่สุดในการที่จะถูกชนชาติอื่นกลืนกินชาติของเรา เพียงชาติของเขาสามารถช่วยเหลือชาติของเรา หรือกลุ่มคนของเราในทางเศรษฐกิจได้บ้าง แล้วตั้งข้อแม้ต่างๆ ขึ้น ชาติของเราหรือคนของเราก็จะรีบรับความช่วยเหลือ แก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้า โดยไม่ได้คำนึงถึงผลร้ายในภายหน้าแต่ประการใด ดังที่เรากำลังพบเห็นกันอยู่เวลานี้

 

 
 
ภาพการอัญเชิญพระเขี้ยวแก้ว
สู่ศรีลังกาในกลางพุทธศตวรรษที่ ๙
 

ป้านำเรื่องนี้มาคุยกับคุณ เพราะบังเอิญได้อ่านเอกสารคำนำของหนังสือเล่มหนึ่ง พูดเรื่องการสูญเสียพระพุทธศาสนาในประเทศศรีลังกา ๒ ครั้ง ซึ่งมีเหตุการณ์ครั้งที่สอง คล้ายๆ เหตุการณ์ในประเทศไทยเราขณะนี้ หนังสือเล่มนี้ชื่อ "เดอะ เกร๊ท คอนโทรเวอซี่ แอ็ท ปานาทุราฯ" แปลโดย "สุคน"

ในคำนำของหนังสือดังกล่าว ป้าพอเล่าสรุปให้คุณฟังโดยย่อดังนี้

เกาะซีลอน หรือประเทศศรีลังกาในปัจจุบันนี้ ในอดีตเมื่อ พ.ศ.๒๓๖ ได้มีพระอรหันตเถระในพระพุทธศาสนารูปหนึ่งชื่อ พระมหินทา เป็นโอรสองค์หนึ่งของพระเจ้าอโศกมหาราชแห่งอินเดีย นำพระพุทธศาสนามาเผยแผ่ ศาสนาพุทธเจริญรุ่งเรืองมากในประเทศนั้น แม้ขณะที่ประเทศอินเดียถูกศาสนาอื่นทำลายพุทธศาสนาย่อยยับสูญสิ้นไปแล้ว ที่ประเทศศรีลังกาก็ยังรุ่งเรืองอยู่

กระทั่งปี พ.ศ. ๒๐๔๘-๒๒๐๑ ในรัชสมัยของกษัตริย์ชื่อ พระเจ้าธรรมปาละ พระพุทธศาสนาถูกทำลายครั้งที่หนึ่ง โดยพวกนักล่าอาณานิคมชาวยุโรปแผ่อิทธิพลเข้ามาถึง พวกนั้นได้นำศาสนาของเขาเข้ามาเผยแผ่ ใช้อำนาจทางการเมืองบังคับให้ประชาชนเปลี่ยนศาสนา ถึงกับมีการบังคับให้พระเจ้าธรรมปาละมอบพระเขี้ยวแก้วของพระพุทธเจ้าให้พวกเขา และให้นักบวชในศาสนาของเขานำพระเขี้ยวแก้วมาตำในครกจนแหลกละเอียดเป็นผุยผง แล้วนำไปทิ้งในทะเลต่อหน้าฝูงชนชาวลังกา ทั้งสร้างเหรียญที่ระลึกเป็นภาพนักบวชของเขาใช้ครกสากตำพระเขี้ยวแก้ว จารึกคำในเหรียญว่า "ผู้พิทักษ์ศาสนาอันแท้จริง" ประมุขศาสนาของพวกเขาส่งสาส์นมาแสดงความยินดีที่ทำลายปูชนียวัตถุของชาวพุทธลงได้

ภายหลังกษัตริย์ธรรมปาละ จึงได้แถลงข่าวออกมาว่า พระเขี้ยวแก้วที่ถูกทำลายนั้นเป็นของปลอม ของจริงยังคงรักษาไว้จนทุกวันนี้
ในการทำลายพระพุทธศาสนาครั้งแรกคราวนั้น เฮช อาร์เปอเรร่า ได้บรรยายการกระทำของพวกนักล่าอาณานิคมเหล่านั้นไว้ตอนหนึ่งว่า ในการเปลี่ยนแปลงให้ผู้คนหันมารับนับถือศาสนาใหม่นั้น พวกเขาได้ปรับใช้วิธีการเด่นๆ สองวิธีด้วยกันคือ วิธีแรก หลอกล่อด้วยตำแหน่งสูงๆ หรือผลประโยชน์จูงใจอย่างอื่น วิธีที่สอง เมื่อวิธีแรกใช้ไม่ได้ผล ก็จะใช้วิธีลงโทษอย่างทารุณโหดเหี้ยม

 

ประชาชนผู้ที่ประสงค์จะได้รับตำแหน่งงานสูงๆ จะต้องนับถือศาสนาของเขา ส่วนผู้ลังเลไม่ยอมเปลี่ยนศาสนา หรือแสดงอาการต่อต้านขัดขืน จะถูกลงโทษอย่างทารุณโหดเหี้ยม มีเรื่องเล่าลือกันว่า หลายคนถูกจับโยนทิ้งให้เป็นเหยื่อของจระเข้ในแม่น้ำ เด็กๆ ที่ถ่มน้ำลายรดใส่พวกทหาร ถูกกระชากตัวเอามาบดขยี้ฆ่าทิ้งต่อหน้ามารดา ซึ่งมารดาก็จะถูกทรมานจนตายในที่สุดเหมือนกัน บรรดาผู้ที่กล้าบูชากราบไหว้ในที่สาธารณะหรือกล้าห่มจีวรผ้าเหลืองต้องถูกฆ่าทิ้ง วัดวาอารามต่างๆ ทางพระพุทธศาสนาทั้งหลายถูกทำลาย ทรัพย์สมบัติถูกปล้นชิง ห้องสมุดต่างๆ ถูกเผาทิ้ง


ด้วยเหตุนี้ พระพุทธศาสนาจึงตกต่ำลงเรื่อยมาทั่วทั้งเกาะ จนกระทั่งไม่มีพระภิกษุสงฆ์เหลืออยู่เลยแม้แต่รูปเดียว นับว่าเป็นยุคมืดมนที่สุดยุคหนึ่งของพระพุทธศาสนาบนเกาะแห่งนี้

ต่อมาในรัชสมัยของกษัตริย์ กีรฐิ ศรีราชาสิงหะ พวกปอร์ตุเกสพ่ายแพ้สงคราม พระพุทธศาสนาจึงได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่อีกครั้ง โดยพระเจ้าแผ่นดินทรงแต่งตั้งราชทูตไปขอพระสงฆ์จากประเทศไทย และประเทศพม่า มาสืบพุทธศาสนาวงศ์ อุปสมบทให้กับชาวลังกา ทำให้มีพระพุทธศาสนาเกิดขึ้น ๓ นิกาย คือ สยามนิกายจากไทย อีก ๒ นิกายชื่อ อมราปุระนิกาย และรามันนานิกาย จากพม่า คำสอนทั้ง ๓ นิกายไม่แตกต่างกันทำให้พุทธศาสนาเจริญขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

 
 
รูปหล่อพระอุบาลีเถระ
พระสงฆ์ชาวไทย
ต้นกำเนิดสยามวงศ์ในลังกา
 
 

การทำลายพระพุทธศาสนาครั้งที่สอง อยู่ระหว่างปี พ.ศ.๒๓๓๙-๒๔๙๑ หลังจากสามารถฟื้นฟูพระพุทธศาสนาจากการทำลายของปอร์ตุเกสได้เพียง ๑๓๘ ปี ลังกาก็ถูกอังกฤษทำลายพุทธศาสนาเป็นครั้งที่สอง โดยอังกฤษยึดพื้นที่แถบชายฝั่งของเกาะไว้ได้ทั้งหมดปี พ.ศ.๒๓๓๙ ต่อมาปี พ.ศ.๒๓๕๘ อังกฤษทำสนธิสัญญากับบรรดาหัวหน้าชาวเกาะว่า จะคุ้มครองพระพุทธศาสนาอนุญาตให้ชาวพุทธสามารถประกอบพิธีกรรมต่างๆ ได้โดยไม่ถูกทำลาย ต่อจากนั้นไม่นาน บรรดาหัวหน้าและ ชาวเกาะจึงรู้ว่า อังกฤษไม่ได้มีความจริงใจที่จะเคารพสิทธิในการนับถือพระพุทธศาสนาของชาวเกาะ เพราะพวกอังกฤษพยายามทุกวิถีทางเปลี่ยนให้ประชาชนไปนับถือศาสนาของเขา ซึ่งเป็นศาสนาเดียวกับ พวกปอร์ตุเกส แต่คนละนิกาย โดยกระทำการดังนี้คือ
-ห้ามชาวพุทธจัดพิธีกรรมทางศาสนา ขณะที่ศาสนาของพวกเขาจัดได้
-เด็กที่เกิดมา หากไม่ทำพิธีให้เป็นศาสนิกชนของเขา จะไม่ได้รับการจดทะเบียนเกิดตามกฎหมายให้

-เจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่นับถือศาสนาของเขา ไม่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนสมรสกับคนต่างศาสนา
-ข้าหลวงชาวอังกฤษบางคน พยายามทำลายสถาบันสงฆ์และองค์กรสำคัญของพระพุทธศาสนาด้วยการทำให้พระสงฆ์แตกแยกกับฆราวาส เพราะหากปล่อยให้สามัคคีกันเหนียวแน่น จะทำลายได้ยากมาก

         -เจ้าหน้าที่ในศาสนาของเขา ได้รับอภิสิทธิ์ครอบครองอำนาจทางการศึกษาของชาติไว้เกือบทั้งหมด พวกนี้โจมตีพระพุทธศาสนา และหลักธรรมคำสอนต่างๆ ของพระพุทธเจ้าอย่างรุนแรงทั้งทางวาจาและทางหนังสือ สิ่งตีพิมพ์นับล้านๆ ฉบับถูกแจกจ่ายไปทุกตำบล ทุกหมู่บ้าน เพื่อโจมตีพระพุทธศาสนา
-ในกรุงโคลัมโบ ในที่สาธารณะชาวพุทธไม่สามารถเรียกตนเองว่าเป็นชาวพุทธ พระภิกษุสามเณรถูกห้ามออกบิณฑบาตตามท้องถนน
-มีสิทธิพิเศษและเครื่องล่อใจนานาชนิด นำมาใช้หลอกล่อให้ชาวพุทธเปลี่ยนศาสนา เช่น เรื่องหน้าที่การงาน เงินเดือน ตำแหน่ง ลาภส่วนตัว รวมทั้งบรรดาศักดิ์และยศสูงๆ ที่ข้าหลวงอังกฤษเสนอให้ ทำให้ครอบครัวที่ร่ำรวยและมีหน้าตา ต่างพากันเปลี่ยนศาสนาทัั้งในเมืองและตามชนบท


-เจ้าหน้าที่ทางศาสนาของอังกฤษครอบครองอำนาจทางการศึกษาของชาติได้ โดยอาศัยหนังสือพิมพ์ และสิ่งตีพิมพ์อื่นๆ นับล้านๆ ฉบับ โจมตีพระพุทธศาสนาทั้งในโรงเรียนและที่สาธารณะ

 
 
ชั้นล่างของวัดพระเขี้ยวแก้ว
ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้ว
ในปัจจุบัน
 

-ขณะออกเดินทางไปแจกจ่ายเอกสาร และกล่าวเทศนา โจมตีศาสนาพุทธทั่วทุกตำบลและทุกหมู่บ้าน ก็ทำการโฆษณาชวนเชื่อ เชิดชูยกย่องศาสนาของตนเพื่อให้ชาวพุทธเปลี่ยนศาสนา ในเวลาเหล่านั้นพระภิกษุสงฆ์ทางฝ่ายพุทธ ไม่สามารถต่อต้านการกระทำของศาสนาดังกล่าวได้ ทำได้อย่างมากแค่เทศนาในวันอุโบสถที่วัด และกล่าวแก้คำกล่าวหา ซึ่งไม่ได้รับผลสักเท่าใด

กระทั่งประมาณปี พ.ศ.๒๔๐๓ (ค.ศ.๑๘๖๐) ได้มีสามเณรหนุ่ม รูปหนึ่งของฝ่ายพุทธ ซึ่งได้รับการศึกษาขั้นต้นในโรงเรียนศาสนานั้นหลายแห่ง ได้ศึกษาคำสอนของศาสนานั้นอย่างช่ำชอง รวมทั้งเชี่ยวชาญในหลักคำสอนต่างๆ ของพระพุทธเจ้า ได้แสดงตัวท้าทายโต้วาทีกันอย่างเปิดเผยกับศาสนาของชาวอังกฤษ สามเณรรูปนี้ชื่อ "โมโหตติวัตเต คุณานันทะ"การโต้วาทีได้ถูกจัดขึ้นหลายครั้ง ครั้งที่โด่งดังที่สุดที่เมืองปานาทุรา ปีพ.ศ.๒๔๑๖ วันที่ ๒๖-๒๘ สิงหาคม มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก เท่ากับเป็นการช่วยเหลือให้พระพุทธศาสนาไม่สิ้นสูญไปจากเกาะลังกา เหมือนการถูกทำลายในครั้งแรก และได้พอกระเตื้องดีขึ้นภายหลังเมื่ออังกฤษยินยอมให้ศรีลังกาเป็นอิสระปกครองตนเองได้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๑

"สุคน" ผู้แปลคำโต้วาทีเป็นภาษาไทย ได้เล่าต่อไปว่า เมื่อต้นเดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๓๑ ได้พบ พระอริยธรรมเถโร จากประเทศศรีลังกา ซึ่งเดินทางมาประเทศไทยศึกษาข้อมูลทำวิทยานิพนธ์ปริญญาโททางวิชาโบราณคดี ท่านบอกว่าที่ประเทศศรีลังกา หน่วยงานที่ดูแลเรื่องโบราณคดี มีแต่เจ้าหน้าที่ศาสนาอื่น ทำให้ไม่ได้ข้อมูลแท้จริง จึงมาศึกษาจากประเทศไทยเพื่อนำไปเผยแพร่ไม่ให้พวกต่างศาสนาบิดเบือนข้อเท็จจริงเรื่องโบราณคดีของชาวพุทธ


คุณสุคน ได้มีโอกาสเป็นล่ามแปลคำเทศนาของพระเถระรูปนี้ เรื่องพระพุทธศาสนาในศรีลังกาปัจจุบันที่วัดสนามใน จังหวัดนนทบุรี เมื่อสิงหาคม ปี พ.ศ. ๒๕๓๑ มีข้อความตอนหนึ่งที่น่าสนใจกล่าวว่า


"มีการดำเนินการตัดพระพุทธศาสนาออกจากหลักสูตรการศึกษาในโรงเรียน โดยการทำกันเป็นชั้นๆ เพราะว่ารัฐมนตรีกระทรวงศึกษาไม่ใช่ผู้นับถือศาสนาพุทธ อีกทั้งประมาณสามเดือนที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นหลายฉบับ ได้ตีพิมพ์ข่าวเกี่ยวกับองค์การหนึ่งบีบบังคับให้พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ละทิ้งจีวรผ้าเหลือง โดยเสนอสินบนแก่ผู้ที่ลาสึกจากการเป็นพระสงฆ์องค์ละ ๑ หมื่น ๕ พัน ถึง ๕ หมื่นรูปี ขึ้นอยู่กับระดับการศึกษาและตำแหน่ง ฯลฯ"

ป้าเอาเรื่องมาเล่าให้คุณฟังเสียยาวทีเดียว เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่า ศาสนิกชนบางศาสนาเขามีนโยบายเผยแผ่ศาสนาของเขารุนแรงมากเพื่อให้ได้สมาชิกเพิ่มเติม แม้บางครั้งจะต้องใช้วิธีการที่ไม่เป็นธรรม ก็ไม่คำนึงถึงดูประเทศศรีลังกาเป็นตัวอย่างเถิด

 

คนไทยเราคำนึงถึงเรื่องนี้หรือเปล่า หลวงพ่อของเราถูกเป็นเป้าโจมตี เพราะถ้ากำจัดได้ วัดพระธรรมกายก็หมดไป เมื่อวัดพระธรรมกายหมด การทำลายพระพุทธศาสนาให้หมดจากผืนแผ่นดินไทย ก็ไม่ใช่เรื่องยาก ดังนั้นหากจะต้องเสียเงินไม่กี่พันล้าน ซึ่งเทียบเป็นเงินของเขาก็ไม่กี่ร้อยล้าน การที่จะจ้างให้ชาวไทยด้วยกันทำลายวัดพระธรรมกาย ทำลายหลวงพ่อของเราไม่ใช่เรื่องยากเย็น เพราะคนไทยกำลังยากจน เงินเป็นสิ่งล่อใจที่ดีที่สุด เรื่องสิ้นชาติ สิ้นศาสนา หรือสูญสิ้นอื่นๆ เป็นเรื่องเล็ก เพราะเป็นเรื่องยังมาไม่ถึง และไม่เคยรู้รสชาติของความเป็นทาส ไม่รู้ถึงความขมขื่นเจ็บปวดของการถูกกดขี่ ให้เป็นฝ่ายชนะเฉพาะหน้าไว้ก่อน เรื่องผิดถูกเป็นธรรมหรือไม่ เอาไว้แก้ปัญหากันทีหลัง เมื่อปัญหามาถึง ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นก็เป็นเรื่องสายเกินแก้ไขไปแล้ว


ปัญหาการล่มสลายของพระพุทธศาสนาในศรีลังกาทั้งสองครั้ง ศาสนิกชนฝ่ายที่ต้องการทำลายล้างเปิดเผยตัวเองชัดเจน การแก้ไขปัญหาจึงทำได้โดยง่ายเช่นครั้งแรก เมื่อฝ่ายนั้นใช้วิธีบังคับ ก็ต้องสู้กันด้วยสงครามให้ชนะ ครั้งที่สองเมื่อใช้วิธีโจมตีคำสอน ก็สู้กันด้วยการโต้วาที อย่างทีี่สามเณร "โมโหตติวัตเต" กระทำ


แต่ในประเทศของเราขณะนี้ ผู้ต้องการทำลายไม่ปรากฏตัว กลับแอบอยู่เบื้องหลัง ยุให้ชาวพุทธทะเลาะกันเอง ทั้งฆราวาสและพระสงฆ์ ประกอบกับการแพร่กระจายข่าวในสมัยปัจจุบันทำได้รวดเร็ว และกว้างขวางกว่าสมัยก่อนมาก จึงสามารถระดมความเชื่อถือจากประชาชนได้ง่ายดาย ทำให้แนวร่วมเกิดขึ้นมากมายที่จะล้มล้างวัดพระธรรมกาย แม้กระทั่งโต้แย้งกับเรื่องคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยไม่ยอมพิสูจน์ด้วยการลงมือปฏิบัติภาวนาให้รู้แจ้งเห็นจริง การโจมตีกันเองจึงทำกันเต็มที่รุนแรงสุดกำลังของฝ่ายทำลายล้าง

ฝ่ายตั้งรับคือเรา กระทำได้อย่างมากเพียงแค่สงบนิ่ง เพราะฝ่ายโจมตีก็เป็นเสมือนพี่น้องชาวพุทธของเราเอง หากมีปฏิกิิริยารุนแรงตอบโต้ ย่อมทำให้เรื่องเสียหายลุกลามใหญ่โต สมความต้องการของผู้อยู่เบื้องหลัง ดังนั้นการคอยให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ข้อแท้จริง จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด ด้วยเหตุนี้คุณก็จงอย่าสงสัยเลยนะคะว่าทำไมพระเดชพระคุณหลวงพ่อของเราจึงนิ่งเงียบสงบอยู่อย่างเดียว ไม่โต้ตอบอะไรออกมาเลย

 

สำหรับพวกเราทุกคน เมื่อรักจะเป็นลูกศิษย์ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ก็ต้องอดทนตามอย่างครูบาอาจารย์ ใครจะเยาะเย้ยถากถางโจมตี ก็ให้อดทนเอาไว้ ตอนนี้แม้แต่รายการวิทยุหลายรายการ ก็ถูกสั่งปิดไปแล้ว ไม่ให้ฝ่ายเราสั่งสอนเผยแผ่ เราจะทำอะไรได้ คงต้องได้แต่นิ่งไว้เฉยไว้ประการเดียว


ป้าอยากบอกพวกเราทุกคนว่า ระยะเวลาหลายเดือนมานี้ เป็นเวลาทองในการสร้างขันติบารมีของเรา การอดทนต่อคำกล่าวใส่ร้ายป้ายสีด้วยเรื่องร้ายแรงที่ไม่เป็นจริง เป็นการอดทนที่ใจ ยังดีที่เขาไม่มาทุบตีทำร้ายเอา ถ้าเขามาทุบตีทำร้ายก็ยังดีกว่าเขาฆ่าเราตาย ถ้าเขาฆ่าเราตายก็ดี เพราะคนบางคนอยากตายถึงกับต้องฆ่าตัวตาย นี่อุตส่าห์มีคนมาฆ่าให้ตาย ก็ต้องถือว่าดีอีกนั่นแหล่ะ ให้คิดอย่างพระเถระแห่งบ้านสุนาปรันตะ ในสมัยพุทธกาล แล้วเราก็จะทนอะไรๆ ได้ โดยเฉพาะกับคนในครอบครัว ป้าเห็นใจพวกคุณมากที่สุด เพราะพออ่านหรือดูสื่อโจมตีวัดเราแล้วเชื่อถือตามนั้น ก็จะมาทะเลาะกับคุณ คุณชี้แจงเท่าไร เขาก็ไม่ยอมฟัง คุณก็โกรธไม่ได้ หนีไปไหนให้พ้นก็ไม่ได้ เพราะเป็นคนในครอบครัว รายการนี้ต้องอดทนกันเป็นพิเศษหน่อยแล้วนะคะ คนนอกบ้านเราไม่ถูกใจเราก็ไม่ ต้องพูดด้วย ไม่ต้องเห็นหน้าได้ คนในบ้านนี่ คงต้องเฉยอย่างเดียวปล่อยให้บ่นไปว่าไป คิดเสียว่า รถสิบล้อวิ่งเสียงดังจะตาย เรายังทนฟังได้ เสียงคนเบากว่าตั้งแยะ ทำเป็นฟังไม่รู้เรื่องไปเสียเลย จะได้ไม่ต้องทะเลาะกัน อีกอย่างคนเราถ้าเขาคิดจะเชื่ออย่างไรแล้ว ให้ชี้แจง เมื่อยปาก เขาก็ไม่ยอมฟังหรอกค่ะ

คุยกับคุณวันนี้ อย่าบ่นป้านะคะว่าไม่เห็นคุยธรรมะอะไรให้ฟังเลย ป้าขอยืนยันว่า ที่คุยด้วยข้างต้นทั้งหมดนั้น เป็นธรรมะภาคปฏิบัติจริงๆ คือ ธรรมะข้อ "ขันติ" นั่นเอง คำกล่าวร้ายทั้งหมดเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเราอดทนกันได้เพียงไร ใครอดทนได้มากก็ได้ขันติบารมีมาก เราจะรู้กันก็ตอนนี้ ถ้าไม่มีอะไรมาเป็นบทเรียนให้พิสูจน์ เราย่อมไม่รู้จักตนเองว่ามีขันติธรรมมากน้อยแค่ไหน จริงมั้ยคะ

 

บทความนี้ ถูกใจคุณหรือไม่ + -

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร