อานุภาพพระมหาสิริราชธาตุ

พระมหาสิริราชธาตุ รุ่นดูดทรัพย์ สำหรับ ผู้สร้างพระธรรมกายประจำตัวภายในมหาธรรมกายเจดีย์นั้น จะได้รับของที่ระลึกเป็นพระธรรมกายของขวัญ

อานุภาพพระมหาสิริราชธาตุ เล่ม 39

เรื่องที่ ๓๘๖โจรฉกทอง

เรื่องที่ ๓๘๖โจรฉกทอง
คนร้ายก็หยิบสร้อยทองวิ่งออกจากร้านไปอย่างรวดเร็ว ลัดเลาะออกไปทางตลาดอีกฝั่งถนนหนึ่ง
พนักงานได้สติจึงรีบตะโกนบอก "เขาเอาทองไปๆ"



 

 
 
คุณโฆษกะ โอสายไทย
 
 

คุณโฆษกะ โอสายไทย เป็นคนจังหวัดกาฬสินธุ์โดยกำเนิด เล่าว่าตนเองประกอบธุรกิจเป็นเจ้าของกิจการห้างทอง อุเทน เข้าวัดมาเป็นเวลากว่า ๑๐ ปีแล้ว และได้ประพฤติปฏิบัติตามคำสอนที่ได้รับจากวัดพระธรรมกายอย่างสม่ำเสมอ ณ วันนี้ คุณโฆษกะได้ตระหนักถึงหน้าที่ผู้นำบุญว่าเป็นงานหลักของชีวิต และเป็นสิ่งที่มนุษย์ควรสร้างบารมี ด้วยการชักชวนมวลมนุษยชาติให้รู้ซึ้งถึงคุณค่าของพระรัตนตรัย และยึดมั่นปฏิบัติตนตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ คุณโฆษกะรู้สึกประทับใจมากในตำแหน่งผู้นำบุญ ถึงแม้จะไม่ใช่ตำแหน่งที่เลิศเลอเหมือนทางโลก แต่ในทางธรรมเป็นสิ่งที่ภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง เป็นความรู้สึกที่อบอุ่นใจที่มองไปทุกทิศทุกทางได้พบเจอแต่กัลยาณมิตร มีเพื่อนรอบข้างเป็นสัมมาทิฐิบุคคล เขาจึงไม่เคยว่างเว้นจากการทำหน้าที่ผู้นำบุญถึงจะดึกดื่นค่อนคืนปานใด ก็สามารถสละความสุขส่วนตัวเพื่อให้ทุกคนทำความดีอยู่ในบุญกุศลและมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง

 
ทอง ๕ บาทที่ถูกขโมย
แต่ได้คืนมาด้วยอานุภาพบุญ
 

คุณโฆษกะได้เล่าถึงอานุภาพบุญที่ตนเองรอดพ้นจากอันตรายอย่างอัศจรรย์ถึง ๒ เรื่อง ซึ่งเรื่องแรกเกิดขึ้นวันที่ ๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๔๒ มีคนร้ายมาฉกทองที่ร้านของคุณโฆษกะ ลักษณะคนร้ายเป็นชายรูปร่างสูงใหญ่ กำยำ ผิวคล้ำกร้านแดด ซึ่งพนักงานขายบอกว่าเคยเข้ามาที่ร้าน และคุณป้าที่ขายกาแฟอยู่ที่ตลาดฝั่งตรงกันข้ามก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเคยเห็นชายคนนี้ยืน

สังเกตการณ์อยู่ที่ร้านกาแฟมา ๒-๓ วันแล้ว เมื่อคนร้ายเข้ามาในร้าน พนักงานขายสงสัย เพราะคนร้ายคนนี้เคยเข้ามาครั้งหนึ่งแล้ว จึงบอกให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่รักษาการณ์อยู่ที่ร้านบอกให้เขาออกไป


ในวันเกิดเหตุวันนั้นมีลูกค้าเข้าร้านเยอะมาก ชายคนร้ายก็ทำทีว่าเป็นลูกค้าปลอมปนเข้ามาขอดูสร้อย แต่พนักงานจำหน้าได้จึงไม่ยอมให้ดู พอดีคุณป้าที่เป็นลูกค้ายืนอยู่ใกล้ๆ บอกว่า "ให้ลูกค้าดูซิ เขาขอดูสร้อย ทำไมไม่เอาให้เขาดู" พนักงานจึงหยิบมาวางบนตู้กระจก พอหันหลังเท่านั้น คนร้ายก็หยิบสร้อยทองวิ่งออกจากร้านไปอย่างรวดเร็ว ลัดเลาะออกไปทางตลาดอีกฝั่งถนนหนึ่ง พนักงานได้สติจึงรีบตะโกนบอก "เขาเอาทองไปๆ" คุณโฆษกะเมื่อได้ยินเสียงพนักงานบอกจึงรีบเก็บสร้อยเข้าตู้และวิ่งตามออกไปทั้งๆ ที่ไม่เคยเห็นหน้าตาคนร้ายมาก่อน วิ่งไปถามไปประมาณ ๓-๔ คน พอจุดสุดท้ายก็มีเด็กคนหนึ่งวิ่งมาบอกให้และชี้ว่า "คนนี้แหละพี่" ชี้มือไปทางคนร้ายที่กำลังนั่งรถสามล้อเคลื่อนออกไปช้าๆ เขาจึงไม่รอช้ารีบบอกให้รถหยุดและวิ่งเข้าไปคว้าข้อมือคนร้ายและบอกว่า "เอาทอง ออกมาเดี๋ยวนี้" ชายคนร้ายปฏิเสธบอกไม่มี ตอนนั้นคุณโฆษกะไม่นึกกลัวเขาเลย ทั้งๆ ที่คนร้ายตัวโตกว่า ถ้าชกหน้าหรือทำร้ายโดยอาวุธป่านนี้คุณโฆษกะคงไม่มีทางรอดแน่นอน และอาจต้องถึงกับเสียเลือดเสียเนื้อ แต่เหตุการณ์นี้เป็นที่น่าแปลกมาก เพราะคนร้ายเอาแต่นั่งนิ่งๆ ไม่ขัดขืนเลย นี่เป็นเพราะอานุภาพบุญแท้ๆ จึงเป็นเหตุให้คนร้ายคิดอะไรไม่ออกนั่งนิ่งๆ และปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเดียว เขาก็บอกให้ล้วงกระเป๋าออกมาให้หมด คนร้ายยอมทำตามอย่างง่ายๆ และสามารถค้นจนเจอทองเส้น ๕ บาท ที่คนร้ายขโมยไป

 
รถสามล้อเครื่องที่คนร้ายจะใช้หลบหนี  
 

พอเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึง เขาจึงรีบบอกให้ใส่กุญแจมือไว้ก่อนเพราะกลัวคนร้ายขัดขืน ขณะนั้นตั้งใจไม่อยากเอาเรื่อง คิดว่าให้อภัยกันไป แต่ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ต่างก็ไม่ยอม ตำรวจก็จะเอาเรื่องเพราะถือเป็นคดีอาญา พอนำตัวไปส่งที่สถานีตำรวจ เจ้าหน้าที่ตำรวจจำหน้าได้ทุกคน เพราะคนร้ายคนนี้เคยถูกจับคดียาบ้า พอจำคุกเสร็จก็ปล่อย จนเจ้าหน้าที่ตำรวจถึงกับทักว่า "เอาอีกแล้วเรอะเรา เดี๋ยวนี้พัฒนาขึ้นนะ" จากเหตุการณ์ดังกล่าว จะเห็นว่าคนเราจะทำดีเพียงลำพังคนเดียวไม่ได้ ต้องพยายามชักชวนผู้อื่นให้เขาได้ทำความดีเพื่อสังคม เพื่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง และถ้าคนเราแม้มีศีลครบ ๕ ข้อ เป็นอย่างน้อยก็คงไม่เกิดเรื่องราวต่างๆ ที่วุ่นวายเหมือนกับปัจจุบันนี้


สำหรับเรื่องที่สองเกิดขึ้นเมื่อประมาณต้นเดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๕๔๒ ที่ผ่านมา คุณโฆษกะขับรถออกจากบ้านเพื่อไปทำหน้าที่ผู้นำบุญ ซึ่งใช้เวลาว่างจากธุรกิจส่วนตัวออกไปพบปะบรรดาเพื่อนบ้าน เพื่อเชิญชวนสาธุชนได้มีโอกาสสัมผัสชีวิตที่เป็นชาวพุทธที่แท้จริง เขาเพียรพยายามเยี่ยมเยือนเพื่อนบ้านคอยให้คำแนะนำต่างๆ ในคืนนั้นเวลาประมาณ ๒ ทุ่ม ฝนตกลงมาไม่ขาดสาย เขาขับรถอย่างระมัดระวังประมาณ ๘๐ ก.ม./ช.ม. ถึงจุดที่เกิดเหตุบริเวณหน้าโรงแรมริมปาว อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ ขณะนั้นขับตามหลังรถกะบะที่ติดฟิลม์สีดำสนิท ตั้งใจจะแซงขวาพอคิดได้ดังนั้นจึงเร่งความเร็ว จนขับแซงไปได้ครึ่งคัน แต่แล้วเหตุการณ์ที่ไม่ได้คาดคิดก็เกิดขึ้น รถคันข้างหน้า หักพวงมาลัยเลี้ยวขวากระทันหันเพื่อเข้าซอยข้างทางโดยที่ไม่ได้เปิดไฟเลี้ยว คุณโฆษกะตั้งตัวไม่ติด ไม่ทันได้เหยียบเบรคเลย จึงชนเข้าเต็มแรงตรงด้านประตูคนขับของรถคู่กรณี ด้านข้างยุบเข้าไปแรงกระแทกทำให้เกิดเสียงดังสนั่นไปทั่วบริเวณ และทำให้รถทั้งคู่หันหัวไปคนละทิศละทาง ด้านท้ายรถคู่กรณีปัดมาชนด้านข้างของรถคุณโฆษกะอย่างรวดเร็ว และแรงจนทำให้รถหมุนเป็นวงตามแนวเข็มนาฬิกา รถคู่กรณีหันหัวไปทางซ้าย แต่คนขับก็ประคองรถแอบเข้าทางซ้ายมือ ส่วนรถของคุณโฆษกะเครื่องยังติดอยู่แต่รถขยับไม่ได้เลย คุณโฆษกะนั้นตอนชนกันและคาดเข็มขัดนิรภัยไว้ด้วยจึงไม่เกิดอาการใดๆ ทั้งสิ้น รู้สึกตอนนั้นเหมือนกับชนกันเบาๆ และรถค่อยๆ สะบัด ๑ รอบไม่เร็วนัก ส่วนคู่กรณีนั้นถูกชนเข้าอย่างจังตรงเบาะคนขับยุบเข้าไป ถ้าดูจากสภาพรถที่ถูกชนแล้วคนขับรถกะบะต้องบาดเจ็บสาหัส หากสะโพกไม่แตกร้าวก็ต้องขาหักอย่างแน่นอน แต่นี่ยังเดินออกมาจากรถและโวยวายได้อีก มีชาวบ้านละแวกนั้นมามุงดู หนึ่งในจำนวนนั้นเป็นผู้หญิงได้ถามว่า "พี่ๆ ห้อยพระอะไรหรือถึงไม่เห็นเป็นอะไรเลย"คุณโฆษกะตอบว่า "ห้อยพระมหาสิริราชธาตุ"

 
สถานที่เกิดเหตุรถชน แต่รอดมาอย่างอัศจรรย์  

ชาย ๒ คนได้ออกมาจากรถกะบะกล่าวหาและใส่ความว่า คุณโฆษกะเป็นคนผิด และพยายามไปเรียกคนที่รู้จักแถวนั้นมาช่วยเป็นพยาน ช่วงจังหวะที่เกิดเหตุการณ์มีมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งขับผ่านมาพอดี เจ้าของรถที่ถูกชนจึงเรียกไปพูดด้วยนานถึง ๒๐ นาที ท่าทางมีพิรุธ พวกเขาพยายามป้ายความผิดมาที่คุณโฆษกะ ซึ่งตอนนั้นรู้สึกว่าเหตุการณ์ช่างไม่ยุติธรรมสำหรับเขาเลย คู่กรณีมีกันหลายคน และคนขับก็ทำท่าโวยวายเสียงดัง บอกกับทุกคนให้เป็นพยานว่าคุณโฆษกะขับรถประมาท ขับกระชั้นชิดและชนรถเขา คุณโฆษกะสังเกตว่าคนขับรถกะบะมีพฤติกรรมที่น่าสงสัย อาจมีการติดสินบนกับคนขับมอเตอร์ไซค์ เพื่อให้เป็นพยานว่ารถกะบะเปิดไฟเลี้ยวขวาแล้วนะ แต่คุณโฆษกะก็ไม่หยุดรถกลับขับเข้ามาชน


ประมาณครึ่งชั่วโมง เจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุ คนขับรถมอเตอร์ไซค์ให้การว่ารถกะบะเปิดไฟเลี้ยวแล้ว แต่คุณโฆษกะก็เถียงว่าไม่่ใช่ เจ้าหน้าที่ตำรวจทำตัวเป็นกลางและแนะนำให้ไปดำเนินเรื่องต่อในวันรุ่งขึ้น ในค่ำคืนนั้นเหตุการณ์ทำท่าจะบานปลายเพราะเกิดมีปากเสียงกันด้วย คุณโฆษกะไม่ชอบความอยุติธรรมอยู่แล้ว จึงรู้สึกไม่พอใจกับเหตุการณ์ดังกล่าว แต่โชคดีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจวางตัวเป็นกลาง และช่วยคลี่คลายเหตุการณ์ให้ดีขึ้น ซึ่งเป็นผลที่เกิดจากบุญที่คุณโฆษกะเป็นผู้นำบุญคอยชี้แจงแก้ไขเหตุการณ์ต่างๆ ให้เป็นไปในทางที่ดีให้กับทางวัด เมื่อประกอบเหตุมาแบบนี้ และเกิดเรื่องราวที่ถูกใส่ร้ายป้ายสี พระย่อมเข้าข้างคนดีเสมอ


คืนนั้นคุณโฆษกะกลับมาถึงบ้านด้วยความรู้สึกไม่สบายใจ จึงรีบสวดมนต์และอธิษฐาน น้อมจิตให้เป็นกุศลกลั่นดวงบุญที่กระทำมาดีแล้ว ผ่านทางองค์พระมหาสิริราชธาตุ ที่สวมคล้องคออยู่เป็นประจำว่า "ขอให้เรื่องราวต่างๆ จบลงอย่างเย็นๆ อย่ามีเรื่องมีราวต่อกันเลย"

 

สภาพรถกระบะของคุณโฆษกะ
ซึ่งตอนชน เขากลับรู้สึกว่าเหมือนชนเบาๆ
  สถานีตำรวจที่คุณโฆษกะมาตามนัด

พอรุ่งเช้าได้เดินทางไปที่สถานีตำรวจตามที่นัดหมายไว้ พอไปถึง คนขับรถกะบะคู่กรณีเห็นหน้า รีบวิ่งเข้ามาขอโทษและยกมือไหว้คุณโฆษกะถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน ที่เขาพยายามจะใส่ความ โดยให้คนอื่นมาเป็นพยาน เพื่อบิดเบือนความจริงกับตำรวจ เขาบอกว่าเมื่อคืนเขานอนไม่หลับเลยที่ทำเช่นนั้น เช้ามาจึงต้องรีบมาขออโหสิกรรม และเมื่อคุยกันเรียบร้อยต่างคนต่างยอมความกัน ตำรวจจึงให้ทั้งสองฝ่ายเสียค่าปรับคนละ ๔๐๐ บาท และต่างคนต่างนำรถไปซ่อมกันเอง

คำพังเพยที่ว่า มีเพื่อนบ้านดี ดีกว่ามีรั้วบ้านดี เป็นความจริงที่ใช้ได้ตลอดกาล คนร้ายเข้ามาฉกทองในร้านขายทองคุณโฆษกะ มีเพื่อนบ้านร้านตรงข้ามบ้าง คนที่เห็นคนร้ายวิ่งบ้าง ช่วยกันบอกรูปพรรณสัณฐาน ทำให้ตามจับตัวได้สะดวก


อนึ่งคนที่หมั่นทำบุญกุศลอยู่เสมอๆ สติจะเกิดรวดเร็วกว่าคนธรรมดามาก ในยามมีเหตุการณ์คับขันกระทันหัน สติเป็นธรรมชาติที่มีการระลึกได้ รู้ทันอารมณ์ที่มากระทบ คนเรามีสติดีแล้วจะสามารถคิดแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างดีและรอบคอบ


คุณโฆษกะมีลักษณะดังที่กล่าว ทำให้มีความองอาจแกล้วกล้า วิ่งติดตามคนร้ายทันท่วงทีไม่เกรงกลัว แม้คนร้ายจะมีร่างกายใหญ่กว่ามาก


ขณะที่กำลังมีเหตุการณ์ร้ายๆ เกิดขึ้น คนที่หมั่นกระทำบุญอยู่เสมอ จะนึกถึงบุญของตนเองทันทีโดยอัตโนมัติ เมื่อจิตใจมีบุญ มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ใจจะมีกำลัง เกิดความเข้มแข็งองอาจ ไม่หวาดหวั่นในภยันตรายใดๆ ตัดสินใจถูกต้องรวดเร็ว และอานุภาพบุญก็คุ้มครองมิให้คนร้ายได้คิดต่อสู้ กระทั่งนึกไม่ออกว่าจะทำตัวอย่างไร ในที่สุดยอมทำตามคำสั่งของเจ้าทรัพย์ทุกอย่าง ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจับคนร้ายได้โดยง่ายและได้ทรัพย์คืน


สำหรับเรื่องอุบัติเหตุที่พบ ก็เป็นทำนองเดียวกัน ความที่คุณโฆษกะเป็นคนมีบุญทำเอาไว้ มีเรื่องคับขัน พบคนทุศีลสร้างพยานให้การเท็จอยู่ต่อหน้า ก็นึกถึงบุญมาเป็นที่พึ่ง รีบอธิษฐานจิตขอให้บุญช่วยให้เรื่องราวยุติลงด้วยดี


บังเอิญคู่กรณีคงไม่มีหนี้เวรกับคุณโฆษกะมาก และคงไม่ใช่คนเลวโดยสันดาน จึงรู้สึกละอายใจ เรื่องจ้างคนขับมอเตอร์ไซค์เป็นพยานเท็จ ทำให้ต้องมาขอโทษคุณโฆษกะ ยุติเรื่องกันด้วยดี


การละอายต่อการทำบาปทำชั่ว เรียกว่า มีหิริ คนที่มีหิริ จะเป็นคนเกลียดการทำบาป ไม่ชอบทำบาป และมีความละอายในการทำบาป มีความเคารพตนเอง ทำบาปแล้วไม่สบายใจ จึงไม่ชอบทำ

การเกรงกลัวบาป เรียกว่า โอตตัปปะ มีลักษณะคล้ายกัน คือสะดุ้งกลัวบาป ไม่ชอบทำบาป มีความละอายในการทำบาป ต่างกันตรง มีความเคารพผู้อื่น เกรงคนอื่นไม่สบายใจ จึงไม่ยอมทำบาป


ธรรมะข้อ หิริ และโอตตัปปะนี้เอง เป็นธรรมคุ้มครองโลก ใครมีธรรมทั้งสองนี้ประจำใจ ย่อมไม่ยอมทำบาปทำชั่วใดๆ คนเราเมื่อไม่ทำชั่ว ตนเองย่อมไม่เดือดร้อน คนอื่นก็ไม่เดือดร้อน สังคมย่อมอยู่เป็นสุข ด้วยเหตุนี้ในการอบรมบุตรหลานของเรา พ่อแม่ผู้ปกครองควรย้ำเตือนในเรื่องนี้ให้มาก ให้ลูกหลานเด็กในปกครองของเราหัดมีความละอายใจในการทำความชั่วให้เคยชินเป็นนิสัย โดยให้หมั่นระลึกนึกอยู่เสมอว่า การทำความชั่วนั้น ไม่ต้องกลัวคนอื่นรู้เห็น แต่ที่ควรกลัวที่สุดคือ ให้กลัวตนเองรู้เห็น เพราะทุกคนไม่สามารถโกหกหลอกลวงตนเองได้ คนเราเมื่อหัดกลัวตนเองได้ดังนี้แล้ว ย่อมทำชั่วอะไรๆ ไม่ลง

 

บทความนี้ ถูกใจคุณหรือไม่ + -