อานุภาพพระมหาสิริราชธาตุ

พระมหาสิริราชธาตุ รุ่นดูดทรัพย์ สำหรับ ผู้สร้างพระธรรมกายประจำตัวภายในมหาธรรมกายเจดีย์นั้น จะได้รับของที่ระลึกเป็นพระธรรมกายของขวัญ

อานุภาพพระมหาสิริราชธาตุ เล่ม 42

เรื่องที่ ๔๑๐ เพียงแค่หัดขาย

เรื่องที่ ๔๑๐ เพียงแค่หัดขาย
ก่อนที่จะโทรศัพท์ไปคุยกับลูกค้าทุกครั้ง เธอก็จะสวดสรรเสริญพระมหาสิริราชธาตุ


 

 
 
คุณอัจจิมา ศิริวิโรจน์ ผู้หนักแน่น
มั่นคงในการทำความดีอย่างยิ่งยวด
 
 

คุณอัจจิมา ศิริวิโรจน์ ทำงานประจำแผนกวางแผนการตลาด ของบริษัทซัมซุง กรุงเทพมหานคร เธอได้มาร่วมงานบุญใหญ่ที่วัดพระธรรมกายสมัยที่เรียนปี ๒ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) ปี พ.ศ.๒๕๓๓ ตั้งแต่นั้นก็มาร่วมงานบุญใหญ่ตลอด และเกิดความศรัทธามากยิ่งขึ้น จึงมาวัดทุกอาทิตย์ตั้งแต่ ปี พ.ศ.๒๕๔๑ เป็นต้นมา เธอและครอบครัวได้ร่วมบุญสร้างองค์พระแกนกลาง องค์พระที่ยอดโดม และพระธรรมกายประดิษฐานที่มหา

ธรรมกายเจดีย์ เกือบ ๑๐ องค์ และบอกบุญญาติ มิตรได้อีก ๒๔ องค์


ปัจจุบันคุณอัจจิมาได้เปิดบ้านกัลยาณมิตร เพื่อปฏิบัติธรรม ร่วมกันภายในครอบครัว เธอรู้สึกเป็นสุขใจมากที่ได้ร่วมกิจกรรมพร้อมกันกับครอบครัว คุณอัจจิมาได้พบอานุภาพบุญที่อธิษฐานขอพรจากองค์พระมหาสิริราชธาตุขอให้ท่านช่วยกิจการงานได้สำเร็จจนปลื้มใจถึงทุกวันนี้


ช่วงนั้นประมาณเดือนตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๑ ทางบริษัทได้เปิดโอกาสให้พนักงานทุกคนได้มีโอกาสรับงานพิเศษ คืองานขายประกัน งานนี้ท้าทายความสามารถของพนักงานทุกคนที่ทางบริษัทเปิดโอกาสให้ ซึ่งตอนนั้นเธอได้มาเริ่มงานที่บริษัทแห่งนี้เป็นเวลา ๑๑ เดือน หลังจากรับงานขายประกัน คุณอัจจิมาเดินทางไปพบลูกค้า เพื่อนำเสนอโครงการขายประกันชีวิตให้กับบริษัทเยอรมันอยู่ที่จังหวัดระยอง ก่อนเดินทางไปพบลูกค้า เธอก็อธิษฐานขอพรองค์พระมหาสิริราชธาตุให้ท่านคุ้มครองการเดินทาง และขอให้ติดต่อธุรกิจกับลูกค้าได้คล่องตัว เมื่อไปถึงบริษัทจึงแนะนำตัวเอง บริษัทนี้ยังไม่มีใครรู้จัก เพราะเพิ่งเปิดตัวใหม่ยังไม่ครบหนึ่งปี เธอได้แนะนำผลประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับ ซึ่งบริษัทนี้ได้ทำประกันไว้แล้วกับอีกบริษัทหนึ่ง แต่เป็นสัญญา ปีต่อปี ทางบริษัทรับทราบข้อมูลก็ขอรับเอกสารไว้ดูก่อน แต่ยังไม่ตกปากรับคำว่าจะทำหรือไม่

แม้จะทำธุรกิจ แต่ก็ไม่เคยขาดการปฏิบัติธรรม

ช่วงนั้นคุณอัจจิมากลับมาที่บ้านจะสวดสรรเสริญพระมหาสิริราชธาตุทุกวัน นั่งสมาธิ และอธิษฐานจิตตอกย้ำขอให้ขายประกันได้ด้วยเถิด พอเข้ามาถึงที่ทำงาน เวลาจะสวดสรรเสริญที่โต๊ะทำงานก็เกรงใจเพื่อนๆ จึงเดินไปสวดสรรเสริญข้างนอกห้อง ทำอย่างนี้ทุกวัน และจะคล้องพระมหาสิริราชธาตุไว้นอกเสื้อจนเพื่อนๆ แซวว่าพระดูดทรัพย์ เธอก็ไม่ได้หวั่นไหวอะไรเพราะมั่นใจในการทำความดี

ยิ่งใกล้จะถึงเวลาปิดยอดขาย พอกลับถึงบ้าน รีบชำระร่างกายให้สดชื่นหลังจากเหน็ดเหนื่อยกับงานประจำมาทั้งวัน ทำใจให้ใส และกลั่นบุญบารมีขอให้ขายประกันสำเร็จเป็นอัศจรรย์ เวลาออกจากสมาธิจะนำองค์พระมหาสิริราชธาตุ ที่คล้องคอมาจ้องดูใบหน้าท่าน มองเห็นท่านยิ้มให้จึงมั่นใจ และอุ่นใจมากขึ้นว่างานครั้งนี้ต้องสำเร็จแน่นอน

และก่อนที่จะโทรศัพท์ไปคุยกับลูกค้าทุกครั้ง เธอก็จะสวดสรรเสริญพระมหาสิริราชธาตุ จนกระทั่งวันสุดท้ายของการปิดยอดขาย คุณอัจจิมาคิดว่าเหลือเวลาเพียงวันนี้วันเดียวเท่านั้น แต่ในใจก็ยังยึดมั่นถึงคุณพระรัตนตรัยว่าท่านศักดิ์สิทธิ์จริง ท่านต้องช่วยเราได้แน่นอน

 
บุญส่งผลทำให้หน้าที่การงานเจริญก้าวหน้า
ได้ไปดูงานที่ประเทศเกาหลี
 
 

ในวันศุกร์ขณะที่เธอกำลังง่วนอยู่กับงานประจำอยู่นั้น เสียงโทรศัพท์ ก็ดังขึ้น เธอรู้สึกใจเต้นขึ้นมาว่าหรือจะเป็นโทรศัพท์ของลูกค้า เธอยกหูโทรศัพท์ “สวัสดีค่ะ” เสียงดังจากปลายทางเธอจำได้ว่าเป็นเสียงลูกค้าที่เธอติดต่อด้วย ลูกค้าโทรศัพท์มาตอบรับโครงการประกันชีวิตที่เธอเสนอไป นอกจากนี้ลูกค้ายังบอกว่าทางคณะกรรมการได้อนุมัติและเซ็นชื่อตกลงทำสัญญากับบริษัทเดิมแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้ยื่นเอกสารไปให้กับทางบริษัทดังกล่าว เนื่องจากทางผู้อำนวยการได้เห็นความตั้งใจจริงของคุณอัจจิมา และเคยทราบความประพฤติ ที่เธอเป็นผู้มีศีลมีธรรมเป็นคนใจบุญ ทางผู้ใหญ่รู้สึกชอบและจึงตัดสินใจรับทำประกันกับเธอ คุณอัจจิมาตื่นเต้นมากที่สุดที่ได้ยินคำตอบ รู้สึกขนลุกที่คำอธิษฐานนั้นเป็นจริงแล้ว และไม่น่าเชื่อว่า ลูกค้าจะทำประกันประเภทที่หนึ่ง เป็นวงเงินเกือบสองล้านบาท ซึ่งเธอจะได้รับค่าตอบแทนถึงหนึ่งแสนบาทจากการขายประกันครั้งนี้ เธอคิดอยู่อย่างเดียวว่านี่ถ้าเขาส่งเอกสารฉบับดังกล่าวไปให้บริษัทเดิมเพื่อต่อสัญญา และหากเธอเดินทางช้าไปอีกนิดเดียว เธอคงไม่มีโอกาสขายประกันครั้งนี้ได้เลย “นี่ไม่ใช่ความบังเอิญหรอกที่เราขายประกันได้เป็นเพราะอานุภาพบุญ ที่คุณของพระรัตนตรัยท่านประทานให้ และความที่เราประพฤติตัวจนเขาเห็นความดีของเราเป็นแน่”


และในวันที่ ๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๑ ซึ่งเป็นวันฉลองครบรอบหนึ่งปีของทางบริษัท ทางบริษัทก็ได้ประกาศให้รางวัลดีเด่นประจำบริษัทให้กับคุณอัจจิมา จากพนักงานเกือบ ๕๐ คนภายในแผนก เธอได้รับให้เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น และสามารถเทียบกับพนักงานขายประกันซึ่งแต่ละคนมีตำแหน่งเป็นถึงผู้จัดการ เธอได้รับใบประกาศนียบัตรจากท่านประธานกรรมการบริษัท และได้รับคำชม “You are the fantastic staff” นั่นคือเธอเป็นพนักงานประจำเพียงคนเดียวที่สามารถขายประกันได้ยอดสูงที่สุดในบริษัท นอกจากขายให้บริษัทดังกล่าวแล้ว เธอยังขายประกันเดี่ยว (รายบุคคล) ได้ถึง ๗ ราย และประกันกลุ่มอีกหนึ่งบริษัท เธอเป็นพนักงานคนเดียวที่ไม่เกี่ยวกับการขายประกันโดยตรง แต่เธอก็สามารถพิสูจน์ให้บริษัทเห็นถึงประสิทธิภาพในการทำงาน และทางกรรมการผู้จัดการจึงมองเห็น และทึ่งในความสามารถ พร้อมทั้งกล่าวยกย่องว่าเป็นพนักงานที่ทุกคนควรนำมาเป็นเยี่ยงอย่าง และยังให้เดินทางไปดูงานที่สำนักงานใหญ่ประจำประเทศเกาหลี โดยเยี่ยมชมดูงาน ๑ วัน อีก ๔ วันเต็มๆ ได้เที่ยวพักผ่อน โดยออกเงินค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ พร้อมทั้งแถมเงินโบนัสพิเศษให้อีกด้วย


พอคุณอัจจิมาได้รับเงินผลกำไรจากการขายประกัน เธอไม่รอช้ารีบเปลี่ยนเป็นอริยทรัพย์โดยการร่วมบุญสร้างองค์พระธรรมกายประจำตัวเพิ่มทันที เธอกล่าวในตอนท้ายว่า “ถ้าเราศรัทธาเชื่อมั่นในพระรัตนตรัยอย่างไม่หวั่นไหวใดๆ ทั้งสิ้น และหมั่นสวดสรรเสริญท่านเป็นประจำ ชีวิตของเราจะมีแต่สิ่งที่ดีๆ และนำพาความสุขมาให้อยู่ตลอดเวลา”

 
ได้ไปพักผ่อนฟรี
เพราะผลจากทำความดีที่เคยทำไว้
 

ศีล คือการละเว้นความชั่วทางกาย ทางวาจา เท่ากับเป็นพื้นฐานให้ทำความดีสูงขึ้น คือทำความดีทางใจด้วยการภาวนาได้ง่าย


เมื่อคุณอัจจิมา เข้าวัดมาตั้งแต่วัยนักศึกษา ย่อมคุ้นเคยในการรักษาศีลตลอดมา เมื่อมาทำความดีอื่นๆ เพิ่มเติมไม่ว่า ทาน หรือภาวนา ย่อมได้ผลบุญเต็มเม็ดเต็มหน่วย เหมือนศีลเป็นภาชนะดี ไม่มีรูรั่วโหว่ นำไปใส่สิ่งของใดๆ ย่อมไม่หกเรี่ยเสียหาย คนทีศีลเป็นพื้นรองรับจิตใจ ทำบุญใดๆ จึงได้บุญเต็มที่เสมอ เราจึงพบว่าในพิธีกรรมทางศาสนา จะต้องมีการสมาทานศีลก่อน


บุญเมื่อสะสมไว้มากขึ้นๆ รวมทั้งความศรัทธาในองค์พระมหาสิริราชธาตุ ก็มีมั่นคงไม่มีลังเลสงสัย หมั่นสวดสรรสเสริญเป็นพุทธานุสติ เนืองนิตย์ การจะคิดให้ประสบความสำเร็จในเรื่องอะไรๆ ที่ไม่เกินกำลังบุญย่อมเป็นไปได้


อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่า การสวดสรรเสริญ ถือเป็นบุญกุศลที่ได้จากการภาวนา มีอานิสงส์ทำให้จิตใจสงบ อาจมีสติปัญญาความคิดอ่านต่างๆ ดีขึ้น แต่เรื่องบุญที่จะช่วยให้ร่ำรวยทำมาค้าขึ้นนั้น ต้องเป็นบุญที่ได้จากการบริจาคทาน อยากรวยบ่อยๆ รวยมากๆ ก็ต้องทำบุญด้วยการบริจาคเรื่อยๆ ไป ตามกำลังทรัพย์ที่พอทำได้ ไม่ใช่บริจาคทำทานครั้งเดียว อธิษฐานขอให้รวยอยู่เรื่อยๆ เป็นไปไม่ได้ เพราะบุญนั้นเมื่อใช้ย่อมหมดไปทุกครั้ง
ต้องทำความดีเข้าใจเรื่องนี้ให้ดี รวมทั้งเวลาส่งผลของบุญด้วย ไม่ใช่ทำทานปุ๊บ จะให้มีโชคปั๊บทันที ย่อมเป็นไปอีกไม่ได้เหมือนกัน เพราะจะต้องมีปัจจัยอื่นๆ มาประกอบพร้อมด้วย บางทีเป็นปัจจัยส่งเสริม บางทีเป็นปัจจัยมาตัดรอนขัดขวาง


ถ้าส่งเสริมก็ได้รับผลเร็ว ถ้าขัดขวางก็ได้รับผลช้า ข้อสำคัญอย่าตั้งความหวังว่าตนเองจะต้องได้รับผลเหมือนผู้อื่น แต่ละคนมีปัจจัยในอดีตไม่เหมือนกัน อย่างไรก็ดีพึงจำไว้ว่า การทำคุณงามความดี หรือความชั่วก็ตาม มีผลเกิดขึ้นเสมอ ไม่ตามให้ผลทันทีในชาตินี้ แต่ชาติหน้าอีกนับไม่ถ้วนชาติ กว่าจะเข้าพระนิพพาน กรรมนั้นตามได้อยู่ตลอดไป


ดังนั้นคนฉลาดจึงพึงทำแต่ความดีรุดหน้าอย่างเดียว ไม่ว่าเวลานี้ เวลาไหนทั้งภพชาตินี้หรือภพชาติไหนๆ ไม่ยอมหวั่นไหวคลอนแคลนความตั้งใจ 

 

บทความนี้ ถูกใจคุณหรือไม่ + -