อานุภาพพระมหาสิริราชธาตุ

พระมหาสิริราชธาตุ รุ่นดูดทรัพย์ สำหรับ ผู้สร้างพระธรรมกายประจำตัวภายในมหาธรรมกายเจดีย์นั้น จะได้รับของที่ระลึกเป็นพระธรรมกายของขวัญ

อานุภาพพระมหาสิริราชธาตุ เล่ม 48

เรื่องที่ ๔๔๔ ลำแสงต่อชีวิต

เรื่องที่ ๔๔๔ ลำแสงต่อชีวิต
ได้เกิดลำแสงสีเขียวมรกต สาดส่องลอยมาจากเบื้องบน แล้วแสงนั้นก็ค่อยๆ
ส่องเข้ามากระทบร่างของเขาและทั่วบริเวณหน้ารถ


 

 

เสียงนาฬิกาปลุกที่หัวนอนส่งสัญญาณดังขึ้นอีกครั้ง คุณเกียรติศักดิ์ ลุกขึ้นมาทำภารกิจอย่างรีบเร่ง เสร็จแล้วรีบไปยังพาหนะคู่ใจ แต่ไม่ลืมที่จะหยิบรูปภาพพระมหาสิริราชธาตุ รุ่นดูดทรัพย์ เปล่งรัศมีสีเขียวที่นำไปเคลือบพลาสติกเอาไว้ ใส่กระเป๋าเสื้อไปด้วย เพราะสิ่งนี้เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เขาเกิดความอบอุ่นใจ มั่นใจว่า ปลอดภัยอยู่เสมอ


ตรวจดูหม้อน้ำรถเรียบร้อย จึงสตาร์ทเครื่องยนต์ คุณเกียรติศักดิ์ต้องขับรถไปรับน้าธรรม ซึ่งมีอาชีพขายผักเหมือนกัน แต่ไม่มีรถ คุณเกียรติศักดิ์ จึงเอื้อเฟื้อรับน้าธรรมนั่งไปด้วยกัน เช้าวันนี้พอเริ่มขับรถ คุณเกียรติศักดิ์นึกอยากสวดสรรเสริญคุณพระรัตนตรัยมาก เขาบอกว่า “เอ๊ะ! วันนี้แปลก ปกติถ้าขับรถออกสู่ถนนใหญ่ ผมถึงจะเริ่มสวดบทสรรเสริญพระมหาสิริราชธาตุ แต่นี่ยังต้องแวะไปรับน้าบุญอีกรอบ พอขึ้นนั่งจับพวงมาลัยปุ๊บ ใจกลับอยากสวดทันที วันนี้ก็เลยสวดสรรเสริญท่านตั้งแต่เริ่มออกจากบ้านเลย”

คุณเกียรติศักดิ์ (ใส่เสื้อคอวี) สวดมนต์
นั่งสมาธิเป็นประจำในเวลาเย็นที่เลิกจากงาน


หลังจากได้ของที่ต้องการครบตามจำนวนแล้ว ทั้งสองก็ออกรถมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ หลายครั้งที่คุณเกียรติศักดิ์หาวนอนเพราะเมื่อคืนเข้านอนดึกไปหน่อย มีงานที่ต้องสะสาง จึงทำให้เกิดอาการง่วงบ้าง “แต่เดี๋ยวพระอาทิตย์ก็ขึ้นแล้ว ความสว่างคงจะช่วยไล่อาการง่วงไปได้” เขารำพึงในใจเบาๆ ขณะขับรถและสวดบทสรรเสริญพระมหาสิริราชธาตุไปด้วย ถ้าเกิดอะไรขึ้นอย่างไร ใจก็ยังมีที่ยึดที่เกาะ

 
เห็นสภาพรถแล้ว ไม่น่าเชื่อว่ารอดมาได้อย่างไร

ถนนค่อนข้างโล่ง รถแต่ละคันจึงวิ่งด้วยความเร็ว รถปิ๊กอัพของคุณเกียรติศักดิ์ วิ่งตามท้ายรถบัสใหญ่ที่รับผู้โดยสารประจำตามจุดต่างๆ รถแล่นมาถึงสี่แยกวังหิน โชคดีที่ไฟเขียว ผ่านสี่แยกสบายๆ ไม่ต้องเบรค ขับตามรถบัสไปเรื่อยๆ จนใกล้ถึงสี่แยกบ่อปลา สัญญาณไฟเขียวยังมีอยู่ รถบัสผ่านไปก่อนแล้ว รถปิคอัพของคุณเกียรติศักดิ์ จึงเร่งความเร็วเพื่อให้ทันไฟเขียว...รถแล่นผ่านไฟเขียวได้สมความตั้งใจแต่ผ่านไปได้แค่อึดใจเดียว เบื้องหน้าของคุณเกียรติศักดิ์และน้าธรรม คือท้ายของรสบัสใหญ่ที่จอดนิ่งรับผู้โดยสารในจุดใกล้สี่แยกนั้นเอง

เอี๊ยด...โครม!! วินาทีนั้นช่วงหน้ารถปิคอัพพุ่งเสียบเข้าไปใต้ท้องรถบัสอย่างรวดเร็ว สุดวิสัยเบรคที่เหยียบจนเต็มที่ก็ไม่ได้ช่วยยับยั้งสถานการณ์นี้เอาไว้ได้ เสียงโลหะกระทบกันดังก้อง ฝากระโปรงหน้าครูดกับกันชนบัสใหญ่ ฝากระโปรงที่เปิดออก ร่นเข้าหาผู้ที่นั่งอยู่ในรถปิคอัพ หักงอ พุ่งเข้ามาทะลุ กระจก เข้ามาตรงกลางช่องว่างคนทั้งสองนั่งอยู่

ร่างของคุณเกียรศักดิ์ถูกพวงมาลัยอัดก๊อปปี๊ ส่วนน้าธรรมถูกเหวี่ยงไปซุกอยู่ใต้เบาะเครื่องยนต์ด้านหน้าและฝากระโปรงยุบมาทับร่างเอาไว้ คุณเกียรติศักดิ์รู้สึกจุกแน่นหน้าอกและบริเวณกลางท้องมาก หลังเท้าก็ถูกเบรค คลัช คันเร่งบิดงอทับเอาไว้ ขยับตัวไม่ได้เลย เขายังมีสติดีอยู่ด้วยความเป็นห่วงผู้ร่วมเดินทาง ตะโกนเรียกหาน้าธรรมผ่านซากเหล็ก ที่ไปปิดกั้น “น้า... น้าธรรมเป็นไงบ้าง” เสียงอู้อี้ตอบว่า “ยัง...ยังอยู่...แต่น้าติดอยู่ในซอกหน้ารถ เหล็กมันทับตัวน้าอยู่” ผมไม่รู้จะไหวหรือเปล่า พวงมาลัยอัดเต็มตัวปวดท้องมาก สงสัยไส้ผมจะแตกแน่เลย “พูดไปใจชักเสีย เมื่อนึกถึงครอบครัว แว๊บ...หนึ่ง ใจนึกถึงพระมหาสิริราชธาตุ ตอนนี้ลูกอยู่ในภาวะขับขันแล้ว หลวงพ่อช่วยผมที”

แล้วสิ่งไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ท่ามกลางความมืดมิด มีแต่กำแพงเหล็ก ตัวถังของรถบัสประชิดหน้าอยู่ ได้เกิดลำแสงสีเขียวมรกต สาดส่องลอยมาจากเบื้องบน แล้วแสงนั้นก็ค่อยๆ ส่องเข้ามากระทบร่างของเขาและทั่วบริเวณหน้ารถ คุณเกียรติศักดิ์มีกำลังใจเพิ่มขึ้นเมื่อมองไปตรงกลางแสงสีเขียวเจิดจ้านั้น มีองค์พระมหาสิริราชธาตุ ปรากฏอยู่อย่างชัดเจน ขณะที่กำลังตกตะลึงกับภาพที่เกิดขึ้น เขาก็ได้ยินเสียงเอะอะ มีคน ๓-๔ คนหาวิธีที่จะช่วยนำร่างคุณเกียรติศักดิ์ และน้าธรรมออกจากรถ

เขาถูกส่งไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด ในห้องฉุกเฉิน แพทย์ใหญ่และพยาบาลรีบตรวจเช็คร่างกายทันที คุณหมอวางมือกดลงไปที่กลางท้องเบาๆ คุณเกียรติศักดิ์ สะดุ้งโหยงด้วยความเจ็บปวดทรมาน เสียงคุณหมอบอกสั่งงาน “ต้องผ่าตัดแล้วล่ะ ให้น้ำเกลือคนไข้ก่อน” คุณเกียรติศักดิ์ได้ยินคำว่าผ่าตัดเท่านั้น ภาพแห่งภาระที่ต้องรับผิดชอบก็ปรากฏขึ้น เราจะผ่าตัดได้ยังไง แล้วใครจะมาวิ่งรถซื้อผัก ยกของหนักก็ไม่ได้ ลูกๆ กำลังอยู่ในวัยศึกษาถึง ๓ คน ผ่าตัดต้องพักฟื้นอีกนาน “ผมไม่อยากผ่าตัด” เขาขอพึ่งพุทธคุณอีกครั้ง... นึกถึงพระมหาสิริราชธาตุอีกหน ท่องสัมมาอะระหัง อธิษฐานขอให้ท่านช่วยอย่าให้ต้องผ่าตัดเลย นึกถึงบุญที่ตนเองและครอบครัวร่วมสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ อย่างเต็มกำลังทุกครั้งที่ทราบข่าวบุญ

 
  เมื่อประจักษ์ในอานุภาพบุญ จึงรีบเร่งสร้างทางมาแห่งบุญด้วยการสวดมนต์นั่งสมาธิเป็นประจำทุกวัน  

เขาจำได้ว่า ขณะที่กำลังใกล้จะหมดสติ ที่กลางท้องของเขาได้มี องค์พระมหาสิริราชธาตุ ปรากฏชัดขึ้นมาอย่างชัดเจน เหมือนกับในท้องมีจอทีวี และในจอนั้นฉายแต่ภาพองค์พระมหาสิริราชธาตุ ผุดซ้อนกันขึ้นมาเป็นสาย เขาไม่รอช้า รีบอธิษฐานตอกย้ำทันที แล้วความรู้สึกทั้งหมดของเขาก็ดับวูบลง

...นานกว่า ๓ ชั่วโมง คุณหมอและพยาบาล พร้อมแล้วสำหรับการผ่าตัด คุณเกียรติศักดิ์รู้สึกตัวตื่นขึ้นมา คุณหมอตรวจเช็คอีกครั้ง คุณหมอวางมือกดลงตำแหน่งเดิม ทั้งหมอและพยาบาล งง...เมื่อกดลงไปแล้ว คนไข้นอนนิ่งเฉย ไม่สะดุ้งเหมือนครั้งก่อน คุณหมอไม่แน่ใจ ลองใช้สองมือกดพร้อมกันอย่างแรง “คลื่นไส้ไหม? ...อยากอาเจียนไหม?... เอ๊ะ!...ไม่เห็นเป็นอะไรแล้วนี่”

คุณหมอบอกคนไข้ด้วยความประหลาดใจ “โอ้โห! ดวงจริงๆ เป็นอย่างนี้ได้ยังไง” พยาบาลก้มถามคุณเกียรติศักดิ์เบาๆ “พี่ๆ พี่มีพระอะไรดีหรือเปล่า?” คุณเกียรติศักดิ์ตอบด้วยความเป็นจริงว่า “ผมสวดสรรเสริญพระมหาสิริราชธาตุด้วยครับ ผมจะสวดทุกวัน ทุกครั้งที่ผมขับรถเดินทาง ท่านมาช่วยให้ผมรอดครับ”


คุณเกียรติศักดิ์ ไม่ต้องรับการผ่าตัด แต่ต้องนอนพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาล ๒ วัน คุณหมอจึงอนุญาตให้กลับบ้านได้
กลับถึงบ้านด้วยหัวใจที่ศรัทธาเต็มเปี่ยม คุณเกียรติศักดิ์ไม่สามารถบังคับตัวเองให้นั่งพักอยู่แต่ในบ้านได้ นับตั้งแต่วันแรก ตกเย็นออกไปบ้านกัลยาณมิตรที่อยู่แถวบ้าน แต่ละวันไปสวดมนต์ นั่งสมาธิกับเพื่อนกัลยาณมิตร ให้ใจได้อิ่มเอบ ซึ้งในคุณของพระรัตนตรัย กล่าวสรรเสริญท่าน ทั้งทางกาย วาจา และใจ

คุณเกียรติศักดิ์ ซึ่งขณะนี้สวดสรรเสริญคุณของพระมหาสิริราชธาตุตลอดเวลา จนมีคนทักว่า “เฮีย อารมณ์ดีจัง ฮัมเพลงตลอดเลยนะ” และคนในซอยชอบทักว่า “ลูกศิษย์วัดพระธรรมกายเนี่ย หายเร็วจังเลยนะ”

เรื่องของคุณเกียรติศักดิ์ นับว่าเป็นอุบัติเหตุเตือนใจอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้รู้ซึ้งว่า การดำรงชีวิตให้อยู่รอดและปลอดภัยเป็นของยากมากๆ สำหรับโลกปัจจุบันนี้ เพราะอันตรายนั้นมีทุกทิศทางรอบตัว การดำรงชีวิตจึงอยู่ในความประมาทไม่ได้เลย ยิ่งถ้าเป็นชาวพุทธเรารู้ว่าการได้เกิดมาเป็นมนุษย์นั้นเป็นของยาก เกิดมาแล้วชีวิตที่ละจากโลกนี้ไปแล้วไม่มีการดับสูญยังต้องเวียนว่ายตายเกิดตามกำลังบุญของตัวเองที่สั่งสมเอาไว้ตอนเป็นมนุษย์ ถ้าใจคุ้นกับการทำความดีประกอบเหตุดีก็มีสุคติเป็นที่ไป แต่ถ้าใจคุ้นกับการทำความชั่วก็มีทุคติเป็นที่ไป ฉะนั้นเมื่อเรารู้แล้วว่าเรามีชีวิตเพื่อทำความดีก็อย่าประมาท หมั่นทำทานรักษาศีลและเจริญภาวนา เพื่อใจจะได้คุ้นกับสิ่งที่ดีงามเป็นสิริมงคล ชีวิตจะได้ปลอดภัย ทั้งชาตินี้และชาติหน้า

 

บทความนี้ ถูกใจคุณหรือไม่ + -