วารสารอยู่ในบุญ ธรรมะออนไลน์

พระธรรมเทศนา ปุจฉา-วิสัชนา บทความข่าว ผลการปฏิบัติธรรม ตักบาตรพระ บาลีน่ารู้ กฏแห่งกรรม ฝันในฝัน case study ตักบาตรพระ บวชพระ

บทความอยู่ในบุญ ทำงานสนุกชีวิตเป็นสุข

ทันโลกทันธรรม

เรื่อง : พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ (MD.; Ph.D.) จากรายการทันโลกทันธรรม ออกอากาศทางช่อง DMC

 




 

          วันนี้เรามาศึกษากันเรื่อง "ทำงานสนุกชีวิตเป็นสุข" หัวใจหลักของเรื่องนี้ คือ คนเราจะสุข จะทุกข์อยู่ที่ใจ ใจจะแปรผันไปตามความคิด ถ้าคิดในเชิงบวกใจก็จะเป็นสุข ถ้าคิดในเชิงลบใจก็จะเป็น ทุกข์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังเคยตรัสว่า "ดูก่อนตัณหาผู้เป็นนายช่างสร้างเรือน เราเห็นตัวจริงของเจ้าแล้ว เจ้าอยู่ตรงความคิดนี่เอง" พอคิดแล้วความทะยานอยากก็เกิด ถ้าไม่คิดก็ไม่เกิด จุดเริ่มต้นอยู่ที่ความคิดในทุก ๆ เรื่อง ขนาดต้นเหตุแห่งทุกข์คือ ตัณหา ยังอยู่ที่ความคิด

          เพราะฉะนั้นความรู้สึกสุขทุกข์ในใจของเรา ก็เกิดขึ้นมาจากความคิด เรื่องเดียวกันถ้าจับมุมมอง ดี ๆ ก็มีสุข จับมุมมองไม่ดีก็เกิดทุกข์

          พระครูสมุห์สุวิทย์ สุวิชชาโภ ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดพระธรรมกาย เคยผูกเป็นลำนำเอาไว้ให้ลูกศิษย์ว่า  "ฟ้านั้นคล้ายหม่นหมอง
          เพราะฝุ่นละอองมาบดบัง
          เราดูฟ้าคล้ายหมอง
          เพราะมัวมองแต่ฝุ่นบัง"

          ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าคิด "ฟ้านั้นคล้ายหม่นหมอง เพราะฝุ่นละอองมาบดบัง" ฟ้าที่ไหนก็มีฝุ่นทั้งนั้น ถ้าฝุ่นน้อยก็บอกว่าฟ้าใส ฝุ่นมากก็ว่าฟ้าหลัว อึมครึม แต่ท่านก็บอกต่อไปว่า "เราดูฟ้าคล้ายหมอง เพราะ มัวมองแต่ฝุ่นบัง" ถ้ามัวมองแต่ฝุ่น ฟ้าก็หมอง ถ้าไม่มองฝุ่น มองที่ฟ้า ฟ้าก็ใส จริง ๆ แล้วอยู่ที่ใจเราจะเลือกมอง

          โบราณก็พูดอย่างนี้เหมือนกัน เราคงเคยได้ ยินกันบ่อย ๆ ว่า สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งมอง เห็นโคลนตม คนหนึ่งตาแหลมคม มองเห็นดาวอยู่พราวพราย คนแรกเห็นแต่โคลน รู้สึกไม่ดีเลย แต่อีกคนมองจากช่องเดียวกันขึ้นข้างบนในเวลากลางคืน เห็นท้องฟ้าสุกสกาว มีดาวสวยงาม สองคนยลช่องเดียวกัน แต่อารมณ์ความรู้สึกแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ขึ้นอยู่กับว่าจะเลือกดูอะไร

          "ชีวิตคนเราต้องเจอเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย คนไหนคิดเป็น จับมุมมองในทางบวกเป็น ก็ทำงาน สนุก ชีวิตเป็นสุข แต่คนไหนจับมุมมองไม่เป็น ชีวิตก็เป็นทุกข์" เพราะฉะนั้นถ้าเราเจอเรื่องอะไรแล้วขอให้คิดทางบวก เรื่องแต่ละเรื่องให้จำไว้เลยว่า "ในดีมีเสีย แต่ในเสียก็มีดี" ไม่มีดีส่วนเดียวหรือเสียส่วนเดียว เวลาเราเจอเรื่องดี ๆ แล้วรู้สึกว่าดีอกดีใจ มีความสุข ต้องระวังให้ดี ในเรื่องดีบางครั้งมีเสียแฝงอยู่ อย่าดีใจจนเกินไป เดี๋ยวเรื่องเสีย ๆ ตามมาจะตั้งหลักไม่ทัน แต่ถ้าเจอเรื่องร้าย ๆ ก็อย่าไปเสียอกเสียใจจนเกินไป ถ้าสังเกตดี ๆ จะพบว่า ในสิ่งที่รู้สึกไม่ดีนั้น มีเรื่องดีแฝงอยู่ ใครจับมุมมองอย่างนี้เป็น ชีวิตก็มีความสุข ความกลุ้มจะคลาย ที่รู้สึกว่าเจอเรื่องหนัก ๆ จากร้อยจะเหลือแค่หนึ่ง แล้วสามารถเปลี่ยนให้เป็นพลังใจในการดำเนินชีวิต ได้อย่างมีความสุขอีกมหาศาล ให้หนักสักแค่ไหน ร้ายแค่ไหน ในนั้นก็ยังมีดีอยู่เสมอ ให้ลองสังเกตดู ถ้าคิดเชิงบวกอย่างนี้แล้ว เรื่องร้าย ๆ ที่คิดว่าจะเจอก็ไม่เจอ พอใจเราโปร่งเบามีความสุขแล้วจะดูด เอาเรื่องดี ๆ เข้ามาหา เดินไปไหนหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ใครเห็นก็สบายใจ เขาก็เลยคิดดีด้วย พูดดี ด้วย แต่ใครไปถึงไหน หน้าบูดบึ้ง เดี๋ยวจะดูดเรื่อง ร้าย ๆ เข้ามาหาตัวเต็มไปหมด

          ฉะนั้น ให้เราคิดเชิงบวกไว้เสมอ แล้วก็ใช้ปัญญาประกอบไปด้วย ไม่ใช่คิดเชิงบวกไปเรื่อยเปื่อย แต่ต้องมีสติ แล้วใช้ปัญญาประกอบไปด้วย เวลาเจอ เรื่องอะไรให้ทำใจนิ่ง ๆ แล้วไตร่ตรองให้ดีว่า เรื่อง อย่างนี้เราควรทำอย่างไร สถานการณ์อย่างนี้เราควร ทำอย่างไร มองในเชิงบวกไว้ก่อน แล้วรักษาใจไว้ นิ่ง ๆ เดี๋ยวจะมีพลังใจและปัญญาแก้ไขปัญหา ทุกอย่างได้ คนไหนเจอเรื่องร้าย ๆ แล้วตีโพยตีพาย เสียอกเสียใจจมอยู่กับความเศร้า สุดท้ายไม่ต้องมีข้าศึกมาทำอะไร ตัวเองจะทำลายตัวเองก่อนจนหมดเรี่ยวแรงแก้ปัญหาใด ๆ แต่ถ้ามองเชิงบวกโอกาสมีเสมอ จะมีกำลังใจในการทำงานแก้ปัญหาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เดี๋ยวทุกเรื่องก็จะคลี่คลายได้ ในที่สุด จะเร็วจะช้าเท่านั้นเอง





 

          ขอฝากไว้นิดหนึ่งว่า ให้ถือหลักในการทำงาน และการดำเนินชีวิตอย่างนี้ คือ ให้ยกเป้าหมายให้สูงส่งไว้เสมอ วางเป้าให้สูงเทียมฟ้า อย่ากลัวที่จะตั้งเป้าหมายสูงส่ง พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านบอกว่า "คิดเล็กคิดใหญ่ก็เสียเวลาเท่ากัน" ก็ต้อง ฉันภัตตาหาร รับประทานข้าววันละ ๒ มื้อบ้าง ๓ มื้อบ้างเหมือนกัน ใช้ทรัพยากรก็ไม่ต่างกันเท่าไร เพราะฉะนั้นจะคิดเล็กทำไม คิดใหญ่ไปเลย คือวางเป้าหมายให้สูงเทียมฟ้า ถ้าจะตกลงมาก็ยังติดก้อนเมฆ แต่ถ้าวางเป้าไว้ที่ยอดหญ้า ตกลงมาก็ ถึงดินเลย เพราะฉะนั้นวางเป้าให้สูงไว้ แต่ว่าการดำเนินชีวิตของเราให้ทำอย่างเรียบง่าย ใช้ทรัพยากร ปัจจัย ๔ เท่าที่จำเป็น ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่ฟุ่มเฟือย ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว ผลคือเราสามารถใช้ทรัพยากรส่วนที่เหลือในการขยายงานได้อย่างเต็มที่ แล้วถ้าเกิดภาวะสิ่งแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย เพราะคนเราจะ ต้องเจอช่วงดีบ้างไม่ดีบ้าง อย่างช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำที่สุดในรอบ ๑๐๐ ปี บริษัทต่าง ๆ ย่ำแย่ เจ๊งไปหลายบริษัท แต่ถ้าใช้หลักอยู่อย่างเรียบง่าย ประหยัด สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนอย่างไรเราก็อยู่ได้ แล้วพอสิ่งแวดล้อมเอื้อให้ เราโตทันทีเลย .

          อย่างไดโนเสาร์ ตอนสิ่งแวดล้อมดีก็เจริญเติบโตเป็นเจ้าโลก แต่พอสิ่งแวดล้อมแย่สูญพันธุ์ไปเลย เพราะว่าใช้ทรัพยากรมากเกินไป ต้องบริโภค อาหารเป็นจำนวนมาก อาหารไม่พอก็ตายเลย แต่ กิ้งก่าอยู่ได้ แมลงสาบก็อยู่ได้ เพราะว่าตัวเล็กใช้ทรัพยากรน้อย สิ่งแวดล้อมแย่อย่างไรก็ยังพออยู่ได้ อดทนอยู่ได้ ฉะนั้นเราวางเป้าให้ใหญ่เทียมฟ้า แต่ว่าอยู่อย่างเรียบง่าย ใช้ทรัพยากรให้น้อย เป็นต้นไม้ใหญ่ที่กินน้ำน้อย อย่างนี้สิ่งแวดล้อมไม่ดีก็อยู่ได้ สิ่งแวดล้อมดีก็เติบโตเป็นการใหญ่ และจะอยู่ได้อย่างยั่งยืน

          ที่คณะสงฆ์อยู่รอดถึงปัจจุบันนี้ได้ก็เพราะใช้หลักนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงวางหลักให้เป็นไม้ใหญ่ที่กินน้ำน้อย ให้พระสงฆ์อยู่อย่างเรียบง่าย แค่พอประทังชีวิตอยู่ได้ เครื่องนุ่งห่มผ้ามี ๓ ผืน ผ้าบังสุกุลชักจากห่อศพยังใช้ได้เลย อาหารฝากท้อง กับชาวบ้านวันละ ๒ มื้อ อย่าว่าแต่อาหารอร่อยไม่อร่อยแค่ไหนเลย ขนาดจำนวนมื้อที่ฉันยังเอาแค่ พอให้อยู่ได้ ฉันแค่กันตาย ให้มีเรี่ยวมีแรงในการบำเพ็ญสมณธรรมเท่านั้น ทุกอย่างเป็นไปอย่างเรียบ ง่าย ทำให้คณะสงฆ์สามารถยั่งยืนมาได้ ๒,๐๐๐ กว่าปี จังหวะโอกาสเปิดให้ก็เติบโตเป็นการใหญ่ ถ้าจังหวะ ไม่ให้ก็ยังอยู่ได้ ถ้าเป็นไม้ใหญ่แล้วกินน้ำมาก พอเจออากาศแล้งก็ตาย แต่ถ้าเป็นไม้ใหญ่ที่กินน้ำน้อย ก็จะยั่งยืน สิ่งแวดล้อมเลวร้ายอย่างไรก็ยังอยู่ได้ แต่ถ้าอากาศเป็นใจ ฝนฟ้าเป็นใจ ก็เติบโตอย่างรวดเร็ว จริง ๆ แล้วในทุกที่มีสารอาหารอยู่ ในทุกสถานการณ์มีโอกาสแทรกอยู่ ถ้าคนไหนฉลาดและอดทนเพียงพอ เป็นไม้ใหญ่กินน้ำน้อย คือ พยายาม ให้ตัวเองใช้ทรัพยากรให้น้อยที่สุด ก็จะพบว่าใน ทุกสภาวะเขายังยืนหยัดรักษาชีวิตอยู่ได้ แล้วคอยแทรกซอนไป เอาโอกาสที่มีอยู่ในที่ต่าง ๆ ในทุกสภาวะมาใช้ประโยชน์ทำให้เติบโตขึ้นมาได้

          อาตมาเห็นต้นไม้อยู่ต้นหนึ่งแล้วชอบมาก คือ อยู่บนหน้าผาหิน ที่ดูแล้วไม่น่าจะมีต้นไม้ขึ้นได้ ปรากฏว่ามันยืนหยัดขึ้นมาได้ ถามว่าอยู่ได้อย่างไร ในซอกหินก็คงจะเริ่มผุไปแล้ว เป็นหินผุ ๆ หรือมีดินอยู่บ้างนิดหน่อย ไม้ต้นนี้ก็เอารากชอนไชไปตาม ร่องหิน ค่อย ๆ ดูดสารอาหารจากหินผุ ๆ ที่เปื่อย เป็นดินผุ ๆ แล้วนิด ๆ หน่อย ๆ ซึ่งลำบากกว่า อยู่บนดินทั่วไปมาก ฝนตกลงมาน้ำก็แทบจะไหลไป หมดเหลือเก็บอยู่บ้างตามร่องหินนิดหน่อย แต่มันอาศัยรากที่ค่อย ๆ แผ่ออกไป แล้วดูดเอาทรัพยากร เล็ก ๆ น้อย ๆ มาหล่อเลี้ยงชีวิตให้อยู่ได้ แล้ว ค่อย ๆ เติบโตขึ้นบนผาหินนี้ กว่าจะโตอย่างที่เห็นในภาพนี้ อาตมาว่าคงใช้เวลาหลายร้อยปีทีเดียว แต่ดูมันยืนหยัดอย่างทระนง เห็นแล้วต้องบอกว่าน่าชื่นชม บนผาหินแท้ ๆ ยังยืนหยัดและเติบโตขึ้นมาได้ พวกเราทุกคนขอให้เป็นเหมือนต้นไม้ต้นนี้ ก็แล้วกัน ต่อให้สิ่งแวดล้อมเลวร้ายเท่าใดก็ตาม เราต้องอยู่ให้ได้ เพราะเราเป็นไม้ใหญ่ที่กินน้ำน้อย จะอาศัยทุก ๆ โอกาสที่มีอยู่ จะไม่มองว่าสิ่งแวดล้อม แย่ เราแย่แล้ว หมดโอกาสแล้ว ตายแน่ อย่าไปคิดอย่างนั้น ทำใจนิ่ง ๆ รักษาสติให้ดี แล้วจับจ้องมองดู จะพบว่ามีโอกาส มีทางรอด มีทางออก แม้จะลำบากอยู่บ้าง ค่อย ๆ ชอนไชหาโอกาส แล้วหยิบโอกาสเหล่านี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ สุดท้ายเราจะอยู่ได้ แล้วค่อย ๆ เติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ยิ่งถ้าเกิดเจอสิ่งแวดล้อมเอื้อให้จนสามารถทะลุจากผาหิน ไปเจอดินอุดมสมบูรณ์ข้างล่างเมื่อไร จะโตอย่างเต็มที่เลย

          ตั้งเป้าให้สูงเทียมฟ้า มองเชิงบวกเสมอและ ประกอบด้วยปัญญา มีเป้าหมายที่สูงส่งเพื่อส่วนรวม ตัวเองใช้น้อย อยู่ง่าย กินง่าย สิ่งแวดล้อมแย่เท่าไร ก็อยู่ได้ อย่างนี้แล้วจะมีความเชื่อมั่นในตัวเองว่า อย่างไรเราก็รอด เราอยู่ได้แน่ ก็จะทำงานอย่างมีความสุข สนุกกับชีวิตได้ในทุก ๆ สภาวะ

บทความนี้ ถูกใจคุณหรือไม่ + -

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร