วารสารอยู่ในบุญ ธรรมะออนไลน์

พระธรรมเทศนา ปุจฉา-วิสัชนา บทความข่าว ผลการปฏิบัติธรรม ตักบาตรพระ บาลีน่ารู้ กฏแห่งกรรม ฝันในฝัน case study ตักบาตรพระ บวชพระ

บทความอยู่ในบุญ ระหว่างบริจาคโลหิตกับบริจาคร่างกายหลังจากตายแล้วอย่างไหนได้บุญมากกว่ากัน

 

 

 

 

 

          ถ้าการบริจาคโลหิตทำให้ได้ บุญมาก อย่างนั้นการอุทิศร่างกายให้แก่โรงพยาบาลหลังจากที่เราตายไปแล้ว ก็น่าจะทำให้ได้อานิสงส์มากกว่า ใช่หรือไม่เจ้าคะ?  

 

  

 

               คุณโยม ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า จะทำบุญด้วยอะไรก็ตาม เราต้องทำ ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่ทำหลังจากตายแล้ว เพราะบุญเกิดขึ้นที่เจตนาอันเป็นกุศล

การบริจาคโลหิต ทำให้ได้บุญมากก็เพราะว่า

            ๑. ผู้ให้มีเจตนาที่เป็นบุญกุศลจริงๆ เพราะเจตนาในการเสียสละครั้งนี้ ได้แฝงความเมตตากรุณาเอาไว้ด้วย
        ๒. ผู้ให้ต้องใช้กำลังใจสูง เนื่องจากโลหิตในตัวของคนเราไม่ใช่มีเหลือเฟือ อย่างมากก็มีแค่พอใช้เท่านั้น ในเมื่อยังมีความจำเป็นต้องใช้โลหิตนั้น แม้สักหยดหนึ่งก็ไม่น่าจะให้ใคร แต่ด้วยความเมตตากรุณาต่อผู้อื่น ก็เลยตัดใจให้ไป
เมื่อเป็นเรื่องของการตัดใจให้กันอย่างนี้ จึงเป็นการฝึกให้มีกำลังใจในการฆ่าความโลภ ฆ่าความตระหนี่ ที่ฝังลึกอยู่ในใจ เพราะลึกๆ ในใจของคนเรานั้น มีเชื้อตระหนี่ มีเชื้อโลภอยู่ด้วยกันทุกคน แม้ข้าวของต่างๆ ของเรา ยังอดที่จะหวง ยังอดที่จะเสียดายไม่ได้

        แต่ว่าวันนี้เห็นความทุกข์ยากของเพื่อนร่วมโลก จนทำให้เกิดความเมตตากรุณาอย่างเปี่ยมล้น แม้เลือดในร่างกายก็สามารถตัดใจให้ได้ บุญก็เลยได้มาก ยิ่งผู้รับโลหิต เป็นประเภทที่ถ้าไม่ได้เลือดกรุ๊ปนี้ของเรา เขาต้องตายแน่ๆ การบริจาคโลหิตของเราครั้งนี้ จะทำให้ได้บุญอย่างยิ่ง ยิ่งเขาได้เลือดของเราไปแล้ว เอาไปสร้างความดี เราก็ยิ่งได้บุญเพิ่มขึ้นไปอีก

          ส่วนการบริจาคร่างกายหลังจากที่ตายแล้ว ก็ต้องบอกว่า ร่างกายของคนที่ตายไปแล้วนั้น ความจริงก็ไม่สามารถเกิดประโยชน์อะไรกับเจ้าของร่างได้อีก เป็นร่างที่ถูกเจ้าของทิ้งแล้ว

          ถ้าทางโรงพยาบาลเอาไปให้นักศึกษาแพทย์ ศึกษาหาความรู้ ก็พอได้ประโยชน์บ้างนิดๆ หน่อยๆ
แต่ถามว่า ได้ฆ่าเชื้อตระหนี่ที่ฝังลึกอยู่ในใจบ้างไหม? ไม่มีเลย เพราะตอนตายแล้วร่างกายไม่ใช่ของเราแม้แต่เพียงเล็กน้อย เราไม่ได้เป็นเจ้าของและใช้ร่างกายนั้นไม่ได้อีกแล้ว

       เพราะฉะนั้น ถ้าหวังจะได้บุญ หวังจะได้กุศลกันจริงๆ ละก็ จะบริจาคอะไร ก็บริจาคเสียตั้งแต่ตอนที่มีชีวิตอยู่ เช่น อยากบริจาคดวงตา เพราะผู้ที่จะรับดวงตา เป็นคนมีคุณงามความดีมากมาย ถ้าอย่างนี้ควักเอาไปให้เลย คุณเอาไปข้างหนึ่ง ฉันเก็บเอาไว้ข้างหนึ่ง

         หรือว่าฉันมีไต ๒ ข้าง คุณก็เป็นคนที่มีความดีไม่น้อย เมื่อมีความจำเป็นเกิดขึ้นมาว่า ถ้าไม่ได้ไตของฉัน คุณต้องตายแน่ๆ อย่างนั้นคุณเอาไปเลย ๑ ข้าง ฉันเก็บเอาไว้ข้างเดียวก็พอ อย่างนี้จึงจะทำให้ได้บุญมาก

         แต่ว่าเอาไว้ฉันตายแล้วคุณค่อยมาเอาไปก็แล้วกัน ก็ในเมื่อตัวเองใช้ไม่ได้แล้วถึงยกให้เขา อย่างนี้จะพอได้บุญบ้างก็นิดๆ หน่อยๆ เท่านั้น เพราะถึงไม่มีใครเอาไปทำอะไร หนอนมันก็กิน และเราเองก็คงไม่ได้คิดจะไปเอาบุญกับหนอนหรอกนะ หรือบ้านของฉันหลังนี้ ถ้าเธออยากได้ รอไว้ ให้ฉันตายก่อนก็แล้วกัน ค่อยมาเอา ก็พอจะได้บุญบ้างนิดๆ หน่อยๆ

        แต่ถ้าจะให้ได้บุญกันจริงๆ ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ หยิบโฉนดมาเซ็นให้เขาไปเลย ทำอย่างนี้บุญก็ได้เต็มที่ แถมยังได้ความเมตตากรุณาติดอยู่ในใจ กลายเป็นนิสัยข้ามภพข้ามชาติอีกด้วย

        ความตระหนี่ก็จะถูกฆ่าทิ้ง เนื่องจากเราต้องใช้กำลังใจสูง แล้วยังเป็นต้นแบบแห่งความมีน้ำใจให้คนอื่นๆ ได้เห็น ความหวงแหนที่มีอยู่ในใจ ของมนุษย์ก็จะได้คลายลงไป เราจะได้บุญใหญ่กันตรงนี้อีกด้วย

        เพราะฉะนั้น ถ้าตั้งใจที่จะสร้างบุญโดยการเสียสละ ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์ เป็นสิ่งของ เป็นเลือด เป็นเนื้อ เป็นอวัยวะ รีบทำขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ จะทำให้ได้บุญมากเลย

บทความนี้ ถูกใจคุณหรือไม่ + -

บทความอยู่ในบุญทั้งหมด ฉบับที่ 42 เมษายน ปี 2549

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร