เจ้าสาวของอาตี๋

วันที่ 10 มค. พ.ศ.2563

เจ้าสาวของอาตี๋

             เมื่อข้าพเจ้ามีอายุราว ๘ ขวบ วันหนึ่ง พ่อกับแม่จะให้ข้าพเจ้าไปอุ้มขันหมากเอกในงานแต่งงานของญาติซึ่งมีศักดิ์เป็นอาผู้ชายคนหนึ่ง ชื่อเล่นว่า "ตี๋" อาคนนี้ชื่อว่าตี๋เพราะว่าผิวขาวเหมือนคนจีน ขาวผิดพี่ผิดน้องในท้องเดียวกัน รูปร่างสูง สมส่วน โดยเฉพาะหน้าตาจัดว่าเป็นคนรูปหล่อเอาการ ข้าพเจ้าได้ยินใครๆ กล่าวถึงอาตี๋ว่าเป็นอย่างนั้นสำหรับความรู้สึกของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าแยกไม่ออกว่าอย่างไรเรียกว่าหล่อว่าสวย  อย่างไรเรียกว่าขี้เหร่ ขี้ริ้ว คนไหนใจดีต่อข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะรู้สึกว่าคนนั้นแหละมีค่าต่อข้าพเจ้า
 

           ข้าพเจ้าชอบอาตี๋มาก เพราะใจดี เห็นข้าพเจ้าทีไรก็จะยิ้มแย้ม เล่นหัวด้วย อุ้มข้าพเจ้าอยู่เสมอแม้กระทั่งตัวโตแล้วก็ยังชอบอุ้ม เมื่อได้ยินใครๆ ชมว่าอาตี๋เป็นคนหล่อ ข้าพเจ้าก็ยิ่งชอบใจ เพราะคนใจดีด้วย
รูปหล่อด้วยเป็นคนหายาก

 

         วันหนึ่งข้าพเจ้าได้ยินพ่อแม่คุยกัน ข้าพเจ้ารู้สึกไม่เข้าใจความเป็นไปของพวกผู้ใหญ่เท่าไรนัก เสียงแม่พูดว่า


"ตี๋เขาจะแต่งงานกับลูกสาวเฮียเหลียงใช่ไหมจ๊ะ คงจะเป็นแม่น้อย ได้ข่าวว่าแอบชอบกันมาหลายปีแล้วไม่ใช่หรือ"

 

"ไม่ใช่หรอก เขาจะแต่งกับแม่กีคนพี่นะ ตอนแรกก็ส่งผู้ใหญ่ไปสู่ขอแม่น้อย แต่ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงเขาขอให้แต่งกับคนพี่ ธรรมเนียมจีนเขาถือจ้ะ ให้น้องแต่งก่อนพี่ไม่ได้ ถ้าน้องแต่งก่อน พี่จะต้องขึ้นคานกลายเป็นสาวแก่ไม่มีคนขอ" เสียงพ่อตอบคำถามแม่ ทำให้แม่ร้องอุทาน


"อ้าว! ตายจริง หนูกีเขายอมหรือ แล้วตี๋ล่ะ ตี๋ก็ยอมหรือ"


"เฮ่ย แม่กีน่ะดีใจจนเนื้อเต้นไม่ว่า เพราะใครก็รู้ว่ากีมันแอบชอบตี๋ข้างเดียวมานานแล้ว รูปหล่ออย่างเจ้าตี๋ ผู้หญิงคนไหนก็ต้องรักมันทั้งนั้น  ส่วนเจ้าตี๋นั่น พี่ก็ดูไม่ออกเหมือนกัน ถามมันว่ารักคนน้องแล้วทำไมยอม
แต่งงานกับคนพี่ มันก็ว่าผู้ใหญ่เขาไม่ยอมให้คนน้องแต่งก่อน ทั้งผู้ใหญ่ฝ่ายเราก็ไม่ได้กลับมาถามตี๋มันก่อน ไปตอบตกลงเสียนี่ เจ้าตี๋มันเลยไม่รู้จะทำยังไง ต้องตกกระไดพลอยโจน แต่มันก็บอกว่ามันจะแก้ปัญหาเอง
มันว่ามันรักคนน้อง เพราะคนน้องสวยกว่าพี่มาก" พ่ออธิบาย


ข้าพเจ้าไม่เข้าใจความรู้สึกของผู้ใหญ่ทั้งหลาย อ้อ นี่เขาชอบกันรักกัน จะแต่งงานกัน เพราะความหล่อความ สวยหรอกหรือนี่ ทำไมความรู้สึกเขาจึงไม่เหมือนเด็กๆ อย่างเรา เราชอบใคร ก็ชอบตรงที่เขาใจดีกับเรา เขาเป็นคนดี นี่เราโตขึ้นจะต้องคิดเหมือนพวกผู้ใหญ่ด้วยรึเปล่านะ
 

คิดแล้วข้าพเจ้าก็เงยหน้ามองพ่อกับแม่ ในสายตาของลูก ข้าพเจ้าเห็นว่า  พ่อของข้าพเจ้ารูปหล่อมากส่วนแม่ก็สวยมาก คนในวัยเดียวกับแม่ในหมู่บ้านของเราไม่มีใคร สวยเท่าแม่เลยสักคน อ้อ พ่อกับแม่ก็คงแต่งงาน
กันเพราะความหล่อความสวยเหมือนกันกระมัง


เมื่ออยู่ตามลำพังกับแม่ ข้าพเจ้าถามท่านว่า


"ทำไมคนจีนจึงยึดถือประเพณีว่าน้องสาวแต่งงานก่อนพี่ไม่ได้  เพราะจะทำให้พี่เป็นสาวแก่ขึ้นคาน ไม่มีคนมาสู่ขอล่ะจ๊ะแม่"

"แม่ก็ไม่รู้จ้ะ เป็นความเชื่อของเขาอย่างนั้น ครอบครัวคนไทยบางบ้านยังเอามาเชื่อด้วยเลยจ้ะ"


ข้าพเจ้านั่งนิ่งเงียบคิดไปนาน ทำไมนะผู้ใหญ่จึงเชื่ออะไรง่ายๆ โดยไม่ต้องคิดเรื่องเหตุเรื่องผลเลยหรือ เชื่อตามๆ กันไปได้ยังไง โง่จัง  นึกตำหนิไปโน่น แล้วก็ทดลองคิดหาเหตุผลเอาเองตามประสาเด็ก พอคิดออกจึงพูดกับแม่ว่า


"หนูว่าอย่างนี้นะคะแม่ คนไหนเป็นพี่ก็ต้องเป็นสาวกว่าน้องต้องสวยเร็วกว่าน้องที่ยังเป็นเด็ก ต้องทำงานเก่งกว่าเพราะตัวโตกว่า  นิสัยก็ต้องดีกว่าด้วยเพราะต้องเลี้ยงน้องช่วยพ่อแม่ ใครเห็นก็ต้องชอบคนพี่ก่อนทั้งนั้น โดยเฉพาะคนใหญ่ พี่จึงมีโอกาสดีกว่าน้อง ยังงี้ใช่มั้ยคะ  ทีนี้ถ้าน้อง คนไหนมีคนชอบก่อนพี่ แสดงว่าต้องมีอะไรเด่นกว่า คนพี่คงไม่เป็นท่า หนูว่าเหตุผลเป็นยังงี้"


แม่ฟังแล้วหัวเราะ ชมว่าช่างคิด แต่ไม่รู้ว่าเหตุผลจริงๆ เป็นอย่างนี้หรือเปล่า ท่านเปลี่ยนไปถามเรื่องอุ้มขันหมากเอกว่า


"หนูจะไปอุ้มขันหมากเอกให้อาตี๋เค้ารึเปล่า นี่เค้าให้หาไป ๒ คน อีกคนจะเอาใครดีล่ะ"


"เอาทองเจือซิแม่ ทองเจือเป็นเพื่อนใจดีของหนูไงค่ะ"


"ไม่ได้หรอกลูก ทองเจือกำพร้าพ่อ การอุ้มขันหมากเอกนี่เขาต้องเลือกเอาลูกของครอบครัวที่ราบรื่น อยู่กันอย่างเป็นสุขไม่ตายจากกัน  รักใคร่ปรองดองกัน ทำมาหากินรุ่งเรืองจ้ะ"


แม่อธิบาย ทำให้ข้าพเจ้าคิดวุ่นวายต่ออีกว่า ประเพณีนี่ช่างยุ่งยากแท้ๆ ต้องเอาอย่างโน้น ต้องเอาอย่างนี้ ก็ตอบแม่ไปว่า


"เอาเจ๊ซิมก็ได้ค่ะแม่ เจ๊ซิมมีทั้งพ่อทั้งแม่ แต่เค้าตัวโตกว่าหนู นิดนึงไม่เป็นไรนะคะ"


"ก็ได้ลูก ซิมมันหน้าตาสวยดีด้วย เดี๋ยวแม่จะไปบอกเจ๊กฉ่างกับป้าฮ้วนเขาเอง"


เจ๊ซิมเป็นเพื่อนรุ่นพี่ที่ข้าพเจ้ารักมากคนหนึ่ง เจ็กฉ่างเตี่ยของเจ๊ซิมออกเสียงเรียกชื่อข้าพเจ้าว่า หนูหวิน เหมือนชาวบ้านคนอื่นๆ ไม่ได้เขาจึงเรียกข้าพเจ้าว่า "อาซู้หลิง" เจ๊ซิมเป็นลูกสาวคนเดียวของเขา


นอกจากนั้นมีแต่ลูกชายทั้งหมดอีก ๓ คน ล้วนแต่ค่อนข้างซุกซน เจ๊ซิมจึงรักข้าพเจ้ามากเพราะเป็นเหมือนน้องผู้หญิงของเธอ และบ้านของเราเวลานั้นอยู่ติดกัน
 

คำว่า "ซิมมันหน้าตาสวยดี" ทำให้ข้าพเจ้าคิดต่อไปอีกว่า  ความสวยนี่ทำไมจึงสำคัญนัก ดูซีแม่เลือกเจ๊ซิมเพราะเป็นคนสวยส่วนเราเลือกเพราะเจ๊ซิมเป็นเพื่อนนิสัยดี แล้วเรื่องความสวยความขี้ริ้วนี่มัน  ของสร้างกันขึ้นมาเองไม่ได้ มันเกิดติดตัวกันมาเอง แล้วคนที่เกิดมาไม่สวยก็ไม่มีค่าอะไรยังงั้นหรือ ความดีเป็นของทำใส่ตนเองได้ จะทำให้มากแค่ไหนก็ได้ ทำไมคนเราถึงไม่ถือความดีเป็นสำคัญ ดูใครๆ ก็ถือแต่เรื่องความสวยเป็นสำคัญไปเสียหมด นี่พวกคนใหญ่คิดผิดหรือว่าเราคิดผิดกันแน่


ขันหมากเอก เป็นของที่ใช้ในขบวนแห่ขันหมาก ตามประเพณีแต่งงานของชาวชนบทซึ่งมักขึ้นต้นขบวนด้วยคนถือหน่อต้นกล้วย  ต้นอ้อยทั้งราก เพื่อนำไปปลูกที่เรือนหอเจ้าบ่าวเจ้าสาว (คงกะว่าระยะเวลาที่อยู่กินกันจนมีลูกอ่อน ก็พอดีกล้วยออกผล ใช้เลี้ยงเด็กได้พอดี  สมัยก่อนน้ำตาลหายาก อ้อยก็แตกกอพอให้คั้นน้ำอ้อยให้แม่ลูกอ่อนได้กินแก้โหย หญิงที่ให้ลูกกินน้ำนมของตน เมื่อลูกดูดดื่มนมไปมากๆ ตัวแม่จะมีอาการหิวโหย ได้กินน้ำอ้อยแล้วทำให้ชื่นใจดีมาก)

 

ต่อจากคนแบกต้นกล้วยต้นอ้อย ก็เป็นผู้ใหญ่ถือขันใส่สินสอด ทองหมั้น จากนั้นเป็นชุดขันหมากเอกซึ่งต้องใช้เป็นคู่ๆ นิยมใช้ ๔ คน ในขันหมากที่คลุมผ้าสีสวยๆ มีของที่ถือว่าเป็นสิริมงคลหลายอย่าง เช่น ข้าวเปลือก เมล็ดพืช ถั่ว งา ชนิดที่หว่านขึ้นเป็นต้นได้ คงหมายถึงความงอกงาม หรือมิฉะนั้นในสมัยโบราณคงจะนำเมล็ดพันธุ์พืชเหล่านี้ไปมอบให้กัน เพื่อใช้เป็นแม่พันธุ์ปลูกในขณะคู่บ่าวสาวแยกเรือนออกมา

 

นอกจากนั้นก็มีใบไม้ที่ถือกันว่าเป็นนิมิตหมายของความร่ำรวย เช่น ใบทอง ใบเงิน ใบนาก และของอย่างอื่นๆ รวมทั้งหมากพลู  ขบวนตอนท้ายเป็นของสำหรับไหว้ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง และของไหว้  ผีปู่ย่าตายาย ผีบ้านผีเรือนของฝ่ายหญิง มีผ้านุ่งผ้าห่มและของกินต่างๆ เช่น ไก่นึ่งเป็นตัวๆ หมูต้มเป็นชิ้นโตๆ กล้วยสุก มะพร้าวอ่อน ไข่ต้ม  ขนมสด ขนมแห้ง แล้วแต่ฐานะของเจ้าบ่าว ถ้ามีอันจะกินข้าวของก็มากมาย ขบวนแห่ก็ใช้แจกจ่ายกันในหมู่ญาติและผู้ที่ไปร่วมงาน
 

ในวันงาน ข้าพเจ้ากับเจ๊ซิมแต่งตัวชุดที่เราถือกันว่าโก้ที่สุดซึ่ง นอกจากชุดนักเรียนแล้ว เราก็มีกันอยู่คนละชุดเดียว เป็นเสื้อป่านบางๆคอบัว แขนจีบพองๆ นุ่งผ้าถุงไหมสีแดงๆ มีเชิงสีสวยๆ ข้าพเจ้าใส่สายสร้อยคอทองคำหนักหนึ่งบาทห้อยจี้ทับทิม แต่เจ๊ซิมไม่มี
 

ตอนที่แม่ใส่สายสร้อยให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้ารู้สึกดีใจ เอี้ยวตัวมองกระจกเงาชมตัวเองไปมา แหมสายสร้อยนี่ทำให้ตัวเราสวยขึ้นอีกแยะ แต่พอข้าพเจ้ามองเห็นสายตาของเจ๊ซิมที่มองเหมือนอยากใส่บ้าง ข้าพเจ้า
ก็หมดความสุข หมดความดีใจในความสวยนั้น แต่ก็ไม่ใจกว้างพอที่จะถอดจากคอตนเองใส่ให้เพื่อน ได้แต่ถามแม่ว่า


"แม่จ๋า แม่มีอีกเส้นมั้ยคะสายสร้อยนี่ หนูอยากให้เจ๊ซิมใส่ด้วย"

"ไม่มีหรอกลูก มีอยู่เส้นเดียว อีกเส้นหนึ่งของแม่ มันก็เป็นเส้นใหญ่และยาวเกินไป เด็กใส่ไม่สวยหรอกลูก"
แม่ตอบข้าพเจ้า แล้วพูดว่า


"ซิมไม่ต้องใส่สายสร้อยก็ได้ ซิมสวยอยู่แล้ว" คำพูดของแม่
ทำให้เจ๊ซิมหายหน้าเสีย ยิ้มออกมาได้


ที่บ้านงานมีผู้คนมากมาย ต่างคนต่างแต่งตัวสวยงามลานตาไปหมด ยิ้มแย้ม สรวลเสเฮฮากัน สนุก สนาน พวกอุ้มขันหมากเอกถูกผู้ใหญ่  เรียกตัวให้เข้าไปนั่งอยู่ในห้องๆ หนึ่งข้างห้องเจ้าสาว
 

ครู่หนึ่งพ่อของข้าพเจ้าก็เข้ามาหา พูดขึ้นว่า


"ซิมนั่งอยู่กับพี่สองคนนี่ก่อนนะ ครูครับจะพาหนูหวินไปรู้จักพวกญาติๆ หน่อย"


คำว่าครูครับหมายถึงตัวพ่อ พ่อแม่เป็นครูทั้งสองคน ชาวบ้านจึงเรียกพ่อว่าครูครับ เรียกแม่ว่าครูขา


พ่อพาข้าพเจ้าไปไหว้ญาติผู้ใหญ่คนโน้นคนนี้ บอกชื่อเสียงพวกผู้ใหญ่เหล่านั้น ว่าเป็นปู่ย่าตายาย ลุงป้าน้าอา กระทั่งเป็นพี่ๆ ข้าพเจ้าจดจำไม่ไหว ได้แต่ยกมือไหว้เรื่อยไป หลายคนจับตัวข้าพเจ้าไปกอด ลูบ ศีรษะบ้าง ลูบมือลูบแขนบ้าง พูดกันไปต่างๆ ล้วนแต่ยกย่องเรื่องรูปร่าง หน้าตา


"โอ้โฮ แม่คุณ ไม่เห็นหน่อยเดียว ตัวโตแค่นี้แล้วหรือเนี่ย"


"รูปร่างหน้าตาไม่ขี้ริ้วนะ หน้าตาเข้าท่า ตัวไม่อ้วนไม่ผอมกำลังดี"


"ผิวพรรณยังงี้ เรียกว่าผิวสองสี ไม่ใช่คนขาว เรียกว่าเป็นคนคมขำจ้ะ"


"แต่งตัวสวยจังเลย นี่แม่เค้าแต่งตัวให้รึไง แม่กำลังแพ้ท้องจะมีน้องหรือ จึงไม่ได้มาด้วย"


คนนี้ทักเรื่องเสื้อผ้าเครื่องแต่งตัว คนต่อไปทักเรื่องขนตา


"ดูซี ขนตาซ้วย สวย ยาวแล้วก็งอนเช้งเชียว" เสียงญาติสาวคนหนึ่งอุทาน พร้อมทั้งพูดต่อ


"มานี่ๆ ให้อาลองเอาไม้ขีดวางดูหน่อย มันจะหล่นมั้ย" พูดแล้ว


ก็รีบกระวีกระวาดหยิบไม้ขีดก้านหนึ่งวางบนขนตาข้าพเจ้า ปากก็ร้องเรียกผู้คนรอบข้างให้มาดู


"นี่ไงๆ ดูซิๆ ก้านไม้ขีดไม่ตกเลย" ผู้คนมารุมดูข้าพเจ้าเป็นกลุ่มหัวเราะชอบใจครื้นเครง พร้อมทั้งพูดตำหนิลูกๆ หลานๆ ของพวกเขาที่อยู่ใกล้ๆ ว่า สวยสู้ข้าพเจ้าไม่ได้ ทำให้เด็กเหล่านั้นอายหน้าเสีย รีบวิ่งหนีไปที่อื่น


เมื่อได้รับคำชมเชย ข้าพเจ้ารู้สึกพอใจว่าตนเองนี่ก็เป็นคนสวยเหมือนกัน แต่เมื่อเห็นผู้ใหญ่พูดติเตียนเด็กอื่นๆ จนต้องวิ่งหนี ข้าพเจ้าจึงรู้สึกว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องเลย ความสวยหรือไม่สวยเป็นเรื่องที่มันเป็นของมันอย่างนั้นเอง เป็นมาตั้งแต่เกิด แล้วก็เป็นต่อๆ เรื่อยมา   ไม่ใช่เจ้าตัวมีสิทธิ์ปั้นขึ้นเองเมื่อไรเล่า


ทำไมนะ คนเราจึงปั้นตัวเองไม่ได้ ทำไมจึงมีหน้าตาแตกต่างกัน  เราเกิดมาให้สวยงามเหมือนกันหมดทุกคนไม่ได้หรือ ตอนนั้นคิดสงสัยอยู่อย่างนี้โดยไม่รู้เรื่องกฎเกณฑ์ของกรรม อำนาจกิเลส บีบบังคับให้ทำกรรม กรรมทำให้เกิดผลของกรรม รูปร่างหน้าตาของเราทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของผลกรรม ถ้าจะพูดว่าเราเป็นคนปั้นตัวเราเองก็ไม่ผิด

แต่เป็นการปั้นข้ามภพข้ามชาติ ไม่ใช่เกิดมาแล้วจึงเพิ่งปั้น เราปั้นไว้ด้วยผลของกรรม เมื่อเกิดในชาตินี้ก็ยังมีส่วนอื่นๆ ช่วยปั้นต่อ คือมีอาหารสิ่งแวดล้อม เช่น ดินฟ้า อากาศ และจิตใจของตนสามสิ่งนี้ช่วยปั้นกันสืบต่อมาจากกรรม
 

อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกชมว่า สวย ข้าพเจ้าก็อดไม่ได้ที่จะตื่นเต้น ดีใจ (ซึ่งเขาอาจชมเพื่อจะเอาใจพ่อก็ได้) รู้สึกใจคออิ่มเอิบ เบาๆ ราวกับจะลอยได้ นี่คงเป็นอย่างที่ผู้ใหญ่พูดกันว่า "ดีใจจนตัวลอย" ตัวมันเบา จริงๆ ความหิวข้าวเมื่อกี้นี้ก็ไม่รู้หายไปไหนจนหมด หน้าตาคงจะยิ้มระรื่น  มองไปทางไหนดูมีความสุขอย่างประหลาด เป็นความรู้สึกใหม่ที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นี่กระมังที่เรียกว่า "ความสุข" ข้าพเจ้าคิดเอาเอง


อ้อ ความสุข มันทำให้ใจทั้งฟูทั้งบาน เหมือนไข่เจียวที่ทอดอยู่ในกระทะ เหมือนขนมสังขยาในถาดตอนที่เพิ่งเอาลงจากเตานึ่งใหม่ๆ อย่างนี้เอง มันดีจริงๆ แหม เราเอาเจ๊ซิมมาด้วย เราอยากให้เจ๊ซิมรู้สึกเหมือนอย่างเราจังเลย
 

เร็วเท่าความคิด ข้าพเจ้าขออนุญาตพ่อไปพาเจ๊ซิมออกมาจากห้อง พ่อพยักหน้าอนุญาต แล้วท่านก็เดินไปที่อื่นต่อ ข้าพเจ้าจูงมือเพื่อนออกมาหาหมู่ญาติ ซึ่งส่วนใหญ่ยังนั่งกันอยู่ที่เดิม


"นี่เพื่อนของหนู เราอุ้มขันหมากเอกมาด้วยกันค่ะ"สิ้นเสียงแนะนำของข้าพเจ้า หมู่ญาติเหล่านั้นก็หันมามองเจ๊ซิมเป็นตาเดียวกันแล้วก็อุทานถ้อยคำชื่นชมต่างๆ


"เด็กอะไรเนี่ย ผิวขาวผ่องเชียว"


"ดูซี รูปร่างหน้าตาดีอะไรยังงี้"


"ดูซีหน้าก็ สวย ผิวก็ดี สวยไปหมดทั้งตัวเลย ลูกใครกันเนี่ย"  ฯลฯ

 

เจ๊ซิมฟังคำพูดเหล่านั้นแล้ว ยิ้มแย้มเอียงอายไปมา หน้าตาของเจ๊ซิมมีสีแดงระเรื่อโดยเฉพาะที่แก้ม สองข้าง เห็นสายเลือดสีชมพูขึ้นเป็นริ้วๆ อยู่ในผิวเนื้อ ผู้คนยิ่งชื่นชมกันใหญ่ ตอนนี้ใครๆ เลิกชมข้าพเจ้าแล้ว แต่ข้าพเจ้าก็ดีใจที่เห็นเจ๊ซิมมีความสุขเหมือนข้าพเจ้าเมื้อกี้นี้

 

อ้อ ความรู้สึกเหมือนใจพองๆ ฟูๆ นี่มันไหลหนีไปได้แฮะ เมื่อกี้อยู่ที่ตัวเรา  ตอนนี้มันทิ้งเรา หนีไปอยู่ที่เจ๊ซิมหมดเลย
 

ทันใดนั้น ก็มีเสียงใครคนหนึ่งตะโกนเสียงดังขึ้นมาว่า


"เจ้าสาวออกจากห้องมาแล้ว เจ้าสาวออกมาแล้ว แต่งตัวสวยเชียว"


ทุกคนที่อยู่บริเวณนั้นลุกขึ้นยืนหันหน้ามองไปทางที่เจ้าสาวเดินผ่านมา ไม่มีใคร สนใจข้าพเจ้ากับเจ๊ซิมอีก ข้าพเจ้าจับมือเพื่อนเบาๆ บีบ ครั้งแล้วครั้งเล่าเหมือนจะปลอบว่า โอ๋ โอ๋ อย่าเสียใจเลยนะ ที่คนเขาเลิกชมเราแล้ว


"เราไปดูเจ้าสาวให้ใกล้ๆ หน่อยเอามั้ย"


ข้าพเจ้าพูดเบนความสนใจเจ๊ซิม เพราะคิดเอาว่า ตอนนี้เจ้าสิ่งที่ทำให้หัวใจอิ่มเอิบ สดชื่นพองๆ ฟูๆ นั้น มันหนีออกจากเจ๊ซิมไปอยู่ที่เจ้าสาวเสียหมดแล้ว เลยรู้สึกสงสารเพื่อนขึ้นมา เจ๊ซิมเดินตามข้าพเจ้าไปโดยดี แล้วเราก็ต้องตกตะลึง จ้องมองอย่าง "ตาค้าง" เจ้าสาวช่างสวยเหลือเกิน สวยเหมือนนางเอกลิเกที่งานวัดเลย แก้มสีแดง ปากก็แดง ขนตายาวงอน คิ้วดำโก่งเหมือนพระจันทร์ข้างขึ้นอ่อนๆ ผมเกล้าเปิดต้นคอไว้ งามอย่างหาอะไรตำหนิไม่ได้

 

เสื้อผ้าเครื่องประดับก็แสนจะสวยเป็นชุดผ้าไหมสีทอง มีดอกดวงงามประหลาดเลื่อมระยับ ห่มสไบสีเดียวกันทอดไปเบื้องหลัง ยังจะใส่สายสร้อยเส้นโตที่คอและที่แขนอีกเสียงคนพูดกันว่า

"ที่แขนนั่น ทองหนักข้างละ ๖ บาท ร้อยเฉวียงบ่านั่นก็หนัก ตั้ง ๑๕ บาทส่วนที่เอวเข็มขัดทองเส้นนั้นหนักถึง ๒๐ บาท"
 

พอหายตาค้าง ข้าพเจ้าก็กล่าวกับเจ๊ซิมเพื่อนรักว่า "เจ้าสาวสวยจังนะ"


เจ๊ซิมตอบว่า "เขาจะแต่งตัวให้สวยยังไงก็ได้ บ้านเค้าเป็นเศรษฐี มีเครื่องทองมากมาย แม่บอกว่า บ้านนี้นะ มีชุดกินหมากและชุดใส่เครื่องหอมเป็นทองคำถึง ๔ ชุดแน่ะ"


"โอ้โฮ มีถึงขนาดนั้นเชียวเหรอ" ข้าพเจ้าอุทานเบาๆ พร้อมทั้งนึกถึงชุดกินหมากและชุดเครื่องหอมของแม่ซึ่งทำด้วยเงิน แม่เอาเก็บซ่อนไว้บนขื่อบ้าน ข้าพเจ้าเคยภูมิใจนักว่า บ้านตนเองรวย มีของแปลกๆ พวกนี้ด้วย

 

แม่เองก็มีสาย ร้อยคอ สร้อยข้อมือ เข็มขัดนาก แหวน ข้าพเจ้าก็มีสร้อยใส่อยู่ในคอเส้นหนึ่ง แต่พอมาเห็นของที่บ้านเจ้าสาวแล้ว ความรู้สึกภาคภูมิใจกลับหายเกลี้ยงไปหมด กลายเป็นรู้สึกเหงาหงอยเข้ามาแทน อยากมีอะไรๆ เป็นทองคำมากๆ อย่างนั้นบ้าง ในใจรู้สึกผิดปกติ เหมือนเป็นไข้ไม่สบาย ความจริงความรู้สึกอย่างนั้นคือสิ่งที่เรียกว่า "ทุกข์" เกิดขึ้นในใจเพราะความ "อยาก" อันเป็นตัวโลภ เมื่อไม่มีใคร สอนให้ข้าพเจ้าเข้าใจ
จึงต้องหลงทุกข์ต่อมาอีกนาน คือทุกครั้งที่เห็นเครื่องเงินของแม่ ข้าพเจ้าอยากเปลี่ยนให้เป็นทองให้หมด


ในความรู้สึกของข้าพเจ้าเวลานั้น อยากสวยเหมือนเจ้าสาว  อยากมีเครื่องแต่งตัวสวยๆ ที่เป็นทองคำ เป็นเพชรพลอยให้มากๆ อยากแต่งหน้าให้เป็นสีต่างๆ มองดูเพื่อนก็คงคิดเหมือนกัน 

 

ต่อจากนั้น พวกผู้ใหญ่ เจ้าบ่าว เจ้าสาว ก็พากันเข้าไปในห้องเพื่อทำพิธีต่างๆ ตามประเพณี ข้าพเจ้าจูงมือเจ๊

ซิมเดินต่อไปในห้องอีกห้องหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยขนมนานาชนิด ทั้งที่เตรียมไว้เลี้ยงพระตอนเพลและทั้งที่เตรียมไว้เลี้ยงผู้คนที่มาร่วมงาน ล้วนแต่เป็นขนมไทยๆ เช่น ขนมชั้น ขนมสาลี่ ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทองสังขยา ข้าวเหนียวตัด ขนมหม้อแกง ฯลฯ 

 

มีผู้หญิงสาวนั่งจัดขนมอยู่ตามลำพังผู้เดียว เธอไม่ได้แต่งกายมากมายแต่อย่างใด ใช้ผ้าถุงสีฟ้าอ่อนๆ เสื้อขาวธรรมดา ใบหน้าทาแป้งนวลเล็กน้อย หน้านั้นเศร้าๆ ไม่มีรอยยิ้ม แต่ก็งดงามไปอีกแบบหนึ่ง  งามกินใจกว่าใบหน้าของเจ้าสาวเมื้อกี้นี้ด้วยซ้ำไป เมื่อเห็นข้าพเจ้า เธอเผยอยิ้มขึ้นเล็กน้อย ทำให้ดูงามหวานซึ้งเป็นทวีคูณ

 

เมื่อเธอยิ้มข้าพเจ้า  จึงจำได้ว่าเธอคือ "อาน้อย" น้องสาวของเจ้าสาว ข้าพเจ้ารีบชวนเพื่อนยกมือไหว้ เสียงอาน้อยพูดว่า
 

"มานี่ซี อาจะให้หนู สองคนกินขนมก่อนเอามั้ย กินข้าวทีหลังก็แล้วกันนะ"


"ค่ะ หนูชอบกินขนม หนูไม่ต้องกินข้าวก็ได้" ข้าพเจ้าตอบตามใจจริง


ข้าพเจ้ากับเพื่อนกินขนมกันจนเต็มอิ่มสำหรับข้าพเจ้าเอง เวลากินก็อดมองหน้าคนให้ขนมไม่ได้ มองแล้วก็คิด อาน้อยสวยออกอย่างนี้  ทำไมอาตี๋ต้องไปยอมแต่งงานกับอากีไม่เข้าใจจริงๆ
 

ขณะที่กินอิ่มกำลังจะลุกไป ก็พอดีเจ้าบ่าวเดินเหมือนวิ่งพรวดพราดเข้ามา ท่าทางรีบร้อน ปกติหากอาตี๋เห็นข้าพเจ้าจะต้องทักทายอย่างดีใจ แต่วันนี้เขาไม่มองข้าพเจ้าเลย ตรงไปที่อาน้อยส่วนอาน้อย  ก็มีดวงตาแดงเรื่อ น้ำตาไหลลงอาบหน้า พูดแต่ว่า


"ออกไปเถอะ ออกไป อย่าเข้ามา เดี๋ยวใครเห็นเข้า"


ข้าพเจ้าเห็นผิดสังเกตรีบจูงแขนเพื่อนออกมาจากห้อง แต่ยังไม่วายได้ยินเสียงอาตี๋พูดว่า

"จ้ะๆ พี่จะออกไป อย่าลืมคืนนี้หลังเสร็จพิธีแล้ว ไปพบพี่ที่ต้นมะขามหลังบ้าน"


ข้าพเจ้าฟังข้อความนั้นไม่เข้าใจ จะถามใครก็ไม่ได้ เดินงงๆ ไปนั่ง อยู่กับเจ๊ซิม พอดีเสร็จพิธีเลี้ยงพระเพล ถึงเวลาเลี้ยงแขกที่มาช่วยงาน
 

ข้าพเจ้าไม่สนใจกินอาหารใดๆ อีก เพราะกินขนมจนอิ่ม ได้แต่นั่งมองดูความวุ่นวายของผู้คน รู้สึกอยากกลับบ้านเหลือกำลัง ต้องการถามแม่หลายปัญหาไปหมด เวลานั้นเข้าใจว่าแม่เป็นผู้รอบรู้ที่สุด ถามอะไรท่าน ท่าน
ต้องตอบชี้แจงให้ทราบอย่างดี และคิดว่าเป็นคำตอบถูกต้องด้วย


ขณะนั้นจิตใจข้าพเจ้ารู้สึกสับสน ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง นึกอยากสวยอยากมีอย่างคนที่แวดล้อมเหล่านั้น อยากมีเครื่องแต่งตัวมากๆ  สวยๆ งามๆ อย่างของเจ้าสาว อยากให้รูปร่างหน้าตาผิวพรรณ สวยงามอย่างน้องสาวของเจ้าสาว เมื่ออยากได้มากๆ แต่ไม่สามารถ สมอยาก
 

ในเวลาที่กำลังคิด ใจก็หม่นหมองไม่มีความสุข อยากกลับบ้านไปหาแม่เร็วๆ เพราะเมื่ออยู่ใกล้ท่าน อาการทางใจอย่างที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี้มักไม่มีในตัวข้าพเจ้า เมื่อตามหาพ่อพบแล้วข้าพเจ้าจึงชวนท่านว่า


"พ่อขา งานที่นี่เสร็จแล้ว เรากลับบ้านกันเถอะค่ะ"


"ก็ดีลูก พ่อจะต้องไปล้อมรั้วทางหลังบ้านให้เสร็จ แต่ก่อนกลับเราไปลาคุณทวดกันก่อนนะ ท่านนอนอยู่ในห้องของท่านโน่นแน่ะ" พ่อพูด  พร้อมกับชี้มือไปที่ห้องทางท้ายเรือน


"เอ๊ะ ทำไมท่านต้องนอนเล่าคะ ไม่สบายหรือง่วงนอน"


"ไม่ใช่หรอกลูก ท่านมีอายุมากแล้ว อายุถึง ๑๐๖ ปี หมดเรี่ยว หมดแรง ต้องนอนอย่างเดียว มองใครก็ไม่เห็น พูดก็ไม่ได้ จำใครๆ ไม่ได้ เลยจ้ะ"

"จำใครไม่ได้ แล้วเราจะต้องไปหาท่านทำไมคะ ท่านจำเราไม่ได้อยู่แล้ว"


"เราไปกราบท่านเอาสิริมงคลไงลูก ท่านมีอายุยืน เราจะได้อายุยืนเหมือนท่าน"


ข้าพเจ้ากับเจ๊ซิมเดินตามพ่อไป ในขณะนั้นข้าพเจ้าคิดว่า ทำไมพ่อจึงอยากมีอายุยืน เมื่ออายุยืนแล้วต้องมองใครไม่เห็น จำใครไม่ได้  พูดก็ไม่ได้ แล้วจะให้อายุยืนไปทำไมกัน จึงถามพ่อว่า


"สิริมงคล มันดียังไงคะพ่อ"


ถามเพราะยังมีความหวังว่าสิริมงคลอาจจะเป็นของดี พ่อทำท่าอึกอักอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตอบว่า "สิริมงคลมันดี ตรงที่เราจะได้มีอายุยืนเหมือนคุณทวดไงล่ะลูก" ท่านก็ยังตอบซ้ำอยู่อย่างเดิมว่าอายุยืนเป็นของดี
 

คุณทวดเป็นยายของเจ้าสาว ภาพคุณทวดที่ข้าพเจ้าเห็นมองเท่าไรๆ ในสายตาเด็กๆ อย่างข้าพเจ้า ก็ไม่เห็นว่าท่านเป็นคนอย่างเราๆ  แต่เหมือนตัวประหลาดอะไรอย่างหนึ่งที่น่าเกลียดเหลือกำลัง ตัวสั้นๆนอนกองขดอยู่บนฟูก เหมือนเด็กอย่างข้าพเจ้า มีแต่หนังเหี่ยวๆ หุ้มกระดูก รู้ว่ามีชีวิตเพราะมีลมหายใจ ขยับตัวเคลื่อนไหวเองไม่ได้เลย ต้องอาศัยคนอื่นจับเคลื่อนที่ให้ ใบหน้าและผิวหนังทั้งตัวเหมือนผ้าขี้ริ้วเก่าๆ มันยับ ยู่ยี่เป็นเกลียวเล็กเกลียวน้อย ผิวหนังตกกระ กะดำกะด่างทั้งตัว ดวงตา เป็นสีน้ำข้าว ฝ้าฟางแฉะจนลืมไม่ขึ้น ผมสีขาว สกปรกขึ้นหร็อมแหร็ม ร่วงจนเกือบหมด ไม่ใคร่ยอมอ้าปากกินอาหาร ไม่น่าเชื่อเลยว่าคนเราจะน่าเกลียดน่ากลัวได้ถึงขนาดนี้


ข้าพเจ้ารีบกราบอย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องรอให้ใครสั่ง เจ๊ซิมก็รีบทำตาม แล้วเราสองคนก็จับมือกันไว้แน่น รีบถอยหลังกรูดออกมาจากห้องโดยเร็ว เพราะรู้สึกกลัวเป็นกำลัง สองคนมองตากันด้วยความเข้าใจ นึกถึงคำชมเชยที่เราสองคนได้รับในตอนเช้า คำชมเชยที่เจ้าสาว เจ้าบ่าวได้รับ คำชมเชยที่น้องเจ้าสาวได้รับ ถ้าเราทุกคนแก่เท่าคุณทวดผู้นี้ เราจะได้คำชมจากที่ไหนกัน


พอพ้นออกมาได้ ก็ถามพ่อว่า "ถ้าเราอายุ ๑๐๖ ปี เหมือนคุณทวด เราต้องเป็นอย่างนั้นไหมคะพ่อ"


"เป็นซีลูก ก็ต้องเป็นอย่างนั้นทุกคนแหละจ้ะ"


ข้าพเจ้าไม่ถามพ่อต่ออีกเลยจนตลอดเวลาที่เดินทางกลับบ้าน มีแต่ใจเท่านั้นที่เฝ้าครุ่นคิดตลอดทาง ถ้าหากมีอายุยืนโดยมีร่างกาย แข็งแรงเหมือนเดิม ใช้ร่างกายทำประโยชน์ต่างๆ ได้ ก็น่าจะถือว่าเป็นสิริมงคลแต่ถ้าอายุยืนแล้วเหมือนอย่างคุณทวดนี่ ก็ไม่น่าอยู่เลย ความ แก่นี้ น่าเกลียดเหลือเกิน เจ้าสาวสวยๆ ที่เราเห็นนั่น อีกหน่อยแก่เข้าก็ต้องเป็นอย่างนั้นหรือ ตัวเราเล่า เจ๊ซิมเล่า แม้น้องสาวของเจ้าสาวเล่า ต้องเป็นอย่างนี้หมดทุกคนเลยหรือ แล้วเราจะมาชื่นชมกันทำไมว่า คนโน้นสว ยคนนี้สวย เวลาผ่านไปก็กลายเป็นน่าเกลียดได้ถึงขนาดนั้น

 

เวลาที่เดินกลับบ้านอยู่ขณะนั้น ข้าพเจ้ากลัวความแก่จนใจสั่นสะท้าน ดูมันหนาวเย็นยะเยือกอยู่ในใจ ทั้งที่เดินตากแดดแทบตลอดทาง พ่อกับเจ๊ซิมดูจะไม่ได้คิดอะไร ทั้งคู่คุยเรื่องเหตุการณ์ สนุก สนานในงานแต่งงานที่ผ่านมา
 

ข้าพเจ้าจดจำความรู้สึกเกลียดกลัวในความแก่อย่างจับใจใน ครั้งนั้นได้ไม่เคยลืม ยิ่งรู้ว่าเป็นของหนีไม่พ้นก็ยิ่งกลัวเป็นทับทวี ถ้าในเวลานั้นจะมีใครนำคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาพูดให้ฟังว่า มีวิธีหนีความแก่ความตายได้ หนีชาตินี้ไม่ทัน แต่อาจจะหนีในชาติข้างหน้าพ้น  ข้าพเจ้าก็คงจะมีที่พึ่งอันอุ่นใจ


พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสอนเรื่องรูปร่างกายไว้ว่า ให้เรามาดูร่างกายอันสวยงามวิจิตรนี่เถอะ แท้ที่จริงแล้วมันเป็นแผลทั้งตัว (ช่องแผลคือทางเข้าออก ๙ แห่ง ที่มีสิ่งสกปรกไหลออกมา ตา ๒ หู ๒ จมูก ๒ ปาก ๑ ทวารหนักที่อุจจาระออก ๑ ทวารเบาที่ปัสาวะออก ๑) ร่างกายที่คุมกันเป็นรูปร่างตัวตนอยู่นี้ มันอยู่ด้วยความกระสับกระส่าย (ความไม่สบาย) เป็นที่ชอบใจของผู้คนเป็นจำนวนมากก็จริง แต่ก็ไม่ใช่ของยั่งยืนมั่นคง


นี่แน่ะ มาดูร่างกายที่ตกแต่งให้สวยงามวิจิตรด้วยแก้วมณี ต่างๆ (เพชรนิลจินดา) ที่แท้แล้วมันก็คือกระดูกที่มีหนังห่อหุ้มไว้เท่านั้น เอาเสื้อผ้ามาตกแต่ง เอาสีมาย้อมทา (ทาสีที่ผิวหนังส่วนต่างๆ) เอาฝุ่น (แป้งครีม) มาทาใบหน้า แต่งทรงผมให้งามประณีต หยอดตาจนหวานเยิ้ม  สิ่งเหล่านี้หลอกลวงได้แต่คนโง่ๆ เท่านั้นให้หลงใหลเคลิบเคลิ้มได้ แต่จะหลอกคนมีปัญญาผู้กำลังจะแสวงหาพระนิพพาน คือการเลิกเวียนว่าย
ตายเกิดไม่ได้ ฯลฯ (พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับหลวง เล่ม ๑๓ หน้า ๓๔๖)


คนโง่ๆ ที่หลงใหลมัวเมา ย่อมจะต้องเดือดร้อนเพราะรูปทั้งหลาย  ดูก่อนปิงคิยะ (ชื่อมาณพผู้หนึ่ง) เพราะเหตุนั้น ท่านจงเป็นผู้ไม่ประมาท ละรูปเสีย เพื่อความไม่เกิดต่อไป (เพราะถ้ายังติดใจในรูปร่างกาย กิเลส ก็จะเกิดขึ้น กิเลส ทำให้ก่อกรรม กรรมทำให้เกิดผลของกรรม ทำให้ต้องเวียนว่ายตายเกิด) (จากพระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่มที่ ๓๐ หน้า ๒๔๑)


ข้าพเจ้านำเรื่องคุณทวดอายุ ๑๐๖ ปี ไปคุยกับแม่ แม่ไม่ตื่นเต้น กลัวความแก่เหมือนข้าพเจ้าเลย ท่านพูดว่า


"คนเราหนีไม่พ้นความแก่เลยสักคนจ้ะ ลูกไม่เห็นภาพถ่ายของแม่ที่วางอยู่ข้างโต๊ะกระจกส่องหน้ารึไง นั่นเป็นภาพตอนแม่สาวๆ นะ  สวยกว่าตอนนี้มาก เห็นไหม ใครๆ ก็ต้องเป็นอย่างนี้กันทุกคน แก่แล้วก็ ต้องเจ็บ เจ็บแล้วก็ต้องตาย ชีวิตมันก็เป็นอย่างนี้เอง"

 

ฟังแม่พูดแล้ว ยิ่งทำให้รู้สึกไร้ที่พึ่งยิ่งขึ้น สงสัยทั้งตนเองและคนอื่นไปทั่วทุกคนว่าทำไมจึงพากันเกิดมา ถ้าเกิดมาแล้วต้องแก่ ต้องเจ็บ และที่สุดต้องตาย เกิดมาทำไมกัน รู้สึกใจคอว้าเหว่เหงาหงอยอยู่นานกระทั่ง
ได้ยินเสียงแม่ถามว่า


"หนูเห็นอาน้อยไหม เค้าเป็นอย่างไรบ้าง"


"เห็นค่ะแม่ หนูว่าเค้าสวยกว่าเจ้าสาวนะคะ ไม่ต้องแต่งตัวอย่างเจ้าสาวยังสวยกว่าตั้งแยะเลย แต่หน้าเค้าไม่ยิ้มเลย พอเขาเห็นอาตี๋เข้ามาหา เค้าร้องไห้เลยค่ะ"


"ลูกได้ยินเค้าพูดอะไรกันบ้างไหม" แม่ถามอย่างสนใจเต็มที่


"ได้ยินค่ะ อาตี๋พูดว่า คืนนี้งานเลิกแล้วให้ไปพบที่ต้นมะขามหลังบ้านด้วย"


เสียงแม่อุทานด้วยความตกใจ "ตายจริง คืนนี้คงเกิดเรื่องใหญ่เสียแล้ว แต่ช่างเถอะ มันเรื่องของเค้า ให้เค้าตัดสินใจกันเอง ลูกอย่าบอกพ่อนะจ๊ะ แม่เห็นใจอาตี๋กะอาน้อย เค้าสองคนชอบกันมานานแล้ว ผู้ใหญ่มาบังคับกันอย่างนี้ มันไม่ยุติธรรม" แม่พูดเหมือนปรารภกับข้าพเจ้า


รุ่งเช้าก็เป็นจริงตามที่แม่พูด เกิดเรื่องใหญ่ลือกันไปทั่วว่า เจ้าบ่าวหนีเรือนหอไปกับน้องสาวของเจ้าสาว เรื่องมีว่า พอเสร็จพิธีส่งตัว เจ้าบ่าวขอตัวเข้าห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วปีนออกทางหน้าต่าง เวลาผ่านไปนานผิดสังเกต เจ้าสาวจึงเดินตามหา กว่าจะออกจากเรือนหอมาบอกผู้ใหญ่ ก็ตามตัวกันไม่ทันเสียแล้ว


ข่าวมีต่อมาว่า เจ้าสาวเสียใจมากจะฆ่าตัวตาย ญาติๆ ต้องช่วยกันปลอบโยนและเปลี่ยนกันอยู่เวรเฝ้าตลอดเวลา เจ้าสาวอับอายผู้คนมากเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านไม่ยอมไปไหนมาไหน ไม่ยอมทำมาหากิน มีอาการคลุ้มคลั่ง ร้องไห้รำพันพร่ำเพ้อเป็นพักๆ เหมือนคนเสียจริต

 

ใครๆ ทราบข่าวต่างก็พากันเสียใจด้วย แต่ไม่มีใครช่วยอะไรเธอได้เลย  ข้าพเจ้าฟังคนใหญ่พูดคุยกัน รู้สึก สลดใจ ความคิดใน สมองน้อยของเด็กเล็กๆ ในเวลานั้นเฝ้าสงสัยแต่ว่า เอ.. ความสวยความงามนี่มันมีคุณหรือมีโทษกันแน่ ใครๆ ก็ชอบคนสวย ไม่ว่าจะแต่งตัวสวยหรือรูปร่าง  หน้าตาผิวพรรณสวย แต่ทำไมมันจึงทำความทุกข์ความเดือดร้อนให้ผู้คนมากนัก

 

อาน้อยสวย อาตี๋ก็รักอาน้อย อาตี๋รูปหล่อ อากีก็รักอาตี๋ อาตี๋พาอาน้อยหนีไป อากีก็เสียใจจนเป็นเหมือนคนบ้า อาน้อยก็ถูกญาติพี่น้อง ตำหนิติเตียนว่าแย่งสามีของพี่สาว ทำให้พ่อแม่ขายหน้า อาตี๋ก็ทำให้ญาติผู้ใหญ่โกรธเคืองถึงกับตัดญาติขาดมิตรที่ทำให้เสียผู้ใหญ่ เลยดูเหมือนเป็นทุกข์กันไปหมด ทั้งสองครอบครัว อาตี๋กับอาน้อยจะมีความสุขได้อย่างไร ความสวยนี่ดูจะเป็นต้นเหตุของความยุ่งยากทั้งหมดซะแล้วกระมัง


เรื่องที่ข้าพเจ้าเล่าให้ฟังอยู่นี้ ตอนจบของเรื่อง น้องสาวเมื่อได้ทราบข่าวว่าพี่สาวเสียใจจนแทบเป็นบ้า ก็เกิด สงสาร จึงอ้อนวอนสามีขอให้พากันมาขอขมาลาโทษและรับพี่สาวไปเป็นภรรยาหลวงตามประเพณีต่อไป
โดยน้องสาวยอมเป็นภรรยาน้อย เรื่องจึงดูเหมือนจบลงด้วยดี แต่โดยวิสัยของปุถุชนเราก็ย่อมรู้กันอยู่ว่า หญิงใดที่มีหญิงอื่นร่วมสามีด้วย จะมีความสุขใจบริบูรณ์ย่อมเป็นไปไม่ได้

 

ดังที่มีคำกล่าวไว้ว่า ความสุขของสตรีมีขึ้นได้ด้วยของ ๔ อย่างคือ
๑. ได้เป็นคนรูปงาม
๒. ได้เป็นภรรยาคนเดียวของผู้ชายที่ตนรัก ทั้งตนก็เป็นที่รักของสามี
๓. มีลูกที่ดีอยู่ในโอวาท
๔. ได้เป็นใหญ่ในโภคทรัพย์และการดูแลบ้านเรือน

หญิงใดที่ได้รับความสุขทั้ง ๔ ประการนี้ ถือได้ว่าเป็นผู้ที่มีโชคดีในการครองเรือนอย่างแท้จริง แต่ความสุขเช่นนี้จะมีในครอบครัวของอาตี๋ของข้าพเจ้าได้หรือ...

 

จากหนังสือ จากความทรงจำเล่ม3

อุบาสิกาถวิล วัติรางกูล

 Total Execution Time: 0.0059167186419169 Mins