๖ โลกนี้และโลกหน้า มีจริง

วันที่ 30 มีค. พ.ศ.2563

๖ โลกนี้และโลกหน้า มีจริง

 

                    สำหรับเรื่องนี้ได้เจาะลึกลงไปอีก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงสอนต่อไปอีกว่า โลกหน้ามีจริง พูดง่ายๆ คือ ตายแล้วไม่สูญเป็นการยืนยันว่าความดี ความชั่วที่ทำเอาไว้ มันไม่เฉพาะชาตินี้ มันยังตามตัวข้ามชาติไปด้วย เพราะโลก นี้โลกหน้ามีจริง ยืนยันว่าตายแล้วยังต้องเกิดนั่นเอง ตราบใดยังไม่หมดกิเลส  ส่วนจะเกิดมาเป็นอะไรนั้นอีกเรื่องหนึ่ง


                    เพราะฉะนั้น การเข้าใจเรื่องนี้เริ่มยาก ยากตรงไหน ? คือจะรู้ได้อย่างไรว่าตายแล้วไม่สูญ มีวิธีพิจารณาอยู่ ๒ อย่างด้วยกัน

 

                ๑. พิจารณาจากในลักษณะที่เป็นตรรกะ ถ้าคนเราตายแล้วสูญ  อย่างนั้นก็หมายความว่า เราเกิดมาชาตินี้คงเกิดมาชาติแรก  เพราะชาติที่แล้วๆ มัน ต้องไม่มีเลย  แต่ถ้าเราเกิดมาเป็นชาติแรกจริง โดยเฉพาะ อย่างยิ่งคนที่เป็นคู่แฝดกันมา  มันน่าจะเหมือนกันทุกอย่าง ทั้งรูปร่างหน้าตาและนิสัยใจคอ เพราะมันเบ้าเดียวกัน  แต่ปรากฏว่าขนาดคู่แฝดคลอดมาพร้อมๆกัน  รูปร่างหน้าตาก็คล้ายๆ  แต่สำหรับนิสัยใจคอ บางทีไปคนละเรื่อง ถามว่าทำไมทั้งๆ ที่พี่น้องเกิดมาจากพ่อแม่เดียวกัน แต่ไม่เหมือนกัน? ถ้าเชื่อว่าชาติที่แล้วไม่มี  คำตอบไม่รู้ จะตอบว่าอย่างไร  แต่ถ้าเชื่อว่าชาติที่แล้วมี  ถ้าอย่างนั้น เพราะบุญบาปที่ทำมาแต่ชาติที่แล้ว  สองคนนี้ทำมาไม่เหมือนกัน  เมื่อบุญบาปทำมาไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ชาตินี้เกิดมาแล้ว ถึงจะพ่อแม่เดียวกัน นิสัยก็ไม่เหมือนกัน นี่เป็นลักษณะการคิดของเชิงตรรกะ

 

               ๒. เป็นเรื่องของป้องกันไว้ก่อน (Safety first) พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงชี้ให้ดูอย่างนี้ คือ ถ้าเชื่อ ว่าตายแล้วสูญ  คนก็จะไม่ทำความดี  ไม่รู้จะทำไปทำไม เมื่อไม่ทำความดี มีชีวิตอยู่ก็เดือดร้อน เพราะความชั่วนั้น สมมุติว่ามันสูญจริงอย่างน้อยที่สุด มีชีวิตอยู่ก็เดือดร้อน แล้วถ้ามันเกิดไม่สูญ  ชีวิตนี้ก็เดือดร้อน      ตายแล้วก็เดือดร้อนนักเข้าไปอีก เดือดร้อนสองต่อ แต่ถ้าเชื่อว่าตายแล้วไม่สูญ ถ้าเชื่อว่าอย่างนั้นก็เลย ทำดีเมื่อตั้งใจทำดี เมื่อมีชีวิตอยู่ก็ยังสบาย  เมื่อตายไปแล้ว ถ้ามันสูญก็แล้วไป ถ้ามันไม่สูญก็สบายต่อ  ท่านก็บอกว่าเชื่อไว้ก่อนเถอะว่า ตายแล้วมันไม่สูญ ถ้าพูดกันในเชิงนี้มันก็ยังค้างใจ

 

                 บางคนสงสัย พระพุทธองค์ขึ้นมาอีก  ถึงแม้จะเชื่อว่าตายแล้วไม่สูญ ก็เป็นความเชื่ออย่างมากได้แค่ 99% ไม่ถึงร้อยแล้วจะทำอย่างไรให้ถึง ๑๐๐ % มีบทฝึกในพุทธศาสนาที่จะไปใช้พิสูจน์ได้  บทฝึกนั้นก็คือ การทำสมาธิให้ใจผ่องใส  ทำสมาธิจนกระทั่งใจสงบนิ่งแล้วใจจะใส  เมื่อใจใสความสว่างมันจะเกิด  เมื่อ ความสว่างเกิด  ตรงนี้เองเราจะไปพบด้วยตัวเองว่า ตายแล้วไม่สูญจริง เรื่องนี้ขอยืนยัน  ใครก็ตามที่เมื่อได้ฝึกสมาธิมาถึง ระดับหนึ่งจนกระทั่งความสว่างภายในเกิดสว่างไปตามลำดับแรกๆ อาจจะสว่างอย่างกับหิ่งห้อย แต่เมื่อฝึกสมาธิมากเข้า ใจก็สว่างเหมือนกับแสงเทียน  สว่างเพิ่มขึ้นเหมือนแสงไฟฉาย สว่างเพิ่มขึ้นเหมือน   สปอตไลทส์   สว่างเพิ่มขึ้นเหมือนกับ ดวงจันทร์ข้างขึ้น จนกระทั่งสว่างเหมือนตะวันเที่ยง  ความสว่างจะพัฒนาไปตามลำดับของสมาธิที่เราฝึกได้ แล้วจะเห็น ด้วยตัวเองว่าตายแล้วมันไม่สูญ ขอยืนยัน มันเป็นอย่าง นั้นจริงๆ นี่ก็เป็นวิธีหนึ่ง แล้วพระสัมมาสัมพทุธเจ้าก็เลยฝากวิธีทำสมาธิ เอาไว้ ๔๐ วิธี ไว้ให้กับชาวโลกนี้เอง

 

                  ก็เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องไป ฝึกสมาธิด้วยตัวเอง เพื่อพิสูจน์ตรงนี้ก็มีข้อคิดฝากเอาไว้ ใครที่ไม่ฝึกสมาธิแล้ว ไม่เชื่อว่าตายแล้วเกิด พวกนี้ก็จัดว่า เป็นพวกดื้อประเภทหนึ่ง ไม่ได้ฝึกก็เลยบอกว่าไม่เชื่อเสียแล้ว อีกพวกหนึ่ง ไม่ได้ฝึกสมาธิแต่ว่าเชื่อ เชื่อเพราะว่า แม่เล่าให้ฟัง ปู่เล่าให้ฟัง พระเล่าให้ฟังก็เชื่อ พวกนี้งมงาย ใช้ไม่ได้ทั้งคู่  เชื่อโดยไม่ได้พิสูจน์  ไม่เชื่อทั้งๆ ที่ไม่ได้ พิสูจน์  และเชื่อทั้งๆ ที่ไม่ได้พิสูจน์  ทั้งสองประการนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงสรรเสริญเลย  ใช้ไม่ได้ทั้งคู่ แต่ว่าพวกที่เชื่อนั้นยังมีภาษีหน่อยหนึ่งว่า อย่างไรแล้วผลดี อย่างน้อยที่สุดก็คือป้องกันไว้ก่อน (Safety First)  ทำดี เผื่อเหนียวเอาไว้ ไม่ได้ตั้งใจทำจริง ทำเผื่อๆ เหนียวเอาไว้ มันก็พอรอดตัว  มีเสบียงบุญเอาไว้ติดตัวบ้าง  พอรอดตัว แต่ว่าดื้อไม่เชื่อเลย แล้วก็ไม่ได้ฝึกเลย พวกนี้ไปไม่รอด ก็ขอฝากพวกเราไว้ด้วย ว่าจะเป็นพวกไหนก็เลือกเอาเองก็แล้วกัน จากตรงนี้เอง ที่ทำให้หลวงพ่อได้ก้าวเข้ามาฝึกสมาธิ ในพระพุทธศาสนา เพราะเมื่อเด็กๆ ก็ไม่เชื่อ แต่ว่าเมื่อได้
ทราบเหตุทราบผลต่างๆ แล้ว ก็ลองฝึกสมาธิ แล้วก็ได้พบ ว่าที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้นั้นไม่ผิด สำหรับพวกที่ไม่ต้องการฝึก ก็มีวิธีที่สามไม่ต้องฝึกหรอก แต่ว่าพิสูจน์ได้ พิสูจน์ได้เหมือนกัน คือ ต้องลอง ตายไปดูเอาเองก็แล้วกัน  แต่ว่าถ้ากลับมาไม่ได้แล้วก็ไม่เกี่ยวกับใครนะ

 

จากหนังสือ สัมมาทิฏฐิ รากฐานการพัฒนาชีวิต

                                                                                 โดยคุณครูไม่เล็ก
 

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.052883164087931 Mins