๕ พ่อแม่มีพระคุณจริง

วันที่ 28 มีค. พ.ศ.2563

๕ พ่อแม่มีพระคุณจริง

                เรื่องพ่อแม่มีพระคุณหรือไม่นั้นเราไม่สงสัย แต่มัน มีอยู่เรื่องหนึ่งซึ่งน่าคิด และหลวงพ่อเองก็เคยสงสัยมาก่อน แล้วต้องได้รับการชี้แนะพอสมควรจึงมองทะลุปรุโปร่ง ลองฟังเรื่องนี้สักเรื่องเป็นบทประกอบต่อไปข้างหน้า เพื่อเวลาจะตัดสินอะไร จะได้มีข้อมูลในทางธรรมอีกด้านหนึ่ง สมมุติก็แล้วกัน  มีคนๆหนึ่งวันหนึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิด ก็ไปฉลอง กินเหล้าเมาแประไปเลย ร้อยวันพันปีไม่เคยเที่ยวบาร์เที่ยวคลับ วันนั้นเมาแประเลยไปเที่ยวเข้า ไปค้างคืนกับพวกพาร์ทเนอร์รุ่งขึ้นสร่างเมาก็กลับบ้าน หน้าตาของพาร์ทเนอร์ก็จำไม่ได้

 

                    แต่ปรากฏว่าคืนนั้นพาร์ทเนอร์ ตั้งท้อง พาร์ทเนอร์บางคนก็ดี ท้องก็รู้ แต่แกก็ไม่ได้กิน ยาขับอะไร จนกระทั่งต่อมาก็คลอดลูกผู้ชาย แล้วแกก็เลี้ยงลูก มาจนกระทั่งลูกอายุได้ ๒๐ ปี เมื่อถึงคราว ก็ให้ลูก ไปบวชเอาบุญให้แม่  ลูกชายก็ดี  แม่ขอให้บวชก็บวช แล้วพาร์ทเนอร์คนนี้แกก็บอก "ลูกเอ๊ย ตามธรรมดา เวลาจะบวช เขาก็ต้องไปกราบพ่อกัน พ่อเอ็งนั้นความจริง แม่ก็จำหน้าไม่ค่อยได้หรอก เพราะเจอกันเดี๋ยวเดียว  แต่พ่อเอ็งทำบัตรข้าราชการตกเอาไว้ แม่เก็บเอาไว้  เป็นปลัดอำเภอมายี่สิบปีที่แล้ว  ถ้าจะไปกราบพ่อตามธรรมเนียม ก็ไปตามหาเอาเอง สอบถามไปเดี๋ยวก็คงเจอ อาจจะเป็นผู้ว่าแล้ว  เอ็งไปตามหาเอาเองแล้วกัน แม่ไม่ไปหรอก" ขอถามว่า เราคิดว่าปลัดอำเภอท่านนี้มีพระคุณต่อ ลูกไหม ?

 

                    เพราะจริงๆ แล้ว  ท่านนี้ก็ยังไม่รู้ว่ามีลูก ถามว่ามีพระคุณต่อลูกไหม ?  มีอย่างไร ?  เป็นผู้ให้กำเนิด ถามจริงๆ ถ้าเราเป็นหนุ่มคนนั้น ถ้าถึงคราวจะบวช เราคิดจะดั้นด้นไปกราบพ่อคนนี้ไหม ? หรือว่าถ้าเจอต่อหน้ากันพอจะกราบไหวไหม? มีคนเอาเรื่องนี้มาถามปัญหาหลวงพ่อ  เขาบอกว่า ช่วยยกเหตุผลให้ฟังหน่อย เพราะถ้าพ่อของเด็กหนุ่มคนนี้ เลี้ยงเขามา เขาจะไม่สงสัย แต่นี่พ่อก็ไม่รู้เป็นใคร แล้วก็ไม่ได้ตั้งใจจะเป็นพ่อด้วย เพราะแม้ถ้าพ่อของเขา ถึงไม่ได้เลี้ยงตัวเขามา แต่ถ้าตั้งใจให้เขาเกิด เขาจะยังไม่ว่าสักคำหนึ่ง แล้วจะให้เขานึกถึงพระคุณ เขาก็นึกไม่ออกจริงๆ เรื่องตรงนี้ยาก ยากจนกระทั่งหลวงพ่อต้องได้รับการชี้แนะ จากพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยเพื่อตอบเด็ก

 

                       หลวงพ่อก็เหมือนพวกเรา คือก็มีความเห็นว่ามันต้องมีคุณ แต่ไม่สามารถจะอธิบายยกตัวอย่างได้  ตัวอย่างมันจนด้วยคำอธิบาย  ก็เลยต้องไปกราบเรียนถาม พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ท่านก็ยกตัวอย่างชัดเลย

 

                      ท่านบอกว่า สมมุติว่ามีเด็กห้าขวบสิบขวบ เอาดินเหนียวมา เล่นทิ้งไว้เลอะบ้านเลย รับรองถ้าแม่กลับมา เป็นโดนเฆี่ยน วันต่อมา เด็กคนนี้ไปได้แบบมาเป็นถ้วยเป็นชาม เด็กก็เลย เอาดินเหนียวไปปั้น ก็เลยได้ถ้วยได้ชามมา  ถ้วยชามดิบๆ นี่ละ  แล้วก็ตั้งไว้กลางบ้านที่เดียวกัน  แม่ตีลงไหมวันนี้? ไม่ตี  แถมยังชมอีกว่า "ลูกแม่เก่ง ทำถ้วยชามได้"  ทั้งที่ ดินเหนียวก้อนเดียวกันนั่นแหละ ถ้าเมื่อวานนี้เด็กทิ้งเลอะเทอะ แม่ตี วันนี้เลยทำเป็นถ้วยเป็นชาม แม่ไม่ตี แม่กลับชมว่า เอ้อ.. ลูกแม่เก่ง แต่ถ้าอีกวันหนึ่ง เด็กคนนี้มันไปเอาแบบพระพุทธรูปมาปั้น เสร็จแล้วก็เอาพระพุทธรูปดินเหนียวมาตั้งไว้กลางบ้าน สงสัยว่าทั้งแม่ทั้งลูกคงต้องมากราบพระพุทธรูปองค์นี้ด้วยกัน ทั้งที่ดินก้อนเดียวกัน แต่มันต่างกันที่แบบ ถ้าจะพูดถึงดินก้อนนั้นก็บอกว่า ในแง่ของคุณค่าอาศัยแบบที่เป็นถ้วยเป็นชาม ปั้นถ้วยชามออกมา ถ้วยชามที่ใช้เป็นแบบก็มีคุณค่าระดับหนึ่ง แต่เมื่อเด็กไปเอาพระพุทธรูปมาใช้เป็นแบบนั้น ก็มีคุณมากขึ้นไปอีก

 

                        เพราะแบบที่ดี ก็เลยทำให้ผลออกมาดีตรงนี้เอง การเกิดของสัตว์โลก  สิ่งที่จำเป็นก็ต้องมีแม่มีพ่อ มีการเพศสัมพันธ์ แล้วก็มีปฏิสนธิวิญญาณ ปฏิสนธิวิญญาณนั้น  ถ้าจะอุปมาแล้วก็เป็นเพียง ก้อนดินก้อนหนึ่ง   ถ้าได้พ่อแม่ที่มีรูปร่างเป็นวัวเป็นควาย แบบมันก็ออกมาเป็นวัวเป็นควาย  ถ้าพ่อแม่เป็นคนก็ได้แบบคน ลูกก็เลยเป็นคน เพราะฉะนั้นพ่อของเด็กคนนี้มีพระคุณตรงที่ อุตส่าห์ให้ยืมแบบเป็นคน ยังดีกว่าได้แบบเป็นวัวเป็นควาย พ่อของเด็กคนนี้มีพระคุณไหม ? มีไปกราบเถอะ มันก็มาอย่างนี้ แบบที่เป็นคนดีอย่างไร ? อย่างน้อยที่สุด ก็ได้ โครงสร้างความเป็นคน ซึ่งสามารถใช้ทำความดีได้อีกเยอะเลย

 

                   สมมุติว่าโดยสติปัญญาอย่างพวกเรานี้ ถึงแม้อย่าว่าแต่เป็นรูปสัตว์ไปทั้งหมดเลย แค่ตัวเป็นคน หัวเป็นช้าง เท่านั้นเอง ยังทำอะไรไม่ได้เลย หรือถ้าหัวเป็นคน แล้วตัว เป็นช้างยิ่งหนักข้อเข้าไปอีก  เพราะฉะนั้น ท่านให้ยืมแบบเจ๋งๆ ให้เราได้มาเป็นคนนั้น เราก็ไปกราบท่านเถอะ  เลี้ยงหรือไม่ก็ช่างท่านเถอะ จะตั้งใจให้เกิดหรือไม่ก็ไม่ว่ากัน เพราะอุตส่าห์ได้เกิดมาแล้ว ก็กราบขอบพระคุณครับ แต่ว่าพระคุณของพ่อแม่ที่มีให้เด็กนั้นก็มีไปตาม ส่วนตั้งแต่ให้ยืมแบบเป็นคน ให้การศึกษาอีกขั้นหนึ่งอีก จบการศึกษาแล้วออกทุนให้ด้วยไปตั้งเนื้อตั้งตัวมันก็อีกขั้น หนึ่งเพราะฉะนั้น พระคุณของพ่อแม่แต่ละท่านไม่เท่ากันหรอก แล้วก็แยกออกมาเป็นขั้นเป็นตอนให้ดี แต่ว่าในฐานะที่เราเป็นชาวพุทธ ศึกษาธรรมะมา ถึงตรงจุดนี้แล้ว  ก็ขอฝากเอาไว้ด้วย  เพราะว่าบางทีถ้าไม่ ระมัดระวังตรงนี้ก็อาจจะพลาดได้

 

                      ระวังตรงนี้  คือคำว่า พระคุณ กับความกตัญญูอย่าเอาสองคำนี้ไปปนกัน  ใครมีพระคุณกับเราๆ ก็รู้  แล้วก็หาโอกาสตอบแทนคุณไป  แต่คนที่มีพระคุณกับเรานั้น ไม่แน่ว่าจะเป็นคนดี เรื่องนี้ต้องระวัง ! ยกตัวอย่าง ถ้าสมมติว่าพ่อเราเป็นโจรเราก็รู้ เราจะทำอย่างไร ? หรือว่าเมื่อพ่อเป็นโจรไปปล้นแล้ว เราก็เตรียมลูกระเบิดไปให้พ่อสักชุดหนึ่ง ถามว่าทำอย่างนี้ ถูกหรือผิด ? ผิด แต่ถึงแม้ว่าเรามีความกตัญญูจริง แต่เราไม่ไปยกย่องโจร อันนี้ผิดเลย เพราะฉะนั้นสองข้อนี้ต้องระวังอย่าไปปนกัน เพราะฉะนั้น บางคนที่เขามีพระคุณกับเรา แต่เขาเป็นคนพาล เราได้แต่กตัญญูกตเวที แต่เราไม่สามารถไป บูชากราบไหว้ได้ ถ้าสมมติว่าพ่อของเราเป็นโจรหากห้ามแกไม่ได้ จะให้ไปปล้นกับแก เราก็ไม่เอา ถ้าตำรวจเขาจับ ขึ้นศาลติดคุก ก็เรื่องของแก ไม่ใช่ว่าเราไปวิ่งเต้นที่โน่นที่นี่ ไม่ได้พ่อทำผิดต้องติดคุก ก็ต้องติด แล้วเราก็ส่งข้าวให้ แกด้วยแล้วกัน นี่คือกตัญญูของเรา ไม่ใช่วิ่งเต้นจนกระทั่ง พ่อหลุดออกมาได้แล้ว  แกก็มาปล้นจี้ก่อกรรมทำเข็ญต่อ นั่นก็ไม่ถูก   แยกให้ออกระหว่างความกตัญญูกับการบูชา สองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน

 

                    ถ้าอย่าง ๓ ต้องแยกให้ออก ระหว่าง กตัญญูกตเวที คือ ความรู้คุณ และการตอบแทนคุณ ห้ามไปปนกับการบูชายกย่อง นั้นทำได้สองเลย บูชาด้วย กราบเช้ากราบเย็นเลย แล้วก็ เลี้ยงดูท่านไปให้เต็มที่ สองอย่างนี้ทำได้ ก็ขอฝากไว้เป็นข้อคิดไว้ด้วย เพื่อต่อไปในภายภาค หน้าหากจะไปเจอผู้มีพระคุณกับเราแล้ว  จะมาขอให้เราใช้ อิทธพิลหรือตำแหน่งหน้าที่ในทางที่ผิด  เราก็ต้องแยกให้ออก ระหว่างกตัญญูกตเวที คือ ความรู้คุณ และการตอบแทนคุณ ห้ามไปปนกับการบูชายกย่อง ถ้าไปยกย่องโจร เดี๋ยวมันจะเดือดร้อนทั้งแผ่นดิน  อย่าว่าแต่เป็นคนอื่นที่มามีหนี้ บุญคุณกับเราเลย ขนาดพ่อเรายังยอมไม่ได้เลย ก็ขอฝากไว้ เป็นข้อคิด เพราะในชีวิตหน้าที่การงานของคนเรานั้น บางครั้งก็ต้องอาศัยไหว้วานคนอื่นเขา  เพื่อให้ความช่วยเหลือ เรามา แต่ว่าวันหลังเขากลายมาเป็นโจรเสียเอง  เราก็ต้องแยกให้ออก  ไม่อย่างนั้นเราจะติดร่างแหไปด้วย

 

จากหนังสือ สัมมาทิฏฐิ รากฐานการพัฒนาชีวิต

                                                                                   โดยคุณครูไม่เล็ก
 

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.012732366720835 Mins