ปฐมเหตุบัญญัติเสนาสนวัตร

วันที่ 04 มิย. พ.ศ.2563

ปฐมเหตุบัญญัติเสนาสนวัตร

                [๔๓๐] ครั้งพุทธกาลมีเหตุการณ์อันเป็นเหตุให้พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติ

               เสนาสนวัตร  วัตรที่ว่าด้วยข้อปฎิบัติเกี่ยวกับ 
๑.การทำความสะอาดที่อยู่อาศัย
๒.การจัดระเบียบวัตถุอุปกรณ์ สิ่งของเครื่องใช้ เเละ
๓.ข้อปฎิบัติในการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข  


                ดังเรื่องราวต่อไปนี้

                สมัยหนึ่ง พระภิกษุจำนวนมากต่างมาช่วยกันทำกิจกรรม เกี่ยวกับจีวร เช่น การตัด การเย็บ การย้อม การซัก การตาก การทำวิกัป การทำพินทุ เป็นต้น เพราะสมัยนั้นยังไม่มีพระบรมพุทธานุญาตให้พระภิกษุรับคฤหบดีจีวรได้  ทรงอนุญาตเเต่บังสุกุลจีวร พระภิกษุจึงต้องหาผ้าบังสุกุลจีวรเอง คือ ผ้าห่อศพจากป่าช้าบ้าง หรือผ้าที่ทิ้งเเล้วไม่มีเจ้าของตามป่า  ตามกองขยะบ้าง  เมื่อได้ผ้าบังสุกุลมา  เเล้วก็นำมา ซัก ตาก ทำความสะอาด ตัด เย็บ ย้อม ฯลฯ จนกว่าจะเป็นผ้าไตรจีวร การกระทำดังกล่าวเรียกว่าการทำจีวรกรรม ซึ่งไม่สามารถทำสำเร็จได้โดยพระรูปเดียว ด้วยเหตุนี้เมื่อมีการทำจีวรกรรม พระภิกษุทั้งวัดจึงพร้อมเพรียงมาช่วยกัน

 

                  ขณะที่กำลังทำจีวรกรรมกันกลางแจ้งนั้น พระฉัพพัคคีย์ท่านก็ช่วยกันทำความสะอาดวัตถุ อุปกรณ์ สิ่งของเครื่องใช้และที่อยู่อาศัยโดยไม่สำรวมระวัง ที่สำคัญไม่ได้สังเกตทิศทางลมว่าพวกตนอยู่เหนือลม ทำให้ธุลีสกปรกจากการทำความสะอาด เช่น ฝุ่นละออง เศษใบไม้ ใบหญ้า ฝุ่นดิน เป็นต้น ลอยตลบ ปลิวฟุ้งกระจาย กลบเหล่าพระภิกษุจำนวนมากที่กำลังทำจีวรกรรมในที่กลางแจ้ง ท่านเหล่านั้นถูกฝุ่นธุลีกลบ ก็สกปรกมอมแมม หายใจไม่ออกบ้าง หายใจสูดเอาฝุ่นผงละอองบ้าง ผ้าจีวรที่กำลังทำ ก็พลอยสกปรกด้วยฝุ่นละออง ธุลีดิน เศษใบไม้ ใบหญ้า


                  บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย รักสันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ใคร่ต่อสิกขาบท คือ เป็นผู้รักการฝึกฝนตน และได้ฝึกตนมาดีตามพระธรรมวินัย เพราะ ๑) ตั้งใจฝึกหัดขัดเกลาตนเองมาอย่างดี
ตามพุทธบัญญัติ ๒) มีสติสัมปชัญญะแก่กล้าพอจะเตือนตนเองให้เลือกพูด เลือกทำแต่สิ่งที่เป็นกุศลเหมาะแก่ความเป็นสมณะของตน


                  ท่านได้พิจารณาคุณโทษการกระทำดังกล่าวด้วยกุศลจิต  จึงกล่าวเตือนและชี้โทษแก่เหล่าพระฉัพพัคคีย์เหล่านั้นด้วยเมตตาจิต เปี่ยมด้วยความปรารถนาดี รวมทั้งโพนทะนา คือ บอกแก่หมู่สงฆ์ที่อยู่ร่วมวัดให้ทราบเรื่องราวทั่วกัน  เพื่อร่วมกันพิจารณาแก้ไขต่อไป  ซึ่งมิใช่การจับผิดแต่ด้วยเมตตาต่อหมู่คณะ เพราะยังไม่มีพุทธบัญญัติ  เกี่ยวกับการทำความสะอาดเสนาสนะที่วางไว้เป็นแบบแผนความประพฤติทั่วทั้งสังฆมณฑล เพื่อความอยู่สุขของพระภิกษุแต่ละรูป  และเพื่อความอยู่สุขร่วมกันของหมู่สงฆ์ทั้งชมพูทวีปในยุคนั้น และในอนาคตด้วย เหล่าภิกษุจึงได้นำเรื่องนี้กราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า


                 พระผู้มีพระภาค ... ทรงสอบถามว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าภิกษุฉัพพัคคีย์เคาะเสนาสนะบนที่สูงเหนือลมภิกษุทั้งหลายถูกธุลีกลบ จริงหรือ?


                  ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”


                  พระผู้มีพระภาค... ทรงทำธรรมีกถา คือ ชี้โทษการไม่สำรวมระวังการทำความสะอาดเสนาสนะ แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า


                 “ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแลเราจักบัญญัติเสนาสนวัตรแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยประการที่ภิกษุทั้งหลาย พึงประพฤติเรียบร้อยในเสนาสนะ ฯ”

 


ข้อบัญญัติเสนาสนวัตร

                  [๔๓๑] ภิกษุอยู่ในวิหารใด วิหารคือที่อยู่ของพระสงฆ์ ถ้าวิหารนั้นรก ถ้าอุตสาหะอยู่ พึงชำระ เมื่อจะชำระวิหาร

                  พึง ขนบาตร จีวร ออกไปวางไว้ที่ควรแห่งหนึ่งก่อน

                  พึง ขนผ้าปูนั่ง ผ้าปูนอน ออกวางไว้ที่ควรแห่งหนึ่ง

                  พึง ขนฟูกคือที่นอนยัดด้วยนุ่นหรือสำลี หมอน ออกไปวางไว้ที่ควรแห่งหนึ่ง

                  เตียงคือที่สำหรับนอน มีขา ๔ ขาคล้ายโต๊ะ พึงยกต่ำๆ ขนออกไปให้ดี อย่าให้ครูดสี กระทบกระแทกบานและกรอบประตู แล้วตั้งไว้ที่ควรแห่งหนึ่ง

                  ตั่งคือที่สำหรับนั่ง ไม่มีพนัก อาจมีขาหรือไม่มีขาก็ได้ พึงยกต่ำๆ ขนออกไปให้ดี อย่าให้ครูดสี กระทบกระแทกบานและกรอบประตู แล้วตั้งไว้ที่ควรแห่งหนึ่ง

                  เขียงรองเท้าเตียง พึงขนออกไปวางไว้ที่ควรแห่งหนึ่ง

                  กระโถน พึง ขนออกไปวางไว้ที่ควรแห่งหนึ่ง

                  พนักอิง พึง ขนออกไปวางไว้ที่ควรแห่งหนึ่ง

                  เครื่องลาดพื้นคือเครื่องปูแผ่บนพื้น พึงกำหนดที่ปูไว้เดิม แล้วขนออกไปวางไว้ที่ควรแห่งหนึ่ง

                   ถ้าในวิหารมีหยากไย่ พึง กวาดแต่เพดานลงมาก่อน

                   พึง เช็ดกรอบหน้าต่าง ประตูและมุมห้อง

                   ถ้าฝาคือผนังหรือเครื่องแบ่งห้องของอาคารบ้านเรือนทาน้ำมัน ขึ้นรา พึง เอาผ้าชุบน้ำบิดแล้วเช็ด

                  ถ้าพื้นทาสีดำขึ้นรา พึง เอาผ้าชุบน้ำบิดแล้วเช็ด

           

                  ถ้าพื้นเป็นดินไม่ได้ทำเครื่องลาด พึงเอาน้ำพรมแล้วกวาด  ด้วยคิดว่าอย่าให้ฝุ่นกลบวิหารคือไม่ให้พื้นของที่อยู่อาศัยปกคลุมด้วยฝุ่น

 

                  พึง กวาดหยากเยื่อไปทิ้งเสีย ณ ที่ควรแห่งหนึ่ง

 

                  ไม่พึง เคาะเสนาสนะคือใช้มือทุบตีหรือใช้ไม้ตีที่นอนที่นั่งให้ฝุ่นละอองออก ในที่ใกล้ภิกษุ

 

                  ไม่พึง เคาะเสนาสนะ ในที่ใกล้วิหาร

 

                 ไม่พึง เคาะเสนาสนะ ในที่ใกล้น้ำฉัน

 

                  ไม่พึง เคาะเสนาสนะ ในที่ใกล้น้ำใช้

 

                  ไม่พึง เคาะเสนาสนะ บนที่สูงเหนือลม

 

                  พึง เคาะเสนาสนะ ในที่ใต้ลม

 

                   เครื่องลาดพื้นคือเครื่องปูแผ่บนพื้น พึง ผึ่งแดดในที่ควรแห่งหนึ่ง ชำระคือชะล้าง เคาะคือใช้มือทุบตีหรือใช้ไม้ตี ปัด แล้วขนกลับไปปูไว้ตามเดิม

 

                   เขียงรอง พึง ฝั่งแดดไว้ในที่ควรแห่งหนึ่ง เช็ดแล้วขนกลับ ตั้งไว้ตามเดิม

 

                  เตียงคือที่สำหรับนอน มีขา ๔ ขาคล้ายโต๊ะ ตั่งคือที่สำหรับนั่ง ไม่มีพนัก อาจมีขาหรือไม่มีขาก็ได้ พึง ผึ่งแดดไว้ที่ควรแห่งหนึ่ง  ขัดสี เคาะ ยกต่ำๆ ทำให้ดีอย่าให้ครูดสี กระทบกระแทกบานและกรอบประตู ขนกลับ ตั้งไว้ตามเดิม

 

                   ฟูกคือที่นอนยัดด้วยนุ่นหรือสำลี และหมอน พึง ตากไว้ที่ควรแห่งหนึ่ง เคาะ ปัดให้สะอาดแล้วขนกลับ ตั้งไว้ตามเดิม

 

                  ผ้าปูนั่งและผ้าปูนอน พึง ตากไว้ที่ควรแห่งหนึ่ง สลัดให้สะอาดแล้วขนไปปูไว้ตามเดิม

 

                   กระโถน พนักอิง พึงตากไว้ที่ควรแห่งหนึ่ง เช็ดแล้วขนไปตั้งไว้ตามเดิม

 

                 พึงเก็บบาตรจีวร เมื่อเก็บบาตรพึงเอามือข้างหนึ่งจับบาตรมืออีกข้างหนึ่งลูบคลำใต้เตียงหรือใต้ตั่งแล้วเก็บบาตร แต่อย่าเก็บบาตรบนพื้นที่ปราศจากเครื่องรอง

 

                  เมื่อจะเก็บจีวร พึงเอามือข้างหนึ่งถือจีวร มืออีกข้างหนึ่งลูบราวจีวร หรือสายระเดียงคือเส้นเชือกยาวๆ สำหรับทำเป็นราวตากสบงจีวร พึงทำชายไว้ข้างนอก ขนดไว้ข้างใน

 

                  ถ้ามีลมเจือด้วยผงคลีคือ ฝุ่นละเอียด ละออง พัดมาทางทิศตะวันออก จึงปิดหน้าต่างด้านตะวันออก

 

                  ถ้ามีลมเจือด้วยผงคลีคือ ฝุ่นละเอียด ละออง พัดมาทางทิศตะวันตก พึงปิดหน้าต่างด้านตะวันตก

 

                  ถ้ามีลมเจือด้วยผงคลีคือ ฝุ่นละเอียด ละออง พัดมาทางทิศเหนือ พึงปิดหน้าต่างด้านเหนือ

 

                  ถ้ามีลมเจือด้วยผงคลีคือ ฝุ่นละเอียด ละออง พัดมาทางทิศใต้ พึงปิดหน้าต่างด้านใต้

 

                  ถ้าฤดูหนาว กลางวันพึงเปิดหน้าต่าง กลางคืนพึงปิด

 

                  ถ้าฤดูร้อน กลางวันพึงปิดหน้าต่าง กลางคืนจึงเปิด

 

                  ถ้าบริเวณซุ้มน้ำ โรงฉัน โรงไฟคือโรงต้มน้ำ วัจจกุฎีคือส้วม รก พึงปัดกวาดเสีย

 

                  ถ้าน้ำฉัน น้ำใช้ไม่มี พึงหามาจัดตั้งไว้

 

                 ถ้าน้ำในหม้อชำระไม่มี พึงตักน้ำมาใส่ในหม้อชำระ

 

                ถ้าอยู่ในวิหารหลังเดียวกับภิกษุผู้แก่กว่า ยังไม่อาปุจฉา ภิกษุผู้แก่กว่า ไม่พึงให้อุเทศ ไม่พึงให้ปริปุจฉา ไม่พึงทำการสาธยาย  ไม่พึงแสดงธรรม ไม่พึงตามประทีป ไม่พึงเปิดหน้าต่าง ไม่พึงปิดหน้าต่าง ถ้าเดินจงกรมในที่จงกรมเดียวกับภิกษุผู้แก่กว่า พึงเดินคล้อยตามภิกษุผู้แก่กว่า และไม่พึงกระทบกระทั่งภิกษุผู้แก่กว่าด้วยชายผ้าสังฆาฏิ

 

                 ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แล เป็นเสนาสนวัตรของภิกษุทั้งหลาย  ซึ่งภิกษุทั้งหลายพึงประพฤติเรียบร้อยในเสนาสนะนั้น ฯ

 

ที่มา พระวินัยปิฎก จุลวรรค ทุติยภาค "วัตตขันธกะ เสนาสนวัตร"
 

จากหนังสือ กวาดวัด กวาดใจ ไปนิพพาน  "เสนาสนวัตร"

โดย คุณครูไม่เล็ก

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.046051549911499 Mins