
อุบาสก ผศ.ดร.วีระ สุภะ
รองผู้อำนวยการสำนักสื่อดีเอ็มซี วัดพระธรรมกาย
การเข้าถึงพระธรรมกาย
คือ ภารกิจสำคัญของชีวิต

อุบาสกวีระ สุภะ หรืออาจารย์ตั้ม เข้าวัดตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๕๒๖ ตอนนั้นอายุ ๑๖ ปีวันนั้นเป็นวันอาทิตย์ และเป็นวันหลังวันมาฆบูชา ๑ วัน เพราะเข้าใจว่าถ้าจะมาวัดพระธรรมกายต้องมาวันอาทิตย์ เห็นโคมตั้งไว้รอบโบสถ์เต็มไปหมด มีพี่ ๆ ให้การต้อนรับอย่างดี รู้สึกอบอุ่นมาก ๆ จึงตั้งใจที่จะมาวัดให้ได้ทุกวันอาทิตย์ จนเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยก็มาเป็นอาสาสมัครช่วยงานแผนกเหรัญญิก หลังจากเป็นคุณครูสอนมหาวิทยาลัยมาหลายปี จึงตัดสินใจมาช่วยงานหลวงพ่อ
ครั้งหนึ่งหลวงพ่อธัมมชโยเคยดำรงตำแหน่งตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักประชาสัมพันธ์ท่านก็เรียกเราไปแล้วบอกว่าเราเรียนมาก็มาอยู่ช่วยงานใกล้ ๆ หลวงพ่อ
ช่วงแรกหลวงพ่อฝึกให้อ่าน “ข่าวรับอรุณ” ต้องหาข่าวในองค์กร มาอ่านช่วงเวลาที่พระฉัน ๐๗.๐๐-๐๗.๓๐ น. แล้วนำเทปคาสเซ็ทที่บันทึกไว้ไปถวายหลวงพ่อที่อาคารภาวนาฯท่านจะฟังทุกวันว่าวันนี้มีข่าวอะไรบ้าง เป็นผลงานชิ้นโบว์แดงที่รู้สึกประทับใจและปลื้มใจมาก จากตอนแรกที่ท่านฝึก และเคยถามเราว่า “ทำไมลูกพูดไม่เต็มปาก ทำไมเหมือนอมอะไรอยู่” ท่านพยายามฝึกเราจนก้าวข้ามจุดนี้ไปได้ เราก็ฝึกมาจนพอได้ จนมีหลายคนชมว่าเสียงดี เป็นพิธีกรได้เก่ง
การปฏิบัติธรรม เป้าหมายชีวิต
สิ่งที่สังเกตมาตั้งแต่เข้าวัดปี พ.ศ. ๒๕๒๖ จนถึงปัจจุบัน คือหลวงพ่อธัมมชโยท่านจะให้ความสำคัญกับการปฏิบัติธรรม หรือการเข้าถึงพระธรรมกายมาก ๆ เพราะไม่ว่าจะผ่านไปกี่สิบปีก็ตาม ท่านยังคงอดทนสอนลูก ๆ จะเห็นว่า ธรรมะที่ท่านสอน เราฟังกี่ครั้ง กี่เรื่อง แม้เรื่องเดิมก็เหมือนเรื่องใหม่เสมอ และสาระสำคัญที่ท่านจะเน้นย้ำมาตลอด คือ ลูก ๆ ต้องเข้าถึงพระธรรมกาย เพราะนี่คือภารกิจสำคัญของชีวิตเรา
ใครก็ตามที่เข้ามาอยู่ในวงบุญของท่านแล้ว ท่านไม่เคยปล่อย ท่านรู้สึกว่านี่คือลูกของท่านท่านจะพยายามทำอย่างไรก็ได้ให้ลูก ๆ ไปรอด เปรียบเหมือนเราอยู่กลางแม่น้ำ ถึงแม้หลวงพ่อจะไม่มีอุปกรณ์อะไรมาดึงเราไป แต่ท่านจะสอนว่า “ให้วักน้ำแบบนี้ ว่ายแบบนี้ แล้วเราจะไปถึงฝั่งด้วยกัน” ทุกครั้งที่หลวงพ่อให้ธรรมะเรื่องใดก็ตาม จะต้องจบด้วยการปฏิบัติธรรม และการเอาตัวรอดในการจะข้ามวัฏสงสารนี้ไป เราจะเห็นว่าทุก ๆ กิจกรรมของวัดพระธรรมกาย ไม่ว่าจะก่อนเริ่ม ขณะ และหลัง จะต้องเริ่มต้นและจบลงด้วยการปฏิบัติธรรม
นอกจากได้ถวายงานรับใช้หลวงพ่อธัมมชโยแล้ว ก็มีโอกาสใกล้ชิดหลวงพ่อทัตตชีโวจึงได้เห็นกิจวัตรของท่าน ท่านรักการปฏิบัติธรรมมาก ภาพจำของหลวงพ่อทัตตชีโว คือท่านจะนั่งเขียนหนังสือ หรือสอนธรรมะ สอนพระไตรปิฎก ท่านไม่ได้อ่านพระไตรปิฎกแค่ ๑๐-๒๐ ครั้ง หรือ ๑๐๐ ครั้ง ท่านอ่านแล้วอ่านอีก ตั้งแต่เด็กจนถึงตอนนี้ท่านอายุ ๘๐ กว่าปีแล้ว

ท่านก็ยังอ่านพระไตรปิฎกอยู่ จนพระไตรปิฎกสัมผัสกับมือท่านจนช้ำ ท่านบอกว่าได้ข้อคิดใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นจากการอ่านพระไตรปิฎกอยู่เสมอ
อัธยาศัยของหลวงพ่อทัตตชีโว คือท่านรู้แล้วท่านอยากให้ลูก ๆ รู้ด้วย ท่านไม่อยากให้ลูกหลานหรือทุกคนเหมือน “ใกล้เกลือกินด่าง” หรือ “ทัพพีไม่รู้รสแกง” หลวงพ่อยังตั้งใจนั่งสมาธิ บริหารเวลาในการปฏิบัติธรรมอย่างสม่ำเสมอ เช่น ทุกเช้าเวลาตี 4 ตี ๕ ท่านจะตื่นมานั่งสมาธิ ยิ่งช่วงไหนอากาศดี ๆบรรยากาศเงียบสงบท่านจะนั่งยาว หรือช่วงนี้เราจะเห็นหลวงพ่อทัตตชีโวมานั่งสมาธิที่ห้องเทวสภาทุกวัน
เชื่อมใจ... เชื่อมบุญด้วยศูนย์กลางกาย
ทุกคนที่เรียกหลวงพ่อว่า “หลวงพ่อ” และหลวงพ่อเรียกเราว่า “ลูก ๆ” ทุกคนอยู่ในใจท่านเสมอ เพราะใจหลวงพ่อกว้างใหญ่ไพศาล และทุกอย่างที่หลวงพ่อทำก็เพื่อลูก ๆ ท่านเองไม่ได้อยู่ที่พักที่สวยหรู ท่านอยู่แบบสมถะเรียบง่าย แต่สิ่งที่พวกเราได้จากท่าน คือสถานที่ปฏิบัติธรรมดี ๆอากาศดี ๆ สัปปายะทุกอย่าง หลวงพ่อตั้งใจมอบให้ลูก ๆ ทุกคน อยากให้ลูก ๆ ภูมิใจและปลื้มใจในสิ่งที่หลวงพ่อมอบให้
เพราะฉะนั้นพี่ ๆ น้อง ๆ หรือทุกท่านที่เพิ่งเข้ามา ถึงแม้ว่าเรายังไม่มีโอกาสได้เจอหลวงพ่อเราสามารถไปทบทวนดูตามสื่อต่าง ๆ ทบทวนสิ่งที่ท่านสอน ให้เราดูนาน ๆ ดูบ่อย ๆ เราจะมีความรู้สึกว่าเราใกล้ชิดท่าน ยิ่งคนที่ปฏิบัติธรรมได้ละเอียดมากเท่าไร จะบอกว่า คุณคือคนที่เข้าใกล้หลวงพ่อมากที่สุดแล้ว ถ้าเราอยากใกล้หลวงพ่อ ไม่ต้องเอาตัวเป็น ๆ มาเจอ เข้าถึงธรรมะเมื่อไรนั่นละคือหนทางสายเดียว ที่เราจะเชื่อมใจเชื่อมบุญกับหลวงพ่ออย่างสนิทได้เพราะว่าทุกอย่างเชื่อมได้ด้วยศูนย์กลางกาย


อุบาสกสันติ รุ่งสุขพลากร
• ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาเยาวชนโลก วัดพระธรรมกาย
• ประธานชมรมพุทธศาสตร์สากล - หัวหน้าอาศรมอุบาสก
สนุกสนานกับการสร้างบารมี

จุดเริ่มต้นของเส้นทางการสร้างบารมี เริ่มจากช่วงที่เราเป็นวัยรุ่น แล้วเรามาเป็นนักศึกษาตอนนั้นกำลังสนใจอยากนั่งสมาธิ แล้วก็ทดลองนั่งด้วยตัวเองก่อน และแสวงหาครูบาอาจารย์จนมาเจอพี่ชมรมพุทธแนะนำให้มาที่วัดพระธรรมกาย จึงได้มาวัดพระธรรมกายเป็นครั้งแรก ตรงกับอาทิตย์ต้นเดือนกันยายน ปี พ.ศ. ๒๕๓๔
ความประทับใจแรกคือ สภาหลังคาจากที่มีผู้คนเต็มศาลา มีวัยรุ่น วัยหนุ่มวัยสาวอย่างเราเยอะแยะเลย ไม่ใช่มีแต่ผู้เฒ่าผู้แก่ ได้นั่งสมาธิตามเสียงหลวงพ่อที่ท่านลงสอนด้วยตัวเองซึ่งเราสามารถปฏิบัติตามได้ง่ายๆ มีระบบระเบียบต่าง ๆ ได้ฟังหลวงพ่อทัตตชีโวเทศน์เรื่องของมงคลชีวิต เป็นอะไรที่เราเข้าใจโดยหลักวิทยาศาสตร์ ท่านอธิบายเป็นลำดับได้ดี ซึ่งเป็นภาษาของนิสิตนักศึกษา รู้สึกว่าเราเข้าใจง่าย
แรงบันดาลใจ
การตัดสินใจเข้าวัดสร้างบารมี
จุดที่ทำให้ตัดสินใจมาสร้างบารมีได้คือ เมื่ออยู่ชมรมพุทธ ได้มีโอกาสมาทำกิจกรรมกับพี่ชมรมพุทธ มาสวดมนต์ นั่งสมาธิ แล้วก็มาเจอเพื่อน ๆ ในมหาวิทยาลัย มาเข้าค่ายปิดเทอมด้วยกันทำให้เรารู้สึกว่า ที่นี่เป็นสังคมที่ดี ถ้าเราอยู่มหาวิทยาลัยก็คงจะเหมือนกับวัยรุ่นทั่วไป คือ เรียน เที่ยวสนุกสนาน ถ้ายิ่งสังคมเด็กวิศวะอย่างพวกผมก็จะมีพวกอบายมุข พอได้มาเจอสังคมอย่างนี้...อืม!ก็ดีนะ
จนกระทั่ง เข้าอบรมธรรมทายาท ได้เจอเพื่อนนิสิตนักศึกษาต่างมหาวิทยาลัย ประมาณ ๕๐๐กว่าคน ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนอย่างเรามาบวชกันมากมายขนาดนี้ ตอนนั้นได้เรียนรู้หลักธรรมในพระพุทธศาสนา ได้รู้ว่า สมาธิจริง ๆ คืออะไร เป็นอย่างไร และได้ลองปฏิบัติได้อย่างถูกต้องถูกวิธี เพราะที่ผ่านมาปฏิบัติไม่เป็น ผิดบ้าง ถูกบ้าง จึงทำให้มั่นใจเลยว่า ธรรมะของพระพุทธองค์เป็นสิ่งที่สามารถปฏิบัติ แล้วก็เข้าถึงได้ เห็นผลได้ และไม่ใช่เฉพาะตัวเราอย่างเดียว เพื่อน ๆที่มาด้วยกัน เขาก็ปฏิบัติได้ดีเช่นเดียวกัน แสดงให้เห็นว่า ธรรมะเป็นสิ่งที่ไม่ได้ไกลเกินเอื้อม
จากจุดตั้งต้นตอนนั้น ทำให้เราใช้ชีวิตอย่างมีเป้าหมาย ตามสโลแกนที่ว่า “เราเกิดมาสร้างบารมี” และ “ธรรมกายคือเป้าหมายของชีวิต” เมื่อจบโครงการอบรมธรรมทายาท กลับมาเรียนมหาวิทยาลัย คราวนี้เรียนด้วย สร้างบารมีด้วย ชวนเพื่อน ๆ นิสิตนักศึกษาด้วย อยากให้เขามาเจอ เหมือนที่เราเจอ ชวนมาทำทาน รักษาศีล สวดมนต์ นั่งสมาธิ แล้วก็มาเข้าวัด มาบวช มาอบรมธรรมทายาท ในตอนนั้นทำงานอยู่กับชมรมพุทธ เราก็ทำหน้าที่เผยแผ่ รู้สึกสนุกสนานในการสร้างบารมี
หลวงพ่อผู้นำการสร้างบารมี
ได้เห็นภาพที่หลวงพ่อท่านเป็นผู้นำในการสร้างบารมีมาโดยตลอด ตั้งแต่มาเป็นประธานสงฆ์นำนั่งสมาธิในวันอาทิตย์ที่หลังคาจาก หรือในช่วงที่วัดต้องเจอกับวิกฤตการณ์ต่าง ๆ เช่น ปี พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่วัดเจอข่าวที่ไม่ดี ในส่วนงานของชมรมพุทธจัดสอบทางก้าวหน้า ช่วงนั้นเราก็ทำงาน ลำบาก เพราะถูกมองว่า หนังสือมงคลชีวิตมีข้อผิดเพี้ยน มีการขอตรวจสอบหนังสือก่อน จึงทำให้เข้าถึงโรงเรียนได้ยาก แต่หลวงพ่อท่านก็ยังเป็นขวัญและกำลังใจ ให้ขยายงานทางก้าวหน้าจากหลักหมื่นเป็นหลักแสน และจากหลักแสนให้เป็นหลักล้าน ซึ่งก็ยิ่งประทับใจเลยว่า ท่านให้เป้าหมาย ให้ยอด ส่วนวิธีการให้ลูก ๆ คิด โดยท่านพร้อมสนับสนุนทุกอย่าง ท่านเป็นผู้นำในการสร้างบารมีอย่างแท้จริง เราจะหาบุคคลใดที่จะเป็นผู้นำอย่างท่าน เรียกว่ายาก และในเรื่องของการปฏิบัติธรรม หลวงพ่อท่านพัฒนาวิธีการที่จะทำให้ลูก ๆ เข้าถึงธรรม ท่านจะคอยหาวิธีการต่าง ๆ มาช่วยเราให้มากขึ้น เช่น หลักการนั่งสมาธิจากแต่ก่อนที่จะภาวนาสัมมา อะระหังตอนหลังปรับเป็น สติ สบาย สม่ำเสมอ หรือ มีการสร้างทีมติวเตอร์ เพื่อเป็นพี่เลี้ยง ที่จะช่วยตอบคำถาม ข้อสงสัย หรือแนะนำวิธีการการก้าวข้ามอุปสรรคจากประสบการณ์การนั่งสมาธิไปให้ได้
อีกท่านหนึ่ง ที่ได้ใกล้ชิดคือ หลวงพ่อทัตตชีโว ในช่วงขยายงานโครงการสอบตอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า ช่วงนั้นขยายการจัดสอบไปถึงรอบครู คือ ให้คุณครูมีโอกาสมาสอบตอบปัญหาทางก้าวหน้าด้วยเช่นกัน ตอนนั้นหลวงพ่อท่านให้จัดสอบรอบครู แบบเป็นทีม เราเคยเอาครูมาร่วมประมาณ ๓๐,000 คน สิ่งที่เห็นคือ หลวงพ่อทัตตชีโวท่านเตรียมการสอนอย่างดีเลย แล้วก็สอนละเอียด เทศน์ทีหนึ่ง ๒-๓ รอบ แต่ละรอบ ท่านเทศน์ ๑๓.๓๐-๑๘.๓๐ น. หลายชั่วโมงติดต่อกัน ท่านทุ่มเทการสอนอย่างเต็มที่ สิ่งที่สำคัญคือ ท่านมองว่าถ้าแม่พิมพ์ของชาติได้มีความรู้ได้ปฏิบัติ มีศีล มีธรรมเกิดขึ้นในตัวครูบาอาจารย์ ก็จะไปเป็นต้นบุญต้นแบบให้กับลูกศิษย์ได้อีก ท่านเคยบอกไว้ว่า ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะส่งผลหรือจะมีฤทธิ์ เด็กนักเรียนหรือครูบาอาจารย์ต้องได้เอาไปปฏิบัติในวิถีชีวิต จนเป็นนิสัย ถึงจะมีฤทธิ์
หลวงพ่อทั้งสอง ท่านเป็นต้นบุญต้นแบบ เป็นตัวอย่างให้เราดูว่า นักสร้างบารมีจะต้องทำตัวอย่างไร ฝึกตัวเองและเป็นกัลยาณมิตรให้กับผู้อื่นด้วยอย่างไร เทศน์ สั่งสอน สิ่งที่ท่านบอกกับทีมงานในวันนี้คือ พวกเราเองที่มาสร้างบารมีในวัดกับหลวงพ่อ ถือว่า กินข้าวกินน้ำของญาติโยม เราจะต้องตอบแทนญาติโยมกลับไป ซึ่งจะว่าไปแล้ว อุบาสก อุบาสิกา ก็เป็นนักบวชประเภทหนึ่ง เราจึงต้องเป็นครูสอนศีลธรรมให้ได้ อันนี้เป็นจุดที่ทำให้ทีมงานต้องฝึกฝนตัวเองโดยดูท่านเป็นตัวอย่าง แล้วไปเป็นแสงสว่างให้กับครูบาอาจารย์ ให้กับน้อง ๆ นักเรียนรุ่นหลัง ๆ


กัลฯ ประยงค์ ปีกขาว (ป้ายงค์)
ชาวคลองสามยุคบุกเบิกสร้างวัด
พบวัดดี พระดี และคนดี

ป้ายงเป็นคนจังหวัดปทุมธานีโดยกำเนิด บ้านเอยู่คลองสาม เคยมีคำถามขึ้นมาในใจว่า “เราเกิดมาทำไม เกิดมาแล้วอยากได้อะไร” คำตอบขึ้นมาเลยว่า “เราอยากได้วัดดี” ป้าจะฝังใจว่าอยากจะได้วัดดี พระดี คนดี ๓ อย่างนี้มาตลอด
ประมาณ ปี พ.ศ. ๒๕๐๐ กว่า ๆ วัดพระธรรมกายเริ่มมาสร้าง ตอนนั้นยังเป็นทุ่งนาฟ้าโล่งไม่ค่อยมีอะไร ป้าเห็นทางทิศเหนือของมุมกำแพง ๑๙๖ ไร่ว่ามีคนกรุงเทพฯ แต่งตัวดี ๆ มาขุดดิน คนกรุงเทพฯ มาสร้างวัดให้ แล้วเอาข้าว เอาแตงโม มาแจก เราดีใจปีติใจจนอยู่ช่วยงาน
พอเสร็จงาน เขาพาป้ามากราบหลวงพ่อธัมมชโย ตอนนั้นเขานั่งหลับตากันหมด นั่งหลับตาทำไมก็ไม่รู้ เราไม่รู้เรื่องอะไรเลย เพราะตามเขามา พอกราบหลวงพ่อ บอกเลย “นี่ ครูบาอาจารย์ของเรา” พูดแล้วขนหัวลุกเลย ใช่เลยที่เราอยากเจอ แล้วเขาก็แจกหนังสือ “เดินไปสู่ความสุข” ใจบอกว่า “ใช่เลย” ความคิดข้างในเขาบอกว่า “เรายังไม่รู้อีกเยอะ” ในเมื่อยังไม่รู้ เราจะต้องรู้ให้ได้ว่า เขาทำอะไรกัน
ค่าสอนคุณยาย
วันหนึ่งได้ยินว่าคุณยายอาจารย์ฯ จะมาจากวัดปากน้ำฯ หลวงพ่อทัตตชีโวท่านเป็นห่วงกลัวพวกป้า ๆ จะเข้ากับคุณยายอาจารย์ฯ ไม่ได้ ป้าก็เอะใจว่า “ยายเป็นคนอย่างไร ทำไมเราจึงจะเข้ากับท่านไม่ได้”
เมื่อวันนั้นมาถึง คุณยายอาจารย์ฯ มาที่ “ศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม” ป้าตามไปดูคุณยายอาจารย์ฯ ทำไม้กวาดบริเวณบ้านเรือนไทยที่ป้าถวิลถวาย คุณยายจะใช้ไม้กวาดอันสั้นกวาดร่องน้ำ และอันยาวไว้กวาดถนน ป้าก็หัดทำและช่วยคุณยายอาจารย์ฯ ทำไม้กวาดไว้ใช้เองในวัด
ด้วยความที่ป้าเป็นชาวไร่ชาวนา จึงถนัดงานใช้แรงงาน ได้ช่วยคุณยายฟันต้นไม้ ถางต้นแก้ว เป็นเรื่องที่คุณยายอาจารย์ฯ หาคนอื่นทำได้ยาก แต่สำหรับป้าแล้วมีแค่อีโต้เล่มหนึ่ง จอบอันหนึ่ง ก็ช่วยจัดการงานแทนคุณยายอาจารย์ฯ ได้แล้วท่านสอนล้างห้องน้ำอย่างเป็นขั้นตอน ให้ทำความสะอาดจากบนลงล่าง จากด้านในออกสู่ด้านนอก และเริ่มจากส่วนที่เข้าถึงยากก่อน ท่านทำให้ดูก่อนแล้วป้าก็ทำตามได้หมด จนเป็นที่ไว้วางใจของคุณยายอาจารย์ฯ แม้แต่การใช้น้ำซักล้างผ้าขี้ริ้ว คุณยายอาจารย์ฯ ก็สอนว่า ต้องซักผ้าที่สกปรกน้อยกว่าก่อน ไล่ไปตามลำดับ จนน้ำดำ ไม่มีน้ำเหลือทิ้งเลย ใช้จนคุ้ม ตามคำสอนของคุณยายอาจารย์ฯที่ว่า “ใช้น้ำเป็น ไม่เป็นขี้ข้าน้ำ”
เรื่องการเปลี่ยนแปลงของวัด จากพื้นที่เล็ก ๆ ของศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม จนขยายออกมา ๒,๐๐๐ ไร่ ป้าเคยได้ยินคุณยายอาจารย์ฯ พูดเอาไว้แล้วว่าต่อไปพื้นที่วัดตรงนี้จะเต็ม ตรงนั้นก็จะเต็ม จะมีคนมารวมกันเป็นล้านคน ตอนนี้วัดสร้างทุกอย่างเสร็จแล้ว ป้ายงค์ขอให้ทุกคนมีอายุยืน ๆ ดูแลรักษาวัดเราให้อยู่เป็นพันปี จะมาทันอยู่ชาติไหนก็ขอให้อยู่สุด ๆ จนกว่าจะไปถึงที่สุดแห่งธรรม
