


3 ใจใสใจสบายในเมืองแห่งความแออัด

"คนเราส่วนใหญ่ต้องการความสะดวกสบายความเจริญก้าวหน้าและความร่ำรวย
จึงเป็นสาเหตุให้ผู้คนหลั่งไหลเข้าสู่เมืองใหญ่
โดยเฉพาะเมืองหลวงซึ่งเป็นศูนย์รวมของอาชีพการงานที่สร้างรายได้
กระแสของคนต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานในเมืองกรุงจึงมีมากขึ้นเรื่อย ๆ
พอผู้คนมารวมตัวกันมาก ๆ เข้าก็เกิดความแออัดขึ้นในเมืองใหญ่
เมื่อชีวิตดำเนินไปได้ด้วยเงิน และแหล่งเงินส่วนใหญ่มักจะอยู่ในเมือง
ทุกคนจึงมุ่งเข้าสู่เมืองความแออัดจึงเกิดขึ้น
และยังนำมาสู่ปัญหาของกินของใช้มีราคาแพงขึ้นอีกด้วย
ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นจะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้หรือไม่"

โอกาสที่ตกหล่นในเมืองใหญ่

เมืองใหญ่เป็นศูนย์กลางของสิ่งต่าง ๆ เช่น ศูนย์รวมของสถาบันการศึกษาที่มีคุณภาพ โรงพยาบาลใหญ่ ๆสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ และแหล่งท่องเที่ยว แหล่งความรู้ที่ทันสมัย เช่นพิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด และหอศิลป์ แม้แต่บริษัทห้างร้านต่าง ๆ สำนักงานใหญ่ก็ตั้งอยู่ในเมือง ดังนั้น เมืองจึงเป็นแหล่งศึกษา สถานที่ทำงาน และการดำรงชีวิตที่สะดวกสบาย การอยู่ในเมืองใหญ่ย่อมเข้าถึงโอกาสได้มากกว่า
ลูกหลานที่เกิดและเติบโตขึ้นมาในเมืองใหญ่ ย่อมได้รับโอกาสมากกว่าเด็กที่เกิดในชนบท ผู้คนส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะอาศัยอยู่ในเมือง ทั้งที่ในเมืองแออัด ค่าครองชีพสูงสิ่งแวดล้อม อากาศ วิวทิวทัศน์ก็ไม่สวยงามเป็นธรรมชาติเท่าชนบท แต่คนก็ยังแห่กันเข้าเมือง
เมื่อ 200 ปีที่แล้ว ประชากรทั่วโลกที่อาศัยอยู่ในเมืองมีเพียง 3% ของประชากรโลกเท่านั้น หากเทียบกับปัจจุบันมีประชากรทั่วโลกที่อาศัยอยู่ในเมืองมากถึง 60% เลยทีเดียว
ยุคต้นรัตนโกสินทร์ มีประชากรไทยทั้งประเทศอยู่ประมาณ 1 ล้านคน แต่ปัจจุบันกรุงเทพเมืองเดียวมีคนอาศัยอยู่มากถึง 10 ล้านคน กรุงเทพเพียงเมืองเดียว มีผู้คนอาศัยอยู่มากกว่าจำนวนคนทั้งประเทศเมื่อ 200 ปีก่อนถึง10 เท่า
แนวโน้มคนแห่เข้าเมืองใหญ่นั้นเป็นไปทั่วโลก ในกรุงปักกิ่งของประเทศจีนมีประชากรกว่า 20 ล้านคน เมืองเซี่ยงไฮ้อีกกว่า 20 ล้านคน มากกว่าประชากรทั้งประเทศของประเทศจำนวนมาก
ในกรุงปักกิ่งของจีน ถ้าเทียบกับประเทศไทยก็คล้ายกับย่านสุขุมวิท ราคาที่ดินสูงมาก อะพาร์ตเมนต์หรือที่อยู่อาศัยธรรมดาทั่วไปที่ว่าราคาแพงแล้ว ถ้าเป็นที่ดินของอาคารพาณิชย์ในย่านธุรกิจการค้ากลางเมืองตารางวาหนึ่งราคาเกินกว่า 1 ล้านบาท
หลายคนอพยพจากชนบทเข้ามาหางานทำ ดิ้นรนอยู่ในเมืองใหญ่ จึงมีคนจำนวนหนึ่งที่มีเงินไม่พอซื้อหรือเช่าอะพาร์ตเมนต์ ต้องไปอาศัยในอุโมงค์ใต้ดินของกรุงปักกิ่งแทน ซึ่งเป็นอุโมงค์เก่าที่ถูกขุดขึ้นเพื่อใช้หลบภัยสงครามนิวเคลียร์ในสมัยของเหมาเจ๋อตง
ตอนนี้สงครามนิวเคลียร์ไม่เกิดแล้ว พอคนเข้ามาอยู่ในเมืองมากเข้า จึงใช้เป็นที่อยู่อาศัยแทน ในอุโมงค์ใต้ดินนั้นไม่มีหน้าต่าง แต่มีพัดลมขนาดใหญ่เพื่อเป่าลมเข้าไปให้หายใจได้สะดวกขึ้น ลองนึกภาพตามดูว่า เหมือนให้เราไปอาศัยในรู กินนอนอยู่ในนั้นไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวัน เดินออกมานอกบ้านเห็นแต่หลังคาอุโมงค์ ถ้าอยากจะเห็นเดือนเห็นตะวันต้องเดินไปอีกร่วม 100 เมตร โผล่ขึ้นจากอุโมงค์จึงจะได้เห็นท้องฟ้า
อุโมงค์หลบภัย ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างถาวร แต่สร้างไว้เพื่อให้คนมาหลบภัยสงครามชั่วคราว ระบบน้ำใช้ รวมทั้งระบบระบายน้ำเสียล้วนมีปัญหาหมด แต่ผู้คนก็ยังยอมอาศัยอยู่กันเป็นจำนวนมากห้องก็คับแคบอึดอัด ห้องหนึ่งกว้างเพียง 1 เมตรเศษ พอให้นอนได้ มีพื้นที่ข้างเตียงพอแค่ให้สามารถหย่อนขาลงไปได้สัก 50 เซนติเมตร ห้องที่กว้างหน่อยก็ยังมีขนาดไม่เกิน 2เมตร ปลายเตียงมีที่ให้วางของได้บ้างเล็กน้อยเท่านั้น ทนอาศัยอยู่กันอย่างนี้เป็นปี ๆ
บางคนอาศัยอยู่ที่นี่จนกระทั่งแต่งงาน ในขณะที่บางครอบครัวมีลูกแล้วก็ยังอาศัยอยู่ที่นี่ ต่อเตียงขึ้นไปเป็น 2-3ชั้น นี่คือคุณภาพชีวิตของคนเมืองในอีกมุมหนึ่งของโลก
ในขณะเดียวกันที่ดินในชนบทของจีนราคาถูกมากมีสิ่งแวดล้อมที่ดี แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังเลือกที่จะอาศัยอยู่ในเมือง เพราะโอกาสในการหารายได้นั้นมีมากกว่า ลูกหลานมีโอกาสได้รับการศึกษาที่ดี มีโอกาสเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานมากกว่า ไม่ว่าจะต้องทนลำบากอย่างไร คนส่วนใหญ่ก็ยังเลือกอาศัยอยู่ในเมือง
ตัวแปรสำคัญในชีวิต

เมื่อเงินเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตผู้คนจึงเข้ามาหางานทำในเมืองใหญ่ แล้วส่งเงินกลับบ้าน แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีก้าวหน้ามากขึ้น อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงก้าวสู่ยุค 5G ทำให้งานหลายอาชีพไม่จำเป็นต้องทำในเมืองใหญ่เท่านั้น เพียงมีโน้ตบุ๊กตัวเดียวกับสัญญาอินเทอร์เน็ตก็สามารถทำงานได้
บางคนค้าขายออนไลน์ ทำอีคอมเมิร์ซ หรือที่เรียกว่าการซื้อขายผลิตผลและผลิตภัณฑ์ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ มีรายได้เดือน ๆ หนึ่งหลักล้านบาทก็มี
บางคนสามารถทำงานระหว่างประเทศได้ โดยตรวจสอบการสั่งสินค้าและส่งของทางออนไลน์ได้ สามารถเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศและทำธุรกิจไปพร้อม ๆกันได้
บางคนยังสามารถทำได้หลากหลายอาชีพไปพร้อม ๆกัน แม้แต่พนักงานบริษัท ก็ยังรับงานอื่น ๆ ที่สามารถทำงานนอกเวลาที่บ้านได้ บางบริษัทก็ให้สิทธิ์พนักงานประจำทำงานอยู่ที่บ้านของตนเองได้ หรือบางบริษัทสร้างกฎการเข้าออฟฟิศเพื่อประชุมงานเพียงสัปดาห์ละ 1-2 วันก็มี
ใครที่มีบ้านอยู่ในชนบทห่างไกลจากเมืองใหญ่ ก็เดินทางจากบ้านเข้าเมืองแค่สัปดาห์ละ 1-2 ครั้งเท่านั้นไม่ได้รู้สึกว่าลำบากเดือดร้อนมากนัก หลายคนจึงสามารถอาศัยอยู่ในชนบทอย่างมีความสุข ไม่ต้องจากบ้านเข้ามาอยู่ในเมือง
แม้แต่ผลกระทบทางด้านการศึกษาก็น้อยลงมากเพราะเด็ก ๆ ที่อาศัยอยู่พื้นที่ห่างไกลออกไปนอกเขตเมืองใหญ่ก็สามารถเรียนได้ เพราะการเรียนการสอนออนไลน์มีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อย ๆ มีการพัฒนาโปรแกรมทางการศึกษา รวมทั้งแอปพลิเคชันต่าง ๆ มากมายหลากหลายให้เลือกใช้เลือกเรียน
องค์กรการกุศล รวมทั้งมูลนิธิต่าง ๆ ทั่วโลกให้ความสำคัญในเรื่องนี้มากขึ้น จึงช่วยกันบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนการศึกษาออนไลน์เสมอมา
มหาวิทยาลัยชื่อดัง เช่น ฮาร์วาร์ด สแตนฟอร์ด เอ็มไอที เปิดคอร์สเรียนออนไลน์ฟรี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้คนทั่วโลกเข้ามาเรียนได้เหมือนกับนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาได้เท่าเทียมกันมากยิ่งขึ้นไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของโลก
เมื่อช่องทางการสื่อสารกว้างขึ้น ช่องทางการศึกษาก็เปิดกว้างขึ้นด้วย ตลอดจนระบบสาธารณสุขพื้นฐานก็เริ่มไปถึงผู้คนในชนบท ให้ได้รับความสะดวกมากขึ้น เครือข่ายคมนาคมก็เริ่มคล่องตัวขึ้น ใครเจ็บไข้ได้ป่วยก็มีแพทย์พื้นฐานดูแลได้ ถ้าจำเป็นจะต้องไปโรงพยาบาลใหญ่ ๆ ก็ใช้เวลาเดินทางไม่นานเท่าเมื่อก่อน เพราะระบบการคมนาคมและถนนที่สะดวกยิ่งขึ้น
ทั้งหมดนี้ทำให้คนทั่วโลกได้รับโอกาสมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องมากระจุกตัวกันอยู่ในเมืองใหญ่ซึ่งประเทศเยอรมนีได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนในการกระจายความเจริญไปสู่เมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศ
ผู้คนในเมืองต่าง ๆ ก็นิยมที่จะกลับไปพักอาศัยในบ้านของตนเองที่ชานเมืองหรือชนบทด้วย บางคนแม้อาศัยอยู่ประจำในเมืองใหญ่ ก็นิยมสร้างบ้านหลังที่ 2 ในแถบชนบท พอบ่ายวันศุกร์ก็ขับรถออกไปนอกเมืองเพื่อได้พักผ่อนนอนในทุ่ง ริมแม่น้ำ ริมทะเลสาบ บ่ายวันอาทิตย์จึงขับรถกลับบ้านในเมืองใหญ่อย่างนี้ เป็นต้น
ในขณะที่ประเทศไทย คนทั่วโลกยังมองว่าเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานครคือเกือบทุกสิ่งทุกอย่างของประเทศ เศรษฐกิจของเมือง ๆ เดียวเท่ากับ 1 ใน 3 ของประเทศ
ความจริงแล้ว อารยธรรมของโลกเกิดขึ้นพร้อม ๆ
คนโบราณดำรงชีพด้วยการเก็บของป่า ผักผลไม้ๆล่าสัตว์ ในยุคนั้นผู้คนมักจะอยู่กันเป็นกลุ่ม ๆ รวมตัวกันอาจกลุ่มละ 20-100 คน เพราะยิ่งกลุ่มใหญ่มากเท่าไร การเคลื่อนย้ายก็ลำบากมากขึ้นเท่านั้น การอพยพหลบภัยเป็นไปได้อย่างเชื่องช้า การจะหาอาหารป่ามาเลี้ยงคนจำนวนมากก็ยิ่งลำบาก
ส่วนคนกลุ่มเล็ก ๆ พอถึงคราวเก็บผักผลไม้ได้ ก็เลี้ยงดูกันทั่วถึง ล่าสัตว์ได้ 1 ตัวก็กินอิ่มกันทั้งกลุ่ม ดังนั้นผู้คนจึงเลือกที่จะกระจายกันอยู่เป็นกลุ่มขนาดย่อย แล้วอพยพเร่ร่อนกันไปเรื่อย ๆ ไม่ลงหลักปักฐานที่ใดที่หนึ่งในยุคก่อนนั้นจึงไม่มีเมือง และแทบไม่มีอารยธรรมใด ๆ
มนุษย์ใช้เวลาทั้งวันหมดไปกับการหาอาหาร ถ้าใครนึกไม่ออกให้ลองดูพวกไก่ที่มันคุ้ยเขี่ยหาอาหารกินตลอดทั้งวัน กว่าจะอิ่มท้องก็เหนื่อยแล้ว
เมื่อเกิดการปฏิวัติเกษตรกรรม จึงเริ่มเกิดชุมชนที่อยู่ปักหลักถิ่นฐานถาวร เกิดอารยธรรม
ยุคแรกของการปฏิวัติเกษตรกรรม คนเริ่มรู้จักการปลูกพืช เลือกคัดพันธุ์พืชเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีขึ้น รู้จักซึ่งได้ผลผลิตมากกว่าการออกไปเก็บของป่าทำการเกษตรและล่าสัตว์ รู้จักหาพันธุ์สัตว์ที่เหมาะสมมาเลี้ยง เช่น เป็ดไก่ หมู ฯลฯ
ผู้คนเริ่มเปลี่ยนวิถีชีวิตมาทำการเกษตร ซึ่งเป็นยุคแรกที่ผู้คนจำนวนหนึ่งที่ทำการเกษตรแล้วสามารถผลิตอาหารหล่อเลี้ยงผู้คนส่วนอื่นที่เหลือได้
พอเกิดการเกษตรขึ้น ปริมาณอาหารที่ผลิตได้มีมากเกินกว่าครอบครัวผู้ผลิตจะกินหมด สามาถนำไปแลกเปลี่ยนกับข้าวของเครื่องใช้ที่ตนต้องการ ที่สำคัญพอลงมือทำการเกษตรแล้ว ก็ไม่สามารถย้ายที่อยู่ได้ง่าย ๆ เหมือนยุคก่อน ทั้งบ้าน ทั้งสวนไร่นาที่ทำไว้ หากจะย้ายถิ่นฐานต้องหักร้างถางพงใหม่ ทำให้ผู้คนเปลี่ยนวิถีชีวิตมาตั้งรกรากปลูกบ้านเรือนเป็นหลักแหล่งแทนการย้ายที่อยู่ไปเรื่อย ๆ
ในยุคล่าสัตว์เก็บของป่า ถ้ามีใครมารุกรานก็อพยพไปที่อื่น แต่พอเริ่มมีการทำการเกษตร มีทรัพย์สินเป็นของตนเอง ข้าวปลูกยังไม่ได้เกี่ยวจะหนีไปไหนก็ไม่ได้ จำเป็นต้องอยู่สู้ผู้รุกราน ก็มองหาผู้พิทักษ์ แล้วเลี้ยงดูเขาด้วยอาหารที่ผลิตได้ส่วนหนึ่ง เรียกง่าย ๆ ว่าจ่ายภาษี ผู้พิทักษ์ไม่ต้องทำไร่ไถนา แต่ทำหน้าที่ควบคุมกองกำลัง คอยสู้กับข้าศึกที่มารุกรานแย่งชิงดินแดน รวมทั้งป้องกันโจรที่จ้องจะมาปล้นทรัพย์สิน คอยรักษาความสงบเรียบร้อยในชุมชนหรือในสังคม
เมื่อชุมชนเริ่มขยายใหญ่ขึ้น โครงสร้างของระบบผู้พิทักษ์ก็ขยายใหญ่ขึ้นตามไปด้วย เกิดขุนนางตำแหน่งต่าง ๆ ช่วยกันทำหน้าที่เก็บภาษีตามมาตรฐานที่กำหนดเริ่มต้องใช้ตัวอักษร ตัวเลขเพื่อคำนวณหน่วยการนับทุกอย่างเริ่มพัฒนาไปเรื่อย ๆ
ผู้คนเริ่มอยู่อย่างสุขสบาย สงครามไม่ได้มีตลอดทั้งปี พอมีเวลาว่างมากขึ้น ก็พาให้นึกถึงสิ่งบันเทิงเริงรมย์แต่งโคลง กลอน กาพย์ ฉันท์ กวี วาดภาพ สร้างสรรค์งานๆศิลปะ ผลิตข้าวของเครื่องใช้ สิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ เกิดช่างฝีมือขึ้นมา จึงเกิดอารยธรรมขึ้น
ช่างทำงานฝีมือเพื่อนำไปขาย แล้วได้ทรัพย์มากนำไปซื้อข้าวปลาอาหาร ดังนั้น สังคมการเกษตรทำให้เกิดชุมชนเมือง เกิดการแลกเปลี่ยน เมืองค่อย ๆ เติบใหญ่ขึ้นตามอำนาจของผู้ปกครองจนกลายเป็นประเทศในที่สุดๆ
ยุคเกษตรกรรมถูกพัฒนาไปตามลำดับ แล้วจึงก้าวเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม เมืองค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้นตามลำดับแต่ปัจจุบันเรากำลังจะก้าวเข้าสู่ยุคที่สังคมเมืองพัฒนาจนชักนำให้ผู้คนมากระจุกกันอยู่ที่เดียว เกิดมลพิษมากมาย
จนถึงวันนี้ เสียงสะท้อนจากผู้คนบางกลุ่มเริ่มตั้งคำถามย้อนกลับว่า มนุษย์จะสามารถกลับไปใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติในชนบท พร้อมกับพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารให้ก้าวล้ำทันยุคสมัย ได้โดยไม่จำเป็นต้องละทิ้งสิ่งใดไปหรือไม่
ดังนั้น เราต้องจับตาดูกันต่อไปว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับอนาคตของโลก โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)หรือหุ่นยนต์พัฒนาอย่างมากจนกระทั่งทำงานแทนคนได้ทั่วทุกมุมโลก วิถีมนุษย์สังคมเมืองในยุคต่อไปจะเป็นอย่างไร
พวกเราอยู่ในยุคที่น่าตื่นตาตื่นใจ เพราะในช่วงเวลา 10-20 ปีต่อจากนี้ไป เราจะได้เห็นภาพสังคมมนุษย์ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ยิ่งกว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในรอบ 1,000 ปีที่ผ่านมา
พระสงฆ์ในเมืองใหญ่กับการเปลี่ยนแปลง

เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนผ่าน บริบทโดยรอบวัดก็เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย จากพื้นที่เงียบสงบท่ามกลางธรรมชาติ กลับกลายเป็นวัดที่ถูกโอบล้อมไว้ด้วยความเจริญของเมือง อาคารสูง ถนนคับคั่ง และวิถีชีวิตอันรีบเร่งของผู้คนในสังคมเมือง ภายใต้การเปลี่ยนแปลงนี้ บทบาทของพระสงฆ์ย่อมต้องปรับตัว แต่ไม่ใช่เพื่อให้ไหลตามกระแสหากแต่เพื่อยืนหยัดเป็น “ผู้นำทางจิตวิญญาณในโลกสมัยใหม่” อย่างสงบ งดงาม และมั่นคง
แม้อยู่ท่ามกลางเมือง พระสงฆ์ก็ยังคงมีภารกิจสำคัญ 3 ประการตามพระธรรมวินัย คือ
1) การศึกษาพระธรรมและการปฏิบัติให้บริสุทธิ์ เพื่อเป็นรากฐานแห่งปัญญาและความพ้นทุกข์
2) การเผยแผ่ธรรมะ แนะนำสั่งสอนฆราวาสให้รู้จักธรรมะทางใจ ท่ามกลางโลกอันวุ่นวาย
3) การดำรงตนเป็นแบบอย่าง ของความเรียบง่ายสงบ และไม่ยึดติดต่อวัตถุและโลกธรรม
พระสงฆ์ในเมืองจึงไม่ควรไหลตามความเร่งรีบหรือการบริโภคนิยมของผู้คนรอบข้าง แต่ควรดำรงตนด้วยความสงบเย็น เป็นที่พึ่งทางใจของชาวเมือง โดยปรับวิธีการสื่อสารให้เข้ากับยุคสมัย เช่น การใช้โซเชียลมีเดียในการเผยแผ่ธรรมะแต่พอเหมาะพอดี ไม่เกินขอบเขตแห่งสมณะผู้มุ่งสู่ความหลุดพ้น
ในขณะเดียวกัน พระควรรักษาระยะห่างที่เหมาะสมกับฆราวาส ไม่คลุกคลีจนเสียวินัย และไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่อาจเบี่ยงเบนจากเจตนารมณ์แห่งการบวชท่ามกลางแสงสีและเสียงของเมือง พระควรเป็นดั่ง “ศูนย์กลางแห่งการตั้งสติ” ให้ชาวเมืองได้มาพักใจหยุดนิ่ง และทบทวนตนเอง
แม้เมืองจะเปลี่ยนไปเพียงใด แต่หากพระสงฆ์ยังคงรักษาธรรมะไว้มั่น วัดก็ยังคงเป็น “โอเอซิสแห่งธรรม” กลางทะเลแห่งความเร่งรีบของโลกสมัยใหม่ เป็นที่พักใจของผู้แสวงหาความหมายที่แท้จริงในชีวิตต่อไปได้อย่างไม่เสื่อมคลาย
ในอีกด้านหนึ่ง ฆราวาสที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมือง ก็มีภารกิจและหน้าที่ที่ไม่อาจละเลยได้ ทั้งการทำงานเลี้ยงตนเองและครอบครัว การดูแลผู้คนรอบข้าง รวมไปถึงการรักษาสถานะทางเศรษฐกิจในสังคมที่เต็มไปด้วยการแข่งขันแต่ภายใต้ภาระมากมายเหล่านี้ หากขาดสติ ก็อาจถูกกระแสของวัตถุนิยมและความเร่งรีบกลืนกินไปอย่างช้า ๆโดยไม่รู้ตัว
ฆราวาสในเมืองจึงจำเป็นต้อง ดำรงตนเป็นใน “ผู้ครองเรือนที่มีสติ” ไม่ใช่เพียงเพื่อความสงบส่วนตน แต่เพื่อรักษาความสมดุลของชีวิตในสังคมเมืองอันซับซ้อนวุ่นวายนี้ การหมั่นแสวงหาพื้นที่แห่งความสงบเล็กชีวิตประจำวัน จึงกลายเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการฟังธรรมบ้างในยามว่าง การนั่งสมาธิเพื่อทบทวนตนเอง การอ่านหนังสือธรรมะที่กล่อมเกลาจิตใจ หรือการไปวัดเพื่อพักใจจากโลกที่เร่งร้อนรอบตัว
การรักษาศีล 5 จึงมิใช่เพียงข้อปฏิบัติของผู้เคร่งศาสนาเท่านั้น หากเป็นหลักธรรมพื้นฐานที่ช่วยคุ้มครองชีวิตของตนและสังคมโดยรวมให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ และช่วยให้ฆราวาสสามารถยืนหยัดอยู่ได้โดยไม่ถูกกลืนหายไปกับคลื่นของความโลภ โกรธ และหลง
นอกจากการดูแลตนเองแล้ว ฆราวาสยังมีบทบาทสำคัญในฐานะ ผู้เกื้อหนุนพระพุทธศาสนา โดยควรให้การสนับสนุนพระสงฆ์อย่างเหมาะสมด้วยความเข้าใจ ไม่ผลักภาระหรือความคาดหวังที่เกินขอบเขต เช่น การขอให้พระประกอบพิธีสะเดาะเคราะห์ หรือมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางธุรกิจ ซึ่งอาจเป็นการผลักพระออกนอกแนวทางของสมณะผู้มุ่งสู่ความพ้นทุกข์
สุดท้าย การดำรงชีวิตอย่างพอเพียง เรียบง่าย และมีเป้าหมายที่ตั้งอยู่บนคุณธรรม คือคำตอบสำหรับฆราวาสในเมืองที่ต้องการดำรงตนอยู่ในโลกโดยไม่หลงลืมทางธรรมความสำเร็จจึงไม่ใช่เพียงการไปให้ไกลที่สุดในสนามแข่งขันแต่คือการเดินทางอย่างมีสติ โดยไม่สูญเสียความเป็นมนุษย์ที่เปี่ยมด้วยเมตตา ปัญญา และความเข้าใจ
ความสัมพันธ์ของพระทับฆราวาสในเมือง

พระสงฆ์ควรดำรงตนด้วยความสงบ สำรวม ไม่คลุกคลีใกล้ชิดกับฆราวาสจนเกินไป เพื่อรักษาวินัยและความสงบภายใน ขณะเดียวกัน ฆราวาสก็ไม่ควรยกย่องหรือเรียกร้องจากพระเกินขอบเขตของสมณะ เช่น ให้ประกอบพิธีกรรมที่ผิดหลัก ทั้ง 2 ฝ่ายควรเป็น กัลยาณมิตรซึ่งกันและกัน พระเป็นที่พักใจ ให้ธรรมะเป็นแสงนำทางฆราวาสเป็นผู้อุปถัมภ์ทางโลก ให้พระได้ทำหน้าที่ในทางธรรมอย่างเต็มที่
เมื่อพระและฆราวาสต่างทำหน้าที่ของตนอย่างเหมาะสม วัดก็จะเป็นแหล่งธรรมะที่สงบกลางเมือง เป็นที่พักใจของผู้คน พระพุทธศาสนาก็จะยังคงมั่นคงอยู่ท่ามกลางโลกสมัยใหม่ได้อย่างสง่างามต่อไป
การดำรงชีวิตอย่างพอเพียง เรียบง่าย
และมีเป้าหมายที่ตั้งอยู่บนคุณธรรม
คือคำตอบสำหรับฆราวาสในเมือง
ที่ต้องการดำรงตนอยู่ในโลก
โดยไม่หลงลืมทางธรรม
ความสำเร็จจึงไม่ใช่เพียงการไปให้ไกลที่สุด
ในสนามแข่งขัน
แต่คือการเดินทางอย่างมีสติ
