เฉียดตาย เดียวดาย “สัมมาอะระหัง” ช่วยได้

วันที่ 06 ตค. พ.ศ.2559

คุณโสภา ตาเลอะ , สัมมาอะระหัง , วัดพระธรรมกาย , ภาวนา

คุณโสภา ตาเลอะ
เฉียดตาย เดียวดาย “สัมมาอะระหัง” ช่วยได้

    ครั้งหนึ่งเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๕ เราได้กลับเมืองไทยมาทำบุญกฐินที่วัดใกล้บ้าน ก่อนกลับฮอลแลนด์เกิดป่วยกะทันหัน โดยไม่รู้สาเหตุว่าเกิดจากอะไร ทำให้ระบบไตที่เคยป่วยมาแล้วไม่ทำงาน แต่เราก็ต้องอดทนเพราะถึงอย่างไรก็ต้องกลับประเทศฮอลแลนด์ให้ได้ เพราะว่ามีหมอประจำอยู่ที่นั่น จึงขึ้นเครื่องบินไปทั้ง ๆที่ยังป่วย แต่ไม่ได้บอกอาการให้สายการบินรู้เพราะกลัวไม่ได้กลับ

    ตอนนั้นท้องเราใหญ่มาก เรานั่งภาวนา “สัมมาอะระหัง” ตลอดทาง จนไปถึงสนามบินก็นั่งรถกลับบ้านพร้อมกับ “สัมมาอะระหัง”ไปเรื่อย ๆ ทำใจให้ว่าง ๆ เหมือนตัวเองไม่เจ็บไม่ป่วย

    พอไปถึงบ้านอาการก็ยังไม่ดีขึ้น จึงไปเข้าโรงพยาบาลในวันเสาร์ หมอก็ยังไม่รักษาอยู่จนถึงวันอาทิตย์หมอก็ยังไม่ทำอะไรได้แต่ให้นอนอยู่เฉย ๆ เรารู้สึกเพลียมาก นอนไปก็คิดไปว่า “ญาติเราก็ไม่มี นอนอยู่ที่โรงพยาบาลอย่างโดดเดี่ยว ถ้าเราตายที่นี่ก็คงตายเหมือนหมาตัวหนึ่ง”

    ที่คิดอย่างนี้เพราะเรานับถือศาสนาพุทธแล้วไปอยู่ในดินแดนที่ไม่ใช่ดินแดนพุทธ ไม่เคยเห็นพระ ไม่เคยได้ทำบุญอย่างที่อยากทำเลยเสร็จแล้วก็เริ่มนึกถึงบุญที่เคยทำ ถ้าจะตายคราวนี้ก็ขอให้ไปกับพระพุทธเจ้าแล้วกัน เพราะเราไม่สามารถเอาพี่น้องมาอยู่ตรงนี้ได้ จึงนอนภาวนา “สัมมาอะระหัง” อย่างเดียว

    จนถึงวันจันทร์อาการติดเชื้อในไตเริ่มเข้าไปในสายเลือด ไข้สูงมาก ชักกระตุก หนาวแต่หมอมองว่า เราไม่ป่วยมาก เราก็แปลกใจทำไมหมอมองว่า เราไม่ป่วยหนัก จึงบอกหมอไปว่า “หมอคะ ทนไม่ไหวแล้ว ทั้งตัวนี่หนาวและแข็งไปหมด” แล้วเราก็อธิษฐานว่า “ขอให้เราเจอหมอดียาดีด้วยเถิด” ไม่นานเขาเปลี่ยนหมอเลย หมอที่รักษาเป็นประจำมีงานยุ่งมากก็เลยเปลี่ยนหมอใหม่

     พอหมอคนใหม่เข้ามาดูอาการปุ๊บ เขาสั่งเข้าห้องเจาะไตทันที โดยฉีดยาชาเข้าไปตรงสันหลังเข็มหนึ่ง แล้วมีพยาบาลจับมือ กดเท้าไว้ไม่ให้เราดิ้น เสร็จแล้วหมอก็ใช้กล้องส่องและเจาะไตเข้าไป ให้ปัสสาวะไหลออกมา เราก็ “สัมมาอะระหัง” พร้อมทั้งขอแบ่งบุญทุกบุญให้หมอ และ “สัมมาอะระหัง” ไปเรื่อย ๆ คิดว่าถ้าจะตายก็ตายพร้อมกับองค์พระ

   หลังจากนั้นเราไม่รู้สึกตัวเลย แต่คนอื่นบอกว่า “เธอเพ้อตลอดเลย แต่ไม่มีใครฟังเธอรู้เรื่อง” เขาไม่รู้เรื่องหรอกเพราะว่าเราภาวนา “สัมมาอะระหัง” จิตใต้สำนึกของเราบอกตัวเองตลอดว่าเราจะต้อง “สัมมาอะระหัง”อย่างเดียว

   หลังจากฟื้นขึ้นมา เราก็มีอาการปกติเหมือนคนไม่เป็นอะไร ตื่นขึ้นมาครั้งแรกบอกพยาบาลว่า “ฉันหิวข้าว” พยาบาลบอกว่า “คุณป่วยหนัก ตอนนี้อย่าเพิ่งกินเยอะเลย” ที่หิวมากเพราะว่าตอนอยู่กรุงเทพฯ ๓ วัน เราไม่ได้กินข้าวเลย ดื่มแต่น้ำ และน้ำก็ไม่ออกจากตัวพอไปถึงที่โน่นอีก ๒ วัน ก็ไม่ได้กินข้าว แต่พอเชื้อโรคออกจากร่างกายไปแล้ว เรามีอาการหิวทันที เขาก็ให้กินขนมปัง ๒ แผ่น แล้วเราก็หลับไป พอตื่นเช้าขึ้นมาก็เดินได้ตามปกติแข็งแรงเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เสร็จแล้วก็กลับมานอนพักฟื้นที่บ้าน หมอนัดอีกเดือนครึ่ง

    กลับมาบ้านไม่นานอยู่ ๆ ไตอีกข้างหนึ่งไม่ทำงาน ไข้ขึ้นอีก ส่งโรงพยาบาลอีก ตอนนั้นหมอไม่ได้ฉีดยาชาแล้วค่ะ เจาะอย่างนั้นเลยไม่มียาชาให้ เราร้องสุดเสียงเลยตอนที่เขาเจาะลงไป จากที่ว่า “สัมมาอะระหัง” แน่นแล้วนะพอถึงเวลานั้น “สัมมาอะระหัง” หลุดไปเลยเพราะว่ามันเจ็บมาก เจ็บจนเกินเจ็บ หมดแรงเลย

    แล้วชีวิตที่อยู่เมืองนอกคนเดียวไม่มีญาติตอนนั้นเราคิดว่า “ตนเป็นที่พึ่งของตน” ไม่มีใครช่วยเราได้ ต้องหาอาหารกินเองทั้ง ๆ ที่สายยางติดขา ๒ ข้าง กลางคืนก็ต้องต่อสายให้มันยาวออกไปทั้ง ๒ ข้าง ต้องดื่มน้ำให้ได้วันละ ๔-๕ ลิตร เสร็จแล้วเราก็นอนภาวนา “สัมมาอะระหัง” อยู่อย่างนั้นโดยไม่มีเบื่อ

    ทุกวันนี้เวลาทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานเราจะพูดแต่เรื่องธรรมะ มีบางครั้งที่พูดถึงคนนั้นบ้างคนนี้บ้าง เราก็พยายามเตือนตัวเองว่า “อย่าพูด ๆ เดี๋ยวบาป” เราเตือนสติตัวเองอย่างนี้ตลอด ถ้าคนไหนที่เราไปบอกบุญแล้วเขาพูดมาแรง ๆ เราจะเงียบไม่โต้ตอบอะไรเลยเพราะเรารู้แล้วว่าบุญ-บาปคืออะไร

    คำโบราณที่ว่า “ยังไม่เห็นโลงศพ ยังไม่หลั่งน้ำตา” ใช้ได้จริง ๆ กับทุกคน ขอให้เป็นคติสอนใจทุกคนว่า ถ้าหากไปอยู่ต่างแดนแล้วมัวแต่ไปหลงอยู่กับกิเลส ไม่เอาธรรมะเป็นที่พึ่งหากเกิดอะไรขึ้นแล้วเราจะไม่แข็งแกร่งและไม่แข็งแรงพอที่จะต่อสู้กับสิ่งพวกนี้ได้ ดังนั้นเราต้องยึดธรรมะเป็นที่พึ่ง ธรรมะที่สำคัญคือการปฏิบัติธรรม ซึ่งการปฏิบัติที่ง่ายที่สุดก็คือการนึกถึงบุญ นึกถึงองค์พระ แล้วหมั่นภาวนา “สัมมาอะระหัง” ให้เป็นนิสัย