เพาะนิสัยลูกอย่างไรให้"ไม่โง่"(ตอนที่๒)

วันที่ 03 ตค. พ.ศ.2560

เพาะนิสัยลูกอย่างไรให้"ไม่โง่"(ตอนที่๒)

สัมมาทิฎฐิ๑๐ ประการ

ธรรมะข้อนี้เป็นธรรมะที่จะสอนให้ลูกรู้ว่า ในขณะที่คนเรายังตก
อยู่ในความเกิด แก่ เจ็บ ตายนี้ เราควรจะมองโลกอย่างใรจึงจะตรงตาม
ความเป็นจริง ชีวิตข้างหน้าจึงจะไม่ผิดพลาด ซึ่งได้แก่.

๑) การให้ทานดีจริง ควรทำ
๒) การสงเคราะห์ผู้อื่นดีจริง ควรทำ
๓) การยกย่องสรรเสริญคนดี ดีจริงควรทำ
๔) ทำ ดีได้ดีจริง ทำ ชั่วได้ชั่วจริง
๕) โลกนี้มีที่มา
๖) โลกหน้ามีที่ไป
๗) แม่มีคุณจริง
๘) พ่อมีคุณจริง
๙) นรก-ลวรรค์มีจริง
๑๐) พระอรหันต์ ผู้หมดกิเลลแล้ว มีจริง

สัมมาทิฏฐิ ทั้ง ๑๐ ข้อนี้ จะมีผลต่อการดำเนินชีวิตที่ยังต้องตกอยู่
ในความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ตราบเท่าที่ยังไม่หมดกิเลสของลูก
ดังนั้น หากคุณพ่อคุณแม่ยังไม่เข้าใจในสัมมาทิฐิข้อไหน ก็จำ เป็น
ต้องศึกษาเพิ่มเติม อย่าได้ปล่อยให้ตนเองไม่รู้ต่อไป มิฉะนั้นแล้ว ก็จัด
ว่า เป็นผู้ไม่เคารพความดี หรือไม่เคารพพระธรรมเช่นกัน โอกาสที่จะ
วินิจฉัยเรื่องความถูก-ผิด ดี-ชั่ว บุญ-บาป ควร-ไม่ควรทำ ไห้ผิดพลาด
ไป กลายเป็นก่อบาป ก่อเวรไม่รู้จบกับบุคคลรอบข้าง ก็จะมีสูง ซึ่งจะส่ง
ผลกระทบถึงการรักษาความดีของผู้อื่นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความดี
ในตัวลูก การจับแง่คิดผิดๆ ก็จะตามมา ความดื้อรั้น และนิสัยไม่ดี ไม่
น่ารักของลูกก็จะตามมา

สัมมาทิฏเ ๑๐ ประการ เป็นรากฐานการพัฒนาชีวิตทั้งในชาตินี้
และชาติหน้าของลูก ซึ่งคุณฟอคุณแม่ไม่สามารถมองข้ามไปได้ เพราะ
วันหนึ่งข้างหน้า ความเข้าใจ ๑๐ ประการนี้ จะย้อนกลับมามีผลโดยตรง
ต่อตัวคุณพ่อคุณแม่อย่างมหาฟัาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่คุณ
พ่อคุณแม่หมดอายุข้ย จำ ต้องจากโลกนี้Iปอย่างหลีกเลี่ยงไม'ไตั การที่
ลูกจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้หรือไม่ ก็อยู่ที่ตรงนี้ และไนบรรดาผู้ที่
ทำ บุญไปไห้ จะอุทิศส่วนกุศลเพียงครั้งเดียวไนวันฌาปนกิจ หรืออุทิศ
ส่วนกุศลอย่างต่อเนึ่องเป็นประจำ ก็อยู่ที่ความหน้กแน่นไนธรรมข้อนี้
ของลูกเป็นสำคัญ
โดยสรุปแล้ว ศวามเคารพไนพระธรรมทำให้คุณฟอคุณแม่มี
ปัญญาแยกแยะได้ว่า อะไร ถูก-ผิด ดี-ชั่ว บุญ-บาป ควร-ไม่ควรทำ
ก่อนที่จะลงมือปมเพาะนิสัยดีๆ ให้แก่ลูก ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้เกิดความ
ผิดพลาดไปฝึกนิสัยเลวๆ ไห้แก่ลูกนั่นเอง

ทำ ไมฝึกให้ลูกเคารพในพระสงฆ์จึงไม่โง่
ก่อนที่จะเจาะลึกไนเรื่องนี้มืศวามจำเป็นที่คุณพ่อคุณแม่ต้องแนะน่า
ลูกไห้รู้จักพระสงฆ์ก่อนว่า พระสงฆ์คือไคร
คำ ว่า พระสงฆ์ มาจากคำสองคำ คือ คำ ว่า "พระ" แปลว่า ประเสริฐ
แสะ คำ ว่า "สงฆ์" แปสว่า หมู่คณะ
พระสงฆ์ จึงแปลว่า หมู่คณะของผู้มีจิตใจอันประเสรืฐ
อะไรทำให้จิตใจของหมู่คณะเกิดความประเสริฐ ?

คำ ตอบ คือ ความสิ้นไปของกิเลส คือ ความโลภ ความโกรธ
ความหลง ที่อยู่ในใจ
แต่การจะขจัดความโลภ ความโกรธ ความหลงในใจไม่ใช่ของง่าย
จึงทำให้พระสงฆ์ ถูกแปงเป็น ๒ ประ๓ท ได้แก่
๑) สมมติสงฆ์ หมายถึง ผู้ที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนา และ
ตั้งใจเคี่ยวเข็ญฝึกฝนอบรมตนเองตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัดจริงจัง
เพื่อมุ่งขจัดกิเลส คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลงในใจของตนเอง
ให้หมดสินไป จนกว่าจะบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ในที่สุด
๒) พระอริยสงฆ์ หมายถึง ผู้ที่หมดความสงสัยในการตรัสรู้ของ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว เพราะได้ผ่านการฝึกฝนอบรมบ่มนิสัยตนเอง
ตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ เพื่อให้กิเสสหมดสิน จนกระทั่ง
บรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคลในที่สุด ได้แก่ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี

พระอนาคามี และพระอรหันต์ (ท่านผู้เป็นอริยสงฆ์นั้น อาจจะบวชหรือ
ไม่ได้บวชเป็นพระภิกษุก็ได้ เพราะการเป็นอริยสงฆ์มุ่งเอาระดับความ
สิ้นไปแห่งกิเสสในไจเป็นเกณฑ์)
คนเราโดยมากแยกไม่ออกว่า อะไรเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิต
อะไรเป็นส่วนเกินจึงเป็นสาเหตุท่าใหัโลกเดือดร้อนไม่สินสุดตราบทุกวันนี้
ชีวิตของพระสงฆ์จึงเป็นชีวิตต้นแบบให้คนเราได้ใช้เป็นเกณฑ์วัด
พื้นฐานความจำเป็นของชีวิต
เพราะชีวิตของท่านเหลือไว้เพียง ปัจจัย ๔ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต
เท่านั้น ได้แก่ เครื่องนุ่งห่ม ๓ ผืน อาหาร ๒ มื้อ ที่พักอาดัย เช่น โคนไม้
แสะยารักษาโรคในยามเจ็บปวย ทั้งนี้เพี่อให้ตัวท่านเองไม่ต้องหมด
เปลืองเวลาไปกับการบริหารข้าวของที่เป็นส่วนเกินต่อชีวิต ท่านจะได้มี
เวลาในการประพฤติปฏิบัติธรรมมากๆ เกิดความก้าวหน้าในการขจัด
กิเลสตามรอยบาทพระทุทธองค์ จะได้บรรลุมรรคผสโดยเร็วไว แสะ
ท่านจะได้เป็นเนี้อนาบุญอันประเสริฐให้แก่ญาติโยม
ดังนั้น เราจึงควรทะนุบำรุงท่านเหล่านี้ ให้ประพฤติ ปฏิบัติธรรมได้
เต็มที่ เพี่อที่ว่า เมื่อท่านเคี่ยวเข็ญอบรมตนเองตามพระธรรมคำสอน
ของพระสัมมาสัมทุทธเจ้าได้มากเท่าไหร่ ท่านจะได้อาดัยผลการ
ปฏิบัติธรรมของท่าน มาซี้แจงแสดงธรรมให้เรารู้ถูก-ผิด ดื-ชั่ว บุญ-บาป
ควร-ไม่ควรทำ ตามท่านไปด้วย
และด้วยผลของการเข้าไปศึกษาธรรมะจากพระสงฆ์ ผู้ปฏิบัติดื
ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตรงต่อหนทางพระนิพพานนี้เอง ทำ ให้รู้จักความจริง
ของโลกและชีวิตอีกว่า

๑) ตายแล้วไม่สูญยังจะต้องเวียนว่ายตายเกิดต่อไปอีกไม่รู้จบสิน
จนกว่าจะปราบกิเลสให้หมดสินไต้อย่างเด็ดขาด
๒) ตราบใดที่ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ ทุกรวิตย่อมต้องอยู่ใต้
อำ นาจของกรรมที่ตนเองทำไว้ คือ ใครทำดีย่อมได้รับผลเป็นสุข และ
ตรงกันข้าม ใครทำความชั่วต้องได้รับผลเป็นทุกข์ตามล้างผลาญตนเอง
ตามสมควรแก่กรรมที่ได้ทำไว้
๓) สิงที่ต้องไซ[นการเดินทางไกสระหว่างที่เวียนว่ายตายเกิดนี้คือ
เสบียงบุญ ซึ่งตนเองจะต้องทำด้วยตัวเอง คนอื่นทำแทนไม่ได้
จากการทราบความจริงของโสกและชีวิตจากพระสงฆ์ผู้ทรงภูมิรู้
ภูมิธรรม ทำ ให้รู้อีกว่า แต่สะคนมี "งานเพื่อชีวิต" อยู่ ๔ งานใหญ่ๆ ด้วย
กัน คือ
๑) งานทำมาหาเลื้ยงชีพต้วยความชีอล้ตย์สุจริต ที่เรียกว่า
ประกอบสัมมาอาชีวะให้เหมาะสมกับเพศและวัยของตน จะได้ยืนหยัด
อยู่ในโลกกว้างได้อย่างสมภาคภูมิ ไม่ต้องตกเป็นภาระแก่ผู้Iด และไม่
เป็นพิษภัยแก่ใครอีกด้วย

๒) งานปลูกฝัง-สร้าง-เสริมคุณธรรมให้แก่ตนเอง เพื่อป้องภันไม่
ให้พลั้งเผลอ ไปใข้กาย วาจา ใจ ก่อกรรมชั่วใดๆ อย่างสินเชิง แต่กลับ
ประคับประคองส่งเสริมให้สามารถใข้กาย วาจา ใจ ก่อกรรมดีสร้างบุญ
กุศสให้สุดฝืมีออย่างเต็มความสามารถ จะตั้งใจละชั่ว-ทำดีให้สุดฤทธิ้
หรือจะเรียกว่า ปาเพ็ญบารมีให้เต็มเปียมก็ย่อมได้
๓) งานปลูกฝัง-สร้าง-เสริมคุณธรรมให้แก่ผู้อื่น เพื่อสร้าง
สิงแวดล้อมที่เป็นคนดี ตั้งแต่ในบ้าน ในที่ทำงาน เพื่อจะได้มีก่าลัง
สนับสนุนให้สร้างความดีได้เต็มที่ไม่โดนขัดขวางหน่วงเหนี่ยวให้เสียเวลา
เสียอารมณ์ และมีโอกาสก่อเวรเพิ่ม
๔) งานปราบกิเลสให้สูญสินไปจากใจโดยเด็ดขาด จะได้พ้นจาก
ทุกข์และการเวียนว่ายตายเกิด ตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเหล่าพระ
อรห้นต์ทั้งหลายไป ซึ่งงานนี้จะเน้นหนักในเรื่องการเจริญภาวนา

เพราะฉะนั้น ความเคารพในพระสงฆ์ คือ การเข้าไปตระหนักใน
คุณของพระสงฆ์ว่า ท่านเป็นผู้มีคุณธรรมจากการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ
ตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ควรหมั่นเข้าไปฟังธรรมจากท่าน
ควรหมั่นปฏิบัติดามธรรมที่ท่านสอน และควรหมั่นขวนขวายในกิจที่
เอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติธรรมของท่านให้เต็มที่ ท่านจะได้เป็นเนื้อนา
บุญอันเลิศ และเป็นดรูสอนศีลธรรมให้แก่ชาวโลก

ปู่ย่าตายายทราบถึงความสำคัญของพระภิกษุที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
เช่นนี้ จึงมีกุศโลบายที่จะฝึกให้ลูกหลานคุ้นกับพระ คุ้นกับการทำนุบำรุง
พระพุทธศาลนา ด้วยการปลุกให้ตื่นขึ้นมาแต่เช้า มาใส่บาตรพระ เพิ่อ
ให้พระทำนได้มีอาหารขบฉัน มีเรื่ยวแรงในการประพฤติปฏิบัติ
พระธรรมให้ยิ่งๆ ขึ้นไป
การฝึกเด็กให้รู้จักใส่บาตรเช่นนี้เป็นประจำ เมื่อเด็กโตขึ้น เด็กจะ
ไม่มีนิสัยตระหนี่ถี่เหนียว รู้จักการแปงปัน รู้จักการทำบุญให้ทาน รู้จัก
อุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพชนผู้ล่วงสับ และรู้ว่าอะไรเป็นส่วนเกิน หรือ
ส่วนที่จำเป็นสำหรับชีวิต
ครั้นเมื่อเขาเติบโตมาอยู่ในช่วงวัยที่ต้องทำงาน เขาก็จะรู้จัก
บริหารทรัพย์ คือ หาทรัพย์เป็น เก็บทรัพย์เป็น ใข้ทรัพย์เป็น และรู้จัก
ฝึกให้ลูกหลานรู้จักทำบุญอุทิศส่วนกุสลเป็น เพราะมีหลักเกณฑ์ง่ายๆ

จากชีวิตของพระภิกษุที่เห็นมาตั้งแต่เด็กนี้เอง และเมื่อนั้น เขาก็จะเป็น
กำ ลังสำคัญในการทำหน้าที่ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาสืบทอดจากปูย่า
ตายาย พร้อมทั้งทำบุญอุทิศส่วนบุญกุศลไปให้บรรพชนที่ล่วงลับไป
แล้วอีกด้วย
จากการที่สืกลูกให้เคารพในพระสงฆ์เช่นนี้เอง ก็เป็นที่หวังได้ว่า
หากถึงเวสาที่คุณพ่อคุณเม่เอง จะต้องจากโลกนี้ไปเมื่อใด ก็จะได้ลูก
ของเรา ทำ บุญอุทิศส่วนกุศลไปให้อย่างแน่นอน
ตรงกันข้าม ถ้าไม่ฝึกลูกหลานให้รู้จักเคารพพระสงฆ์เอาไว้ตั้งแต่
ตอนเล็กๆ เมื่อถึงศราวที่คุณพ่อคุณแม่ต้องหลับตาลาโลกไป ก็เป็นที่
แน่นอนว่า คงจะหาคนทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปไห้ยากเต็มที เพราะไม่
เศยฝึกลูกไห้รู้จักเศารพในพระสงฆ์ผู้ทรงธรรมมากํอนนั่นเอง

ทำ ไมเคารพในการศึกษาจึงไม่โง่

ในเรื่องของการสืกษา ไม่ว่าจะทางโลก หรือทางธรรม คุณพ่อคุณ
แม่ต้องรู้ก่อนว่า การเกิดปัญญาของลูกเรานั้น มาจากการที่ลูกเราได้
องค์ประกอบศรบ ๔ ข้อต่อไปนี้ คือ
๑) ได้คนดีเป็นศรู
๒) ฟังคำครู
๓) ตรองตามคำครู
๔) ทำ ตามคำครู
จะเห็นว่า ในองค์ประกอบ ๔ ข้อนี้ ข้อแรกเป็นคุณสมบัติของครู

อีก ๓ ข้อที่เหลือเป็นความเคารพในการศึกษาของลูกศิษย์
ถ้าหากไม่ครบองค์ประกอบ ๔ ข้อนี้ ลูกจะไม่มีทางเรียนเก่งขึนมาได้

เช่น ถ้าได้ครูดี แต่เราไม่เคยฝึกลูกไห้เคารพครู คือ ไม่เคยสอน
ไห้รู้จักฟังคำครู ตรองตามคำครู และทำตามคำครู ต่อไห้ครูดีขนาดไหน
เด็กก็จะไม่ได้วิชาความรู้จากครูไปอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย อุปมา
เหมีอนฝนตกลงมาห่าไหญ่จากท้องฟ้า แต่เอาขวดปากแคบมารองนี้าฝน
ถึงจะจุนํ้าได้มากเท่าไร แต่เมื่อปากขวดแคบเลืยแล้ว ก็ย่อมรองรับนี้า
ฝนได้น้อย ฉันนั้น
ตรงกันข้าม ถ้าได้ครูไม่ดี ถึงแม้ว่าลูกเราอาจจะเป็นเด็กที่เคารพครู
รู้จักสังเกตเฉลืยวฉลาดในการคิด และทำอะไรก็ทำด้วยความตั้งไจจริง
แต่ทักษะดีๆ เหล่านี้ไนตัวลูก จะถูกดึงออกมาใช้ในทางที่เป็นประโยชน์
ไม่เด้เลย

เพราะฉะนั้น การที่เด็กจะฉลาดขึ้นมาได้ คุณพ่อคุณแม่ต้องหาครู
ดีให้ลูก และฝึกให้ลูกเคารพในครูดี เด็กจึงจะใต้ดี
อะไรบ้างที่จัดว่าเป็นครูดีที่เด็กควรให้ความเคารพ?
๑) เคารพครูบาอาจารย์ เพราะเป็นผู้มีพระคุณในการถ่ายทอด
ความรู้ให้แก่ลูกดีษย์
๒) เคารพตำราเรียน เพราะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การศึกษาของ
เราสะดวกขึ้น จำ ได้ง่าย ทบทวนได้ง่าย และเป็นแหล่งความ
รู้ที่เราย้อนกลับมาอ่านได้เสมอ
๓) เคารพการเล่าเรียน เพราะเป็นการแสดงความเคารพต่อ
อาจารย์ และไม่เป็นการดูถูกวิชาความรู้
๔) เคารพตัวเอง เพราะมืหน้าที่เป็นนักเรียนที่ดี และต้องรู้จัก
สอนตัวเองให้เป็นคนดี
ทั้ง ๔ ข้อนี้ ดีอสิงที่คุณพ่อคุณเฌ่จะต้องฝึกให้ลูกเคารพ ลูกจึงจะ
มืปัญญาขึ้นมาใต้

 

 

จากหนังสือ    
เลี้ยงลูกอย่างไร ให้เมืองไทยได้เยาวชนดี