เพาะนิสัยลูกอย่างไรให้ "ไม่เเล้งน้ำใจ" (ตอนที่ ๒)

วันที่ 07 ตค. พ.ศ.2560

โทษของอบายมุขมีอะไรบ้าง ?

     ๑) โทษของสุรายาเสพติด มี ๖ ประการ ดือ

๑.๑) เสียทรัพย์ทันตาเห็น
๑.๒) เสียอารมณ์ เป็นเหตุให้เกิดการทะเลาะวิวาท และสร้างศัตรูไม่หยุดหย่อน
๑.๓) เสียสุขภาพ เป็นบ่อเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ตามมา
๑.๔) เสียชื่อเสียงของตนเองและวงส์ตระกูล เพราะเมื่อคุมสติไม่อยู่ ไปทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ ย่อมถูกติเตียน หรือถูก
ติฉินนินทา
๑.๕) เสียคน เพราะหมดความละอาย พร้อมที่จะฆ่า พร้อมที่จะชิงทรัพย์ พร้อมที่จะส่วงละเมิดทางเพศผู้อึ่น พร้อมที่จะโกหกทุกคน

๑.๖) เสียปัญญา เพราะฤทธี์ของสุรายาเมาไปทำลายระบบประสาทของร่างกาย ทำ ให้สมองเสื่อม


     ๒) โทษของการเที่ยวกลางคืน มี ๖ ประการ คือ

๒.๑) ได้ชื่อว่าไม่รักษาตนเอง
๒.๒) ได้ชื่อว่าไม่ห่วงใยในครอบครัว
๒.๓) ได้ชื่อว่าไม่คุ้มครองรักษาทรัพย์สมบัติของตนเองและวงส์ตระกูล
๒.๔) เป็นที่หวาดระแวงของผู้อื่น
๒.๕) มักถูกใส่ร้ายป้ายสีต่างๆ นานา
๒.๖) ทำ ให้เกิดปัญหาเดือดร้อนต่างๆ นานาอย่างนับไม่ถ้วน


     ๓) โทษของการหมกมุ่นในสีงบันเทิงเริงรมย์ มี ๖ ประการ คือ

๓.๑) ไม่ลนใจการทำมาหาเลี้ยงชีวิต
๓.๒) เสียทรัพย์โดยไม่จำเป็น
๓.๓) เสียเวลาที่ต้องไปดู
๓.๔) เสียงาน
๓.๕) หมกมุ่นในกามตลอดเวลา
๓.๖) ติดนิสัยเพ้อฝันลมๆ แล้งๆ ขาดเหตุผลที่ดื

 

     ๔) โทษของการเล่นการพนัน มี ๖ ประการ คือ

๔.๑) ผู้ชนะย่อมก่อเวร เพราะทำให้ผู้แพ้เสียหนัา
๔.๒) ผู้แพ้ย่อมจองเวร เพราะเสียดายทรัพย์อยู่รํ่าไป
๔.๓) ผู้แพ้ย่อมเสียเงินเสียทองโดยใช่เหตุ
๔.๔) ไม่มีความน่าเชื่อถือ

๔.๕) เพื่อนหมิ่นประมาท
๔.๖) ไม่มีคนดีๆ ที่ไหนต้องการแต่งงานด้วยสำหรับข้อนี้ ปูย่าตายายยังเคยพูดไว้อีกว่า ไฟไหม้สิบหนไม่เท่าเสียพนันครั้งเดียว เพราะไฟไหม้สิบหน ยังเหสีอที่ดิน แต่เสียพนันครั้งเดียวเสียทั้งบ้าน เสียทั้งที่ดิน เสียทั้งญาติมิตร เสียทั้งชื่อเสียง และนำความล่มสลายมาสู่วงศ์ตระกูล คุณพ่อคุณแม่จึงต้องกำชับลูกหลานให้เห็นโทษภัยของข้อนี้ และตนเองจะต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกหลานดูด้วย

 

    ๕) โทษของการคบคนชัวเป็นมิดร มี ๖ ประการ คือ

๕.๑) ชักนำให้เป็นนักเลงพนัน
๕.๒) ชักนำให้เป็นนักเลงเจ้าชู้
๕.๓) ชักนำให้เป็นนักเลงสุรา
๕.๔) ชักนำให้เป็นพวกทำของปลอม ลอกเลียนแบบ เพื่อหลอกลวงผู้อื่น
๕.๕) ชักนำให้มีนิสัยฉ้อโกงเขาซื่งหน้า
๕.๖) ชักนำให้เป็นนักเลงอันธพาล

     อบายมุขทุกชนิดเกิดขึ้นจากคบคนชั่วเป็นมิตร เพราะฉะนั้น เพื่อนที่ลูกคบ คุณฟอคุณแม่ก็ต้องกลั่นกรองให้ดี และควรจะสอนด้วยว่าเพื่อนที่ชักชวนไปในทางเสื่อมอย่างอบายมุขนี้ ให้ห่างๆ ไว้เป็นดีที่สุดเพราะถึงแม้ลูกของเราไม่ได้ข้องเกี่ยว แต่ถ้าเข้าไปอยูใกล้ ก็อาจติดนิสัยเสียๆ มาได้ และถ้าตำรวจมาจับ ลูกของเราเกิดรู้ไม่เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมเพื่อนชั่ว ก็จะตกเป็นแพะรันบาปไป ซื่งทุกวันนี้ก็ยังมีให้เห็นอยู่ปอยๆ

 

     ๖) โทษของความเกียจคร้านการงาน

     คนที่เกียจคร้านการงานนั้น มีอยู่ ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มแรกเกียจคร้านเป็นนิสัย และกลุ่มที่ ๒ เกียจคร้านเพราะไปข้องแวะกับอบายมุขทั้ง ๕ ประการข้างต้นพฤติกรรมของคนที่เกียจคร้านการงานนั้น มักอ้างสิงต่างๆ ต่อไปนี้ เพื่อเป็นข้อแม้ที่จะไม่ต้องทำงาน

๖.๑) มักอ้างว่าหนาวนัก แล้วไม่ทำงาน
๖.๒) มักอ้างว่าร้อนนัก แล้วไม่ทำงาน
๖.๓) มักอ้างว่าเย็นแล้ว แล้วไม่ทำงาน
๖.๔) มักอ้างว่ายังเช้าอยู่ แล้วไม่ทำงาน
๖.๕) มักอ้างว่าหัวคํ่านัก แล้วไม่ทำงาน
๖.๖) มักอ้างว่ากระหายนัก แล้วไม่ทำงาน

    คนที่ชอบผัดวันประกันพรุ่งมักจะมีคำอ้างพวกนี้อยู่ปอยๆ และถ้าเกียจคร้านการงาน ก็จะไม่มีทรัพย์ บวกกับชอบมั่วสุมกับอบายมุข ก็จะก่อปัญหาหนี้สิน และปัญหาสุขภาพ ในที่สุด ถ้าไม่กลายเป็นโจร ก็เป็นโรคประสาท หรือไม่ก็คิดสัน ฆ่าตัวตาย และบรรดาผู้ที่รอดตายออกมาจากอบายมุขได้ ต่างก็บอกตรงกันว่า ถ้าเขาย้อนเวลากสับไปได้ เขาจะไม่ขอเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับอบายมุขอย่างเด็ดขาดเป็นอันว่า ส. ที่ ๑ สุรายาเสพติด ที่หมายรวมถึงอบายมุขทุกประการนี้ เป็นสิงที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องไม่เข้าไปข้องแวะ เพื่อเป็นต้นแบบให้ลูกดูต้องชีโทษของอบายมุขให้ลูกฟัง และสอนให้ลูกอยู่ห่างและรู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของเพื่อนที่ข้กชวนให้มั่วสุมอบายมุขว่า นั่นคือ มิตรชั่วที่ไม่ควรคบ

     สอนลูกให้อดทนต่อความเย้ายวนของสุภาพสตรีหรีอสุภาพบุรุษความจริงแล้ว ส. ที่สองนี้ กั๊คือ ความอดทนต่อความเย้ายวนในเรื่องเพศนั่นเอง สำ หรับเรื่องนี้ มีสิงที่อยากจะเล่าเตือนคุณพ่อคุณแม่สมัยนี้ให้ระมัดระวังสักนิด เพราะถ้าจับประเด็นผิดไป ก็อาจจะกสายเป็นการฆ่าลูกแบบเลือดเย็นได้มีอยู่ครอบครัวหนึ่ง ลูกยังเล็กอยู่ กำ สังจะเข้าเรียนระดับอนุบาลแต่คนที่นำอันตรายมาส่เด็ก ไม่ไชใคร กสับเป็นแม่ของเด็กเองเนึ่องจาก แม่ของเด็กมีอาชีพเป็นช่างเสริมสวย ขายพวกเครื่องสำอางต่างๆ ลูกของเขาเป็นเด็กผู้หญิง แม่ก็เสยเขียนคิว ทาปากทาเล็บ แต่งหน้าไห้ลูกเต็มที่ เด็กยังไม่เข้าอนุบาลแต่งไห้แกถึงขนาดนิ ดูแล้วก็นำรักดี แต่ว่าแม่ได้ไปเร่งไห้ลูกเป็นสาวเร็วกว่าปกติแล้ว

    เด็กที่คิดว่า ตัวเองจะเป็นสาว ใจที่จะห่วงเรื่องการเรียน ห่วงเรื่องการงานจะหมดไปจะห่วงเรื่องการแต่งตัวไว้ดึงดูดไจเพศตรงข้ามเป็นหลักคิดจะเอาแต่กรี๊ดๆ กร๊าดๆ เท่านั้น เสยท่าไห้ปัญญาลูกไม่เกิด ยิงถ้าเป็นลูกผู้ชาย แล้วเฟไปล่งเสริมอย่างนี้เข้า แม่ก็จะได้ลูกกะเทยไป ต้องปวดหัวไปอีกชาติหนึ่งและที่น่าห่วงก็คือ เกรงว่า ลูกสาวจะยังไม่ทันโตเป็นสาวดี คุณแม่ก็อาจจะต้องมาแก้ปัญหาการตั้งครรภ์กํอนวัยอันควร แล้วก็จะต้องมาเป็นคนรับไข้ลูก รับไข้หลานไปตลอดชาติ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา ไม่เคยฝึกลูกท่างาน แถมยังมีหสานมาไห้เลี้ยง ลูกก็เลยทำมาหากินไม่เป็นหนักไม่เอาเบาไม่สู้ จะเอาแต่แต่งตัวอย่างเดียว คนที่เลืยไจที่สุด ก็คงไม่พ้นคุณพ่อคุณแม่

     เพราะฉะนั้น เพื่อเป็นการตัดไฟ แต่ต้นลม คุณแม่อย่าไดไปฝึกให้ลูกหัดแต่งตัว หรือแต่งหน้าทาปากลูกก่อนวัยอันควรทีเดียว เพราะจะกลายเป็นฆ่าลูกแบบเลือดเย็นโดยที่คุณแม่เองก็ไม่รู้ตัวขณะเดียวกัน ลูกผู้ชายก็ไม่ต้องไปเร่งให้เป็นหนุ่มเกินวัย เดี๋ยวจะกลายเป็นคนหมกมุ่นในเพศตรงข้ามจนเลยเถิด ไม่สนใจการเรืยน เป็นหนุ่มเจ้าสำอาง ทำ งานไม่เป็น ปัญญาไม่เกิด คิดอยู่อย่างเดียวคือ จะหาลูกสะใภ้ให้คุณพ่อกับคุณแม่เลืยง แล้วคุณพ่อคุณแม่ก็จะต้องมานั่งภาวนาว่า ขออย่าให้ลูกชายของเราไปทำลูกสาวใครเขาตั้งห้องขึ้นมาเลยถ้าหากคุณพ่อคุณแม่ไม่ยู่พืนฐานตรง'นใว้ เมื่อลูกเข้าส่วัยทำงานก็จะพบว่า ลูกไปทำงานที่ตรงไหน จะมีป้ญหาข้สาวตามมาอยู่รํ่าไป บวกกับปัญหาอื่นๆ ตามมาอีกเ'พียบ เพราะถ้าเป็นผู้ชาย ไปโดนจ๊ะๆ จ๋าๆเข้าหน่อย เดี๋ยวก็ซักเคลิ้ม ถูกซักจูงให้เสียผู้เสียคนไปก็มาก ส่วนถ้าเป็นผู้หญิง สิงที่ต้องระวัง ก็คือ สามีคนอื่น ไม่อดทนต่อเรื่องพวกนี้ ลูกของเราอาจจะกลายเป็นภรรยาเก็บของใครโดยไม่ตั้งใจก็เป็นไต้

    ดังนั้น ส. ตัวที่สอง คือ สุภาพบุรุษ หรือสุภาพสตรีนี้ คุณพ่อคุณเฌ่จะต้องไม่เร่งให้ลูกโตเป็นห'พุ่มเป็นสาวก่อนวัยและควรตัดไพ่แต่ต้นลมไม่ให้ลูกมาใส่ใจเรื่องการแต่งตัวมากนัก แต่ให้มุ่งเน้นไปในเรื่องของการเรียน และการฝึกทำงานให้เป็นมากกว่า ลูกจึงจะมีความรับผิดชอบและเมื่อลูกเติบโตขึ้น ก็จะรู้จักควบคุมใจ และยับยั้งชั่งใจ รู้จักระมัดระวังป้องกันความเสือมเลืยในเรื่องเพศตรงข้ามได้เอง


สอนลูกให้อดทนต่อความเย้ายวนของสตางค์
    ปู่ย่าตายายให้คติสอนใจไว้คำหนึงว่า "ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน" คำ ๆ นี้ คุณพ่อคุณแม่ต้องปลูกฝังให้ลูกจดจำให้ขึ้นใจตังแต่เล็ก พร้อมกับทำเป็นตัวอย่างให้ลูกดู เพื่อเป็น.ภูมิต้านทานความเย้ายวนใจตังแต่เด็กมิฉะนั้น ถ้าลูกไปจับประเด็นผิดว่า เงินทองสามารถบันดาลทุกสิงได้ เขาก็จะบูชาเงินยิ่งกว่าคุณพ่อคุณแม่ เขาจะทำได้ทุกอย่าง เฟือให้!ด้เงินมาตั้งแต่ฉ้อโกงเอง บีบคั้นให้คนอื่นฉ้อโกงมาให้ หรือแม้แต่ขายตัวเอง เขาก็ทำ ได้โดยไม่ละอายใจ ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว เงินทองไม่สามารถชื้อทุกสิง โดยเฉพาะความบรืสุทธื้ใจนั้น เราใช้เงินชือไม่ได้ว่า "ชื้อกินไม่หมด คดกินไม่นาน" นี้ คุณพ่อคุณแม่ต้องปลูกฝังให้ขึ้นใจ 
คนเราโดยมากที่เสียผู้เสืยคนก็เพราะตกเป็นทาสของเงิน ตกเป็นทาสของความอยากรวยทางลัด บางคนใช้เงินชือตำแหน่ง ใช้เงินวิงเต้นล้มคดี เพื่อให้ตนเองพ้นผิด บางคนฉ้อโกงของหลวง คอร์รัปชันทังบนโต๊ะและใต้โต๊ะ เป็นเหตุให้ประเทศไทยไปไม่ถึงไหน ทังๆ ที่มีความพร้อมของทรัพยากรธรรมชาติมากกว่าหลายๆ ประเทศในโลกความไม่ชื้อ หรืออดทนต่อความเย้ายวนของเงินทุจริตไม่ได้นี้เกิดขึ้นเพราะในวัยเด็กขาดการปลูกฝังนิลัยอดทนต่อความเย้ายวนใจมาดีไม่พอและแน่นอนตรงนี้รวมไปถึงคุณพ่อคุณแม่ที่ขึ้อของตามใจลูกด้วยเพราะกำลังหัดให้ลูกแยกแยะไม่ออกว่า อะไรจำเป็นควรชือ อะไรคือความฟุ่มเฟือยเกินจำเป็นทำ อย่างไรจึงจะปลูกฝืงความอดทนต่อความเย้ายวนของสตางค์ได้?


คุณพ่อคุณแม่จำเป็นต้องอธิบายให้ลูกเข้าใจก่อนว่า
    ๑) เงินไม่สามารถข้อความสุขได้ทุกอย่าง อย่างเช่น ชื้อปัญหาครอบครัวไม่ได้ ชื้อความเข้าอกเข้าไจกันไม่ได้ ชื้อความจริงไจไม่ได้

     ๒) ความสุขของมนุษย์นัน โดยทั่วไปแล้ว ก็มาจาก ๔ เรื่อง คือ

๒.๑) สุขจากการมีทรัพย์
๒.๒) สุขจากการไข้สอยทรัพย์
๒.๓) สุขจากการทำงานไม่มีโทษ
๒.๔) สุขจากการไม่มีหนี้สินความสุขทัง ๔ อย่างนี จะเกิดขึ้นได้เมื่อ ทรัพย์ที่หามาได้นั้น เป็นทรัพย์ที่สุจริต

     ๓) ถ้าไปได้ทรัพย์ทุจริตแล้ว ก็จะพบความทุกข์ทั้ง ๔ แทน คือ

๓.๑) ทุกข์จากการมีทรัพย์ เพราะเป็นของร้อนที่ได้มาโดยไม่บริสุทธิ์
๓.๒) ทุกข์จากการไข้สอยทร้พ่ย์เพราะไนขณะที่ไข้สอยออกไปย่อมรู้อยู่แก่ไจว่าเป็นเงินที่ได้มาโดยไม่สุจริต
๓.๓) ทุกข์จากการทำงานมีโทษ เพราะไม่รู้ว่าจะโดนจับติดคุกติดตารางเมื่อไร
๓.๔) ทุกข์จากการมีหนี เพราะอย่างน้อยก็ทุกข์จากหนี้บาปที่ตนเองก่อ

     ๔) เพาะนิสัยความประหยัดไห้แก่ลูก
      สิ่งทีเป็นสัญญาณบอกว่า ลูกจะอดทนต่อความเย้ายวนของเงินทุจริตได้ และจะเป็นคนที่ตั้งหสักตั้งฐานไห้มั่นคงได้ คือ ความประหยัด 
การจะเพาะนิสัยประหยัดให้ลูกนั้น คุณพ่อคุณแม่ต้องมีวิธีการที่เหมาะสม โดยมีหสักการอยู่ว่า ลูกจะมีนิสัยประหยัดได้ เมื่อคุณพ่อคุณแม่ประหยัดเป็นแบบอย่างให้ลูกดูเสียก่อนโดยจะต้องทำดังนี้

      ๔.๑) แก้ลูกให้รู้คุณค่าของเงิน
     เมื่อลูกขอเงินต้องชักถามให้ละเอียดก่อนว่า จะเอาเงินนี้ไปทำอะไร มีความจำเป็นแค่ไหน ถึงต้องไซ้เงิน ถ้าลูกขอโดยไม่มีเหตุผลก็ไม่ควรไห้ ต้องชี้แจงไห้ลูกทราบด้วยว่าเพราะเหตุไดจึงไม่ไห้ แม้ลูกจะไม่พอไจก็ทำไจแข็งไว้ อย่าไห้เงินลูกเพื่อต้ดความรำคาญ อย่าให้ลูกมีความคิดว่า เงินได้มาอย่างง่ายๆ ต้องลอนไห้ลูกรู้ว่าเงินทุกบาททุกลตางค์ที่คุณพ่อคุณแม่หามาได้ หมายถึงหยาดเหงื่อแรงกายของคุณพ่อคุณแม่ ลูกจะได้รู้คุณค่าของเงิน และไซ้เงินอย่างคุ้มค่า

       ๔.๒) แก้ลูกให้เว้นของฟุ่มเฟือย
      สิงใดที่เป็นของฟุ่มเฟือย ไม่จำเป็น คุณพ่อคุณเฌ่อย่าชี้อหาให้ลูก ถ้าขัดไม่ได้ ก็หาอย่างอึ่นที่ราคาไม่แพง แต่ใช้ทดแทนกันได้มาให้ หาวิธีอธิบายไห้ลูกรู้ว่าของดีไม่จำเป็นต้องราคาแพง ผึเกไห้ลูกรู้จักไซ้ของอย่างคุ้มค่า ให้ประโยชน์ได้เต็มที่ ไม่ไช้ทิ้งๆ ขว้างๆเมื่อของเสียหายต้องสอนให้รู้จักซ่อมแซมของนั้นด้วยตัวเอง

      ๔.๓) แก้ลูกให้รู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์
     คุณพ่อคุณแม่ควรลอนลูกให้รู้จักทำของใช้เอง เพื่อเป็นการเสริมลร้างปัญญาให้ลูก โดยเฉพาะของเล่น ไห้ลูกรู้จักประดิษฐ์ขึ้นเอง หรือประกอบจากขึ้นส่วนเอง ลูกจะได้รู้จักช่วยตัวเองเป็น และมีความภาคภูมิไจไนความสำเร็จ มีกำลังใจสูงขึ้น นอกจากนั้นควรฝึกให้
ลูกรู้จักวิธีตัดทอนงบประมาณค่าใช้จ่ายของลูกเอง เพื่อลูกจะได้รู้จักวิธีอดออม และรู้จักทำงานหาเงินได้ด้วยตัวเอง

      ๔.๔) แก้ลูกให้รู้จักเก็บออมทรัพย์
    คุณพ่อคุณแม่ควรหากระป๋องออมสินไห้ลูกสำหรับเก็บเงินที่เหลือจากค่าขนม หรือค่าไช้จ่ายประจ่า ควรพาลูกหรือสอนลูกไห้เอาเงินที่เก็บออมได้ไปฝากเข้าบัญชีในธนาคารเมื่อลูกได้เงินพิเศษจากงานวันสำคัญของลูก เช่น วันเกิด วันขึ้นปีใหม่ ฯลฯ คุณพ่อคุณแม่ควรสอนไห้ลูกเก็บเงินส่วนนื้ไว้ในธนาคารเพื่อเป็นทุนการสืกษา อย่าให้ลูกรู้สึกว่าเงินนื้ได้มาง่าย เพราะจะเป็นเหตุให้ลูกไม่เห็นคุณค่าของเงิน

      ๔.๕) เลือกเพื่อนที่มีนิสัยประหยัดให้ลูกคบ
     เพื่อนที่มีนิสัยฟ่มเฟือย สุรุ่ยสุร่าย ไม่รู้จักค่าของเงินต้องหาวิธีป้องกันอย่าไห้ลูกไปคบหาสมาคมด้วย ส่วนเพื่อนคนไหนรู้จักเก็บหอมรอมริบ ช่วยคุณพ่อคุณเฒ่ทำงานแปงเบาภาระทางบ้าน ต้องไห้ลูกรู้จักคบหาเอาไว้ จะได้ชวนกันประหยัด แสะชวนกันไปไนทางที่ดี

      ๔.๖) แก้ให้ลูกรูว่าอะไรเป็นสิงจำเป็น และ อะไรเป็นส่วนเกินของชีวิตด้วยการลืเกรักษาศีล ๘ ในวันพระ หรือวันหยุดสำหรับข้อนี้เป็นบทฝึกพิเศษที่มีอยู่ไนพระพุทธศาสนาและคุณพ่อคุณเฟนึกไม่ถึงว่า จะสามารถสอนให้ลูกรู้ถึงความจ่าเป็นพื้นฐานของชีวิตนั้น มีแค่ปัจจัย ๔ เทำนั้นวิธีฝึก เมื่อคุณพ่อคุณแม่เห็นว่าลูกโตพอสมควรแล้ว ควรพาไปวัด หัดให้รู้จักรักษาคัล ๘ เพื่อไห้ลูกรู้ว่า บางสิงที่เราคิดว่าจ่าเป็น

      สำ หรับชีวิตนั้น แท้จริงเป็นสิ่งฟุ่มเฟื่อย เช่น การดูหนัง ดูละคร แต่งหน้าทาปาก แต่งตัวตามแฟชั่น สิงเหล่านี้ เมื่อทดลองรักษาสืล ๘ สักระยะหนึ่ง แล้วจะรู้ด้วยตัวเองว่าไม่จำเป็นเลย และเพื่อใหได้ผลดี คุณพ่อคุณแม่ต้องรักษาดีล ๘ เป็นตัวอย่างให้ลูกดูด้วย การรักษาศีล ๘ จะช่วยให้ลูกมีนิสัยประหยัด และรู้จักประมาณในการใช้ปัจจัย ๔ เพื่อการดำ รงชีวิตได้เองเป็นอันว่า การฝึกให้ลูกรู้จักอดทนต่อความเย้ายวนของ ส. ที่ ๓ คือ สตางค์นั้น ทำ ได้โดย

๑) คุณพ่อคุณแม่ต้องปลูกฝังให้ลูกเชื่อมั่นว่า "ชื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน"
๒) สอนให้รู้ว่า ความสุชที่มนุษย์ใด้จากทรัพย์มีอะใรบ้าง
๓) สอนให้รู้ว่า ทุกข์จากการได้ทรัพย์ที่ทุจริตเป็นอย่างไรบ้าง
๔) ปลูกฝังนิสัยประหยัดให้แก่ลูก

      ทั้ง ๔ ประการนี้ จะทำให้ลูกของเราฝ่าความเย้ายวนต่ออำนาจเงินที่ผิดกฎหมายแสะคืสธรรมไปได้แม!ครจะเอามีดมาจ่อคอเอาปีนมาจ่อหัวเพื่อให้ไปโกงใคร ลูกก็จะไม่ทำ แสะสามารถหาทางออกที่ดีได้ด้วยปัญญาของเขาเองสอนลูกให้อดทนต่อความเย้ายวนของเสียงสรรเสริญเยินยอ "ติแล้วไม่โกรธว่ายากแล้ว แด่ชมแล้วไม่ยิ้มกล้บยากยิ่งกว่า"ในสังคมของเรามีเหตุการณ์ทำนองนี้อยู่มากพอสมควร เลยทำให้เสียผู้เสียคนไปก็มาก
คือตอนแรกๆ ที่เริ่มทำงานใหม่ๆ ยังไม่มีชึ่อเสียงอะไร พอทำงานสำ เร็จ ก็มักจะได้รับคำชมอยู่เสมอ ต่อมาเมื่อทำอะไรสำเร็จอีก ก็ยังได้รับคำชมอยู่บ่อยๆ อีก พักหลังๆ ก็ชักจะติดดำชมเมื่อติดคำชมไบ่แล้วถ้ามีไครก็ตามที่ไม่ตำหนิข้อบกพร่องได้ถูกต้องและเป็นบ่ระโยชน์ไนงานชิ้นที่เขาทำ เขาจะรับไม่ได้ พร้อมจะระเบิดอารมณ์ผู้หวังดีกลับไปในที่สุด เพื่อนดีๆ ก็ไม่มีไครกล้าเตือน เพราะกลายเป็นคนที่เตือนไม่ได้!บ่แล้ว เนื่องจากมีอาการหิวดำชมคนที่เมื่อหิวคำชมอย่างหนัก ถ้าทำงานไหนสำเร็จ แล้วไม่มีคนชมงานนั้นเขาก็ชักจะหงุดหงิดไจ คราวนี้เลยเป็นการบังคับโดยอัตโนมัติว่าต่อไบ่นี้ ถ้าไครมาเข้าไกล้ หรือจะไห้ฉันชัวยทำงาน หรือร่วมงานกับฉันห้ามติเด็ดขาด มีหน้าที่ชิ้นชมผลงานของฉันอย่างเดียว ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดีก็ตามหลับหูหลับตาชมไบ่เถิดว่า ดีอย่างนั้นเก่งอย่างนี้วิเศษอย่างโน้นทั้งๆ ที่บางทีก็ไม่จริงพักหลังๆ ก็เลยกลายเป็นคนทำอะไรฉาบฉวยไป เพราะจะเอาแต่

     คำชม และอะไรที่ไม่มีคนชม ก็จะไม่ยอมทำ กลายเป็นพวกมีนิลัยทำ งานเอาหน้า แต่หมกปัญหาไว้ข้างหลังไปครั้งเมื่อเข้าทำนองนี้บ่อยๆ ก็เลยไบ่ไม่รอด เพราะปัญหารุมเร้ามากบวกกับมุ่งทำงานเพื่อเอาหน้า สุดท้ายก็เลยได้แต่ผักชีโรยหน้า และมีแต่ผู้ร่วมงานช่างบ่ระจบลอพลอไว้ข้างกาย แล้วคอยโยนปัญหาไห้คนอื่นตามแก้ในภายหลัง ส่วนใครก็ตามที่ทำทำจะได้ผลงานดี ก็พยายามจะเข้าไบ่มีส่วนร่วมกับเขาด้วย ไนที่สุดก็เป็นคนไม่มีผลงาน มีแต่สร้างปัญหา

     จะเห็นว่า เมื่อตอนเริ่มต้นชีวิตการทำงานนั้นมีแววความสำเร็จดี แต่ที่ไปไม่รอดก็เพราะหิวคำซม หรือติดคำสรรเสํริญเยินยอนั่นเองทำ อย่างไรจะปลูกฝืงดวามอดทนต่อคำสรรเสรืญเยินยอให้แก่ลูกได้ ? มีวิธีง่ายๆ คือ ถ้าคุณพ่อคุณแม่มีลูกที่เรืยนเก่ง เรืยนค่อนข้างดี ห้ามเด็ดขาดว่า อย่าไปชมให้ลูกเหลิงเช่น "ลูกแม่เก่ง ลูกแม่ฉลาด ใครๆ ก็ทำลูกไม่ได้" คุณพ่อคุณแม่อย่าชื่นชมลูกอย่างนั้นเลย เพราะเด็กจะเข้าใจว่า เขาเป็นอย่างที่พ่อกับแม่พูดจริงๆ ประการสำคัญก็คือ กว่าคนเราจะเก่งขึ้นมาได้ มีความรู้ความลามารถขึ้นมาได้ เขาจะต้องได้รับการฝึกอบรมเคี่ยวเข็ญจากหลายๆ คนกว่าเด็กคนหนึ่งจะเรืยนเก่งลอบขึ้นมาได้นี่ คุณพ่อคุณแม่ต้องทุ่มเทมากเท่าไหร่ ครูบาอาจารย์ต้องทุ่มเทมากเท่าไหร่ ไม่ใช่อยู่ๆ จะเก่งขึ้นมาได้เพราะฉะนั้น พอเด็กเรืยนเก่ง คุณพ่อคุณแม่อย่ายอให้ลูกเหลิงต้องรีบชี้ให้ลูกเห็นเลยว่า "การที่ลูกเรืยนดีขึ้นมาได้อย่างนี้ รู1หมลูกเรืยนดีได้เพราะใครเพราะพ่อกับแม่ช่วยอุดหนุนลูกให้ได้เรืยนเต็มที่ คุณครูช่วยจํ้าจี้จํ้าไชสอนให้ คุณลุงก็ช่วยเอาหนังสือดีๆ มาให้ลูกอ่านตั้งหลายเล่ม อุปกรณ์กีฬาก็เอาให้ลูกเล่นลูกถึงได้แข็งแรงสมองดีอย่างนี้ไปกราบขอบคุณคุณลุงไปกราบขอบคุณคุณครูนะลูก"

    ชี้ให้เด็กกตัญญรู้คุณ แทนที่จะมาชม มายกยอปอปั้นให้เด็กเหลิงว่า ตัวเองวิเศษเหนือกว่าคนอื่น ซึ่งจะทำให้เด็กเหลิง วันหลังเลยเตือนไม่ได้ เพราะคิดว่าตัวเองเก่งกว่าคุณพ่อคุณแม่เสืยอีกตรงกันข้าม ถ้าเด็กเรียนอ่อน จะตกจะหล่นเอา ต้องเชียร์ ต้องให้กำ ลังใจ "ลูกพ่อทำได้สิน่า" คนเรามีจุดดีด้วยกันทั้งนั้น เพียงแต่เราไม่ลังเกต จึงไม่เห็นไม่รู้เพราะฉะนั้น ในยามที่ลูกใจตก ท้อแท้ หมดกำลังใจ คุณพ่อคุณแม่ต้องจับจุดตี จับดวามสามารถที่ลูกมีมาให้กำลังใจ และในยามที่ลูกประสบความลัาเร็จ ต้องเให้ลูกเห็นพระคุณของคนอื่น ลูกจะไต้มีความกต้ญผูรู้คุณสำหรับลูกเก่งนั้นมีจุดอันตรายอยู่ถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่ทันระวังคือลูกบางคนเรียนดี เคยสอบได้ที่หนึ่งมาตลอด คราวนี้เกิดพลาดสอบได้ที่สอง ก็เลยทำท่าจะบ้าตาย

      ตัวอย่างนี้เคยมีมาแล้ว เป็นนักเรียนไทยคนหนึ่ง สอบได้ที่หนึ่งมาตลอดจนกระทั่งไปเรียนแพทย์ไนต่างประเทศก็สอบได้ที่หนึ่งตลอดอีกหวังอย่างยิ่งว่าจะได้เกียรตินิยม แต่ว่าเทอมสุดท้ายเกิดผิดพลาด สอบตกไปหนึ่งวิชา เลยไม่ได้เกียรตินิยม แกเสียใจมาก เข้าห้องนั้า ทุบขวดน่าไห้เป็นปากฉลาม แล้วแทงไปที่เลันเลือดใหญ่ ตายอยู่ไนห้องนํ้านั่นเองเพราะ เสียไจที่ไม่ได้เกียรตินิยม

      เพราะฉะนั้น ถ้าคุณพ่อคุณแม่มีลูกที่เรียนอยู่ในเกณฑ์ดีแล้วหรีอทำงานมีหน้ามีตาดีแล้ว หากจะที่ชื่นชมก็รีบชมได้ แต่อย่าไปเชียร์จนเหลิง ควรเชียร์ให้เขาเป็นคนกตัญญรู้คุณคน ให้เขาสำนึกขึ้นมาให้ได้ว่าที่เขาเรียนเก่งมาได้ ดีขึ้นมาได้นั้น มีมีอที่ประกอบด้วยความเมตตากรุณากี่มีอ ที่ช่วยโอบอุ้มประคับประคองเขาขึ้นมา เขาจึงได้มีวันนี้ถ้าคุณพ่อคุณแม่ปฏิบัติต่อลูกเช่นนี้แล้ว ลูกจะเป็นคนไม่เหลิงไปกับคำขม แต่พร้อมที่จะช่วยเหลือผู้อื่นกลับไป เหมีอนอย่างที่เขาเคยได้รับการประคับประคองมา เพราะฉะนั้น ลูกที่ผ่านการฝึกความอดทนทั้ง ๔ รูปแบบนี้มาจากคุณพ่อคุณแม่ ตั้งแต่อดทนต่อความสำบากตรากตรำ อดทนต่อทุกขเวทนาอดทนต่อการกระทบกระทั้ง และอดทนต่อความเย้ายวนของกิเลส ลูกจะพึ่งตัวเองได้ สามารถตั้งหลักตั้งฐานได้ สามารถยืนหยัดในโลกกว้างนี้ได้อย่างสมภาคภูมิ แสะเมื่อเขาพึ่งตนเองได้ เขาจะเป็นที่พึ่งให้คนอื่นได้และพร้อมที่จะตอบแทนกลับคืนไปยังผู้มีพระคุณ พร้อมที่จะช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากความสำบากอย่างสุดความสามารถนั่นเอง

 

 


จากหนังสือ    เลี้ยงลูกอย่างไร ให้เมืองไทยได้เยาวชนดี