เรื่องผีมาเป็นเพื่อน

วันที่ 13 สค. พ.ศ.2562

เรื่องผีมาเป็นเพื่อน

                 ส่วนผี ในที่นี้ หมายถึงเทวดาชั้นต้นที่อยู่ใกล้ชิดกับเรา เห็นเราทำดีก็จะรู้สึกรักใคร่เอ็นดู เวลามีอันตรายก็ช่วยเหลือ เทวดาประเภทนี้ บางองค์ก็ได้รับหน้าที่มาจากเทวดาผู้ใหญ่ให้มาดูแลรักษาคนดีมีศีลธรรมผู้กำลังสร้างบารมี เวลาผู้ที่ได้รับการดูแลนั้น ทำการกุศลสิ่งใดก็จะแบ่งส่วนกุศลให้เขา หรือเขาได้อนุโมทนาใน กุศลกรรมเหล่านั้น ย่อมทำให้บุญของเทวดาที่ว่าเพิ่มพูนยิ่งขึ้น
 

                เรื่องดังที่ข้าพเจ้าพูดถึงนี้ ถ้าแม้เด็กๆ ได้เข้าใจว่าเป็นเรื่องที่มีอยู่จริงเสียตั้งแต่วัยเด็ก เขาจะมีความรู้สึกอบอุ่น มีกำลังใจ บิดามารดา ผู้ปกครองจะอยู่หรือไม่อยู่ดูแลพวกเขา เขาก็จะไม่ว้าเหว่เกินไป เขาจะ
รู้สึกว่าถ้าเขาทำความดีอยู่เสมอๆ แล้ว ก็จะมีเทวดาเป็นเพื่อนและจะทำให้เกลียดชังความชั่วไปโดยปริยาย เพราะเกรงว่าถ้าทำชั่วแล้วเทวดาจะไม่อยู่ด้วย จะหนีไปเสีย นี่เป็นอุบายปลูกฝังนิสัยที่ดีให้เกิดมีหิริโอตตัปปะ
ตั้งแต่อายุน้อยๆ


               ส่วนผีที่ไม่ใช่เทวดา เช่น ผีเปรต ผีอสุรกาย ผียักษ์ เป็นพวกผีที่มาจากคนที่ทำบาปเอาไว้นั้น เขาจะไม่สามารถช่วยดูแลรักษาคนทำความดีได้ เพราะตัวพวกเขาก็เดือดร้อนสาหั อยู่แล้ว แต่เขาก็จะเกรงกลัว

ไม่กล้าทำร้ายรังแกคนดี เพราะเขารู้ว่าถ้าเขาทำผิดต่อมนุษย์ดีๆ บาปของเขาจะเพิ่มพูนให้ต้องทุกข์ยากหนักขึ้นอีกในทันทีทันใดนั้นเอง
 

                 สมัยที่ข้าพเจ้ายังเป็นนักเรียนอยู่ในโรงเรียนประจำ ซึ่งโรงเรียนนั้นดั้งเดิมทีเดียวเป็นวังเก่าใน สมัยรัชกาลที่ ๕ ข้าพเจ้าพักอยู่กับเพื่อนราว ๔๐ คน ในตึกหลังที่ ๒๔ คืนหนึ่งเวลาดึก งัด อากาศหนาวเย็น ข้าพเจ้ารู้สึกไม่ สบาย ปวดมวนในท้อง จึงลุกขึ้นไปห้องส้วม เจ้ากรรมจริงๆ มีเพื่อนเข้าอยู่ก่อนแล้ว ในตึกนอนก็มีส้วมเพียงส้วมเดียว ยืนคอยเป็นพักใหญ่เพื่อนก็ไม่ออกมา ข้าพเจ้าทนต่อไปไม่ไหว รู้สึกเหมือนปวดทั้งหนักทั้งเบาในท้องวุ่นวายกระอักกระอ่วนไปหมด จึงจำเป็นต้องลงจากตึกเพื่อวิ่งไปเข้าส้วมกลางซึ่งเป็นส้วมแถว ๖ ห้องเรียงกัน อยู่ระหว่างตึกนอนที่ ๒๔และ ๒๕ ห่างออกไปจากตัวตึกประมาณ ๕๐ เมตร

 

               ในเวลากลางคืนไม่มีเด็กคนใดชอบไปเพราะจะรู้สึกเงียบ เปลี่ยวและวังเวง ความปวดท้องทำให้ลืมกลัว ข้าพเจ้าวิ่งอ้าวไปเข้าส้วม ถ่ายของเสียทั้งหนักเบาออกจนหมดตัว พอสบายท้องดีแล้ว ขณะที่กำลังนุ่งผ้าให้เรียบร้อย ความเงียบกริบทำให้เริ่มรู้สึกหวาดหวั่น จึงคิดในใจขึ้นว่า แหมนี่ถ้ามีเพื่อนมาเข้าส้วมด้วยกันสักคนก็ดีน่ะซี จะได้อุ่นใจ
 

              ทันใดนั้นเองข้าพเจ้าก็ได้ยินเสียงในห้องส้วมติดกันดังโคล้งเคล้งขึ้น เป็นเสียงเหมือนคนหยิบภาชนะที่ใช้ในส้วม คือกระป๋องอะลูมิเนียมมีด้ามถือสำหรับตักน้ำในโอ่งเล็กๆ ราดส้วมบ้าง ล้างก้นบ้าง แล้วติดตามด้วยเสียงตักน้ำในโอ่งราดลงในส้วมอีก ๒-๓ ครั้ง
 

                 ข้าพเจ้าดีใจขึ้นมาอย่างเต็มที่ว่าเรามีเพื่อนมาเข้าส้วมด้วยจริงๆจะเป็นเพื่อนตึกไหนก็ช่างเถอะ รู้จักกันดีอยู่ทั้ง ๒ ตึกน่ะแหละ แต่ก็สงสัยตัวเองอยู่นิดหน่อยว่า
"เอ เขามาถึงส้วมตอนไหนกัน เพราะตอนเรามาถึง ประตูส้วม เปิดอยู่ทุกห้องเลย แล้วเรานั่งอยู่ในส้วมตั้งนาน เวลาใครเดินหรือวิ่งมา เราก็น่าจะได้ยิน หรือถ้าตอนมาไม่ได้ยิน ตอนปิดประตูใส่กลอนก็น่าได้ยินเสียงบ้าง เพราะเป็นห้องติดกับเราแท้ๆ"

 

                ข้าพเจ้าฉุกใจ สงสัยเพียงชั่วแวบเดียวก็คิดว่า
"สงสัยเราปวดท้องมาก หูเลยอื้อ ไม่ได้ยินอะไรเลยก็เป็นได้ จะยังไงก็ช่าง มีเพื่อนมาอยู่ใกล้ๆ นี่ก็เป็นเรื่องวิเศษสุดแล้ว" คิดแล้วข้าพเจ้าก็คอยอยู่รอจนกระทั่งเขาเปิดประตูส้วมดังแกร๊ก

 

                 ข้าพเจ้าก็เปิดตามแกร๊กออกมาแทบจะพร้อมกัน แล้วก็ก้าวเท้าออกมาทันที อ้าปากขึ้นเพื่อเตรียมทักทาย ก็ต้องอ้าปากค้างอยู่แค่นั้น เพราะที่หน้าส้วมทั้งแถบยาวถึง ๖ ห้องว่างเปล่า ไม่มีผู้ใดเลย ว่างเงียบ มีสายลมเย็นพัดผ่านตัวข้าพเจ้าวูบหนึ่งเหมือนคนเดินผ่านอย่างเร็วๆ สมองข้าพเจ้ารายงานทันทีว่า ผีหลอก เพราะระยะทางจากตึกนอนทั้งสองมาที่ส้วมราวๆ ๕๐ เมตรนั้น ใครจะวิ่งเป็นลมพัดอย่างไรก็ต้องยังไม่ถึงตัวตึก

แต่ทุกอย่าง เงียบ สนิท ประตูตึกทั้งสองปิด ข้าพเจ้าเป็นคนถือกุญแจตึก ๒๔ มาด้วยเพราะเป็นหัวหน้าตึก พอรู้ตัวว่าผีหลอก แม้จะเกิดอาการเย็นวาบขึ้นในอก ข้างหลังก็เหมือนหนาวยะเยือกขึ้นมา ขาเกิดแข็งไปชั่วครู่ ไม่ยอมก้าวเดิน ข้าพเจ้ารีบเรียก สติคืนมา เพราะรู้ว่าในเหตุการณ์เฉพาะหน้าอย่างนี้จะพึ่งใครไม่ได้ ต้องพึ่งตนเอง

                ข้าพเจ้าก้าวเดินทันทีเมื่อขายอมทำงานแล้ว เดินช้าๆอย่างองอาจเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น รู้สึกคอแข็งมองตรงไปข้างหน้า ทำอย่างไรๆ ก็จะต้องไม่ยอมเหลียวหลังเป็นอันขาด ในใจเวลานั้นว่างเปล่า
นี่ถ้ารู้ถึงอำนาจพระศรีรัตนตรัยอยู่บ้างในตอนนั้น ก็คงจะเจริญภาวนาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ใจก็จะมีที่พึ่ง ไม่ต้องเกร็งจนแทบหัวใจจะหยุดเต้นอย่างนั้น กลับถึงเตียงนอน หัวใจเต้นโครมคราม หายอ่อนเพลียไม่มีง่วงเหงาเหลืออยู่เลย นอนตาค้างอยู่อีกหลายชั่วโมงจนสว่าง

                ครั้นรุ่งเช้าก่อนไปอาคารเรียน ขณะที่นักเรียนทั้งสองตึกต้องเข้าแถวเพื่อเดินไปรับประทานอาหารเช้าที่โรงอาหาร ข้าพเจ้าออกเดินถามเพื่อนในแถวทั้งสองตึกว่า เมื่อตอนดึกประมาณตีสอง มีใครออกจากตึกนอนไปห้องส้วมแถวบ้าง ทุกคนปฏิเสธและพากันถามว่า มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น

               ข้าพเจ้าเห็นว่าไม่ควรเล่าเรื่องผีหลอกนี้ให้เพื่อนฟัง เพราะจะพากันหวาดหวั่นกลัวผีเดือดร้อนกันไปเปล่าๆ โดยเฉพาะตัวข้าพเจ้านั่นแหละ จะเป็นคนเดือดร้อนที่สุด เพราะเป็นหัวหน้าตึก ใครๆ จะต้องเอาเป็นที่พึ่ง ต่อไปใครปวดท้องจะเข้าห้องส้วม คงจะต้องไปปลุกข้าพเจ้าให้ไปเป็นเพื่อน คงไม่เป็นอันหลับอันนอน จึงปฏิเสธโดยกลบเกลื่อนไปว่า


"คงเป็นยามประจำที่ต้องออกเดินตรวจ ไม่มีอะไรหรอก" ซึ่งความจริงก็ไม่มีอะไรจริงๆ คือไม่มีอะไรที่เป็นคน แต่มีอะไรที่เป็นอย่างอื่น  เวลานั้นข้าพเจ้านึกเคือง ผี ผู้นั้นอยู่เหมือนกัน ทำไมต้องมาหลอกกันด้วย ฉันก็กลัวเหมือนกันนะ ต่อมาได้ยินอาจารย์สองท่านคุยกันถึงเรื่องความเป็นอยู่ของวังแห่งนี้ในอดีต จึงได้ทราบว่า ตรง สถานที่ที่สร้างส้วม แต่เดิมเป็นประตู เรียกว่า ประตูผี คือเป็นประตูที่มีไว้สำหรับให้รถบรรทุกศพของผู้คนในวังที่ถึงแก่กรรมออกทางนี้ ไม่ใช่ประตูสำหรับผู้คนเข้าออก

                 เมื่อวังมาเปลี่ยนเป็น สถานที่ราชการ จึงได้ก่ออิฐ ถือปูนโบกปิดเสีย เมื่อเติบโตได้เรียนรู้ถึงหลักศาสนา รู้ถึงความเป็นไปของภพภูมิต่างๆ ทางปริยัติด้วย ทางปฏิบัติด้วย ทำให้ทราบว่า ผีในครั้งนั้น เขาตั้งใจเป็นเพื่อนจริงๆ เพราะข้าพเจ้านึกอยากมีเพื่อน เขาไม่ได้คิดหลอกหลอน ความรู้สึกนึกคิดของเขาก็ไม่ต่างอะไรกับเรา ถ้าเราถามเขาว่า
 

ทำไมทำอย่างนั้น เขาก็จะต้องตอบว่า
"แหม หวังดีนะ เห็นอยากมีเพื่อน ก็อุตส่าห์เป็นเพื่อนให้แล้ว ยังว่าไม่ดีอีกหรือ"
นี่เป็นผีเทวดาชั้นต่ำที่สุดที่อยู่ตามพื้นดิน มีความเอ็นดูข้าพเจ้าเป็นพิเศษ

 

จากหนังสือ จากความทรงจำเล่ม1

อุบาสิกาถวิล วัติรางกูล

 

 Total Execution Time: 0.0013742645581563 Mins