สรณะอันเกษม

วันที่ 07 เมย. พ.ศ.2546


....."ผู้ใด ถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ว่าเป็นที่พึ่ง ที่พึ่งนั้นแล คือที่พึ่งอันเกษม คือที่พึ่งอันอุดม เมื่ออาศัยที่พึ่งนั้นแล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้"

 

.....ที่ตรัสอย่างนี้ เพราะว่าพระองค์ได้ทรงเข้าถึงสรณะภายในด้วยพระองค์เอง และได้พิสูจน์แล้วว่าที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริงของมนุษย์ทุกคน มีเพียง ๓ อย่างนี้เท่านั้น และท่านผู้รู้ทั้งหลาย ต่างได้ยืนยันอย่างนี้เหมือนกันหมด เพราะฉะนั้นพวกเราซึ่งเป็นพุทธศาสนิกชน ก็ควรจะยึดเอาพระรัตนตรัย ๓ อย่างนี้เป็นที่พึ่งที่ระลึก เป็นที่ยึดที่เกาะของใจเรา ซึ่งเมื่อเข้าถึงแล้ว เราจะพ้นจากความทุกข์ทั้งหลาย เข้าถึงความสุขที่แท้จริงได้

 

......ชาวโลกทั้งหลายที่ยังไม่เคยได้ยินได้ฟังคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า ย่อมไม่รู้จักว่า สรณะที่แท้จริงคืออะไร อยู่ที่ตรงไหน และจะเข้าถึงได้ด้วยวิธีการใด เมื่อไม่รู้ ก็เลยไปยึดเอาสิ่งที่ตนได้พบเห็นว่า สิ่งเหล่านั้นเป็นที่พึ่งเป็น ที่ระลึก

 

.....แม้แต่ในสมัยพุทธกาล ที่พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นในโลก พระองค์ได้ตรัสแก่ผู้มีบุญทั้งหลาย ถึงที่พึ่งที่ระลึกว่า มีอยู่เพียง ๓ อย่างนี้เท่านั้น ผู้ที่ ประพฤติปฏิบัติตาม ต่างได้บรรลุธรรมาภิสมัย เข้าถึงพระรัตนตรัยกันมากมาย แต่ในยุคเดียวกันนั้นเอง บางคนแม้เกิดร่วมสมัยกัน กลับไม่เคยได้ยินได้ฟังเลยว่า อะไรเป็นสรณะที่แท้จริง ดังเช่น ปุโรหิตอัคคิทัต

 

.....พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรม ให้อัคคิทัตดาบสและบริวาร ได้ทราบถึงสรณะที่แท้จริงว่า สรณะที่แท้จริง มีเพียง ๓ อย่างเท่านั้น มีอยู่ภายในตัวของเรา คือพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ ทั้ง ๓ อย่างนี้เป็นที่พึ่งอันเกษม ที่จะช่วยให้พ้นจากความทุกข์ทั้งหลายได้ ส่วนภูเขา ป่า ต้นไม้ใหญ่ หรืออารามศักดิ์สิทธิ์ สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ที่พึ่งอันแท้จริง

 

.....เมื่อพระองค์ตรัสพระธรรมเทศนาจบลง อัคคิทัตดาบสและบริวารก็ ได้บรรลุมรรคผลนิพพานกันทั้งหมด พระพุทธเจ้าจึงประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทา ให้เป็นนักบวชในพระพุทธศาสนา นี่ก็เป็นเครื่องยืนยันว่าพระรัตนตรัยภายในเท่านั้น เป็นที่พึ่งที่ระลึกที่ แท้จริงได้ เพราะฉะนั้นเมื่อเราได้ตั้งใจปฏิบัติธรรมแล้ว ต้องนับว่าเป็นบุญลาภ ของเรา ที่ได้มีโอกาสมาศึกษากิจในทางพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นเรื่องราวที่สำคัญเกี่ยวกับชีวิตของเราเอง

 

......ถ้าหากเรายังไม่รู้จักว่าสรณะนั้นเป็นอย่างไร อยู่ที่ตรงไหน จะเข้า ถึงด้วยวิธีการใดแล้ว ชีวิตเราก็จะมีแต่ความทุกข์ทรมาน แต่ถ้าหาก ว่าเรารู้จักและรู้วิธีปฏิบัติที่ถูกต้องแล้ว ไม่ช้าเราก็จะเข้าถึงความสุขที่แท้จริงที่อยู่ภายในตัวของเราเองได้ วิธีที่จะเข้าถึงความสุขและที่พึ่งที่แท้จริงนี้ ต้องหยุดนิ่งอย่างเดียวเท่านั้น นำใจที่แวบไปแวบมา คิดไปในเรื่องราวต่างๆ นำมาฝึกให้มาหยุดนิ่งอยู่ในกลาง กาย ตรงศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ในระดับเหนือสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ

 

.....โดย สมมติว่าเราหยิบเส้นด้ายขึ้นมา ๒ เส้น เส้นหนึ่งขึงให้ตึง จากสะดือทะลุหลัง อีกเส้นหนึ่งขึงจากด้านขวาทะลุด้านซ้าย ให้เส้นด้ายทั้ง ๒ ตัดกันเป็นกากบาท จุดตัดเล็กเท่ากับปลายเข็ม ตรงนี้เรียกว่าฐานที่ ๖ ให้สมมติเอานิ้วชี้กับนิ้วกลางวางซ้อนกัน แล้วนำไปทาบตรงจุดตัดของเส้นด้ายทั้งสอง สูงขึ้นมา ๒ นิ้วมือ เรียกว่าศูนย์กลางกายฐานที่ ๗

 

.....ชีวิตเราควรแสวงหาสิ่งที่เป็นสรณะที่แท้จริง เราจะได้พ้นจากความทุกข์ทั้งหลาย หลวงพ่ออยากให้ทุกคน เข้าถึงตรงนี้กันจังเลย เพราะอยากให้มีความสุข อยากให้มีความบริสุทธิ์ อยากให้รู้แจ้งเห็นแจ้ง เกี่ยวกับเรื่องตัวของเรา และสรรพสิ่งทั้งหลาย เราเกิดมาทั้งทีต้องเข้าถึงที่พึ่งที่แท้จริงให้ได้ ต้องรู้เรื่องราวของตัวเราเองว่า เรามาจากไหน มาทำไม อะไรคือเป้าหมาย ที่แท้จริงของชีวิต ต้องให้ไปรู้ไปเห็นด้วยตัวเองให้ได้ เมื่อรู้เห็นแล้ว เราก็ต้องมุ่งเอาชีวิตเป็นเดิมพันทีเดียว มุ่งไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรม เพราะฉะนั้นให้ ลูกทั้งหลายรักในการปฏิบัติธรรม เอาจริงเอาจัง อย่าเกียจคร้าน อย่าประมาทกันอีกเลย
 

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร