ลูกพ่อท้อไม่เป็น

วันที่ 07 สค. พ.ศ.2556

          

 

           ท้อเล่น ๆ ก็ไม่เอา เพราะว่ามันจะมีอานิสงส์ไปถึงท้อบริสุทธิ์ คือ ท้อแท้เมื่อไหร่ไปถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ ท้อแท้ก็ท้อถอย มันก็ถอยหลังน่ะสิ ฉะนั้น จะท้อบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์เราก็ไม่เอา ต้องไม่มีคำนี้ ต้องลุยกันใหม่ อย่างที่ยกตัวอย่างทุกอาทิตย์ที่ผ่านมานี่แหละ ถ้าบอกกันยังไม่ถึงสองพันกว่าครั้ง คนเดียวนะจ๊ะ
 

          เหมือนอย่างพระมหาเถระที่รับภารกิจ จะต้องไปนำพระนาคเสนมาบวช พระนาคเสนเกิดอยู่ในตระกูลมิจฉาทิฏฐิมีความเห็นผิด เรียกว่าเป็นปรปักษ์กับพุทธศาสนาเลย ไม่ชอบพระรัตนตรัย ไม่ชอบเห็นพระสงฆ์หรอก เห็นก็เป็นลุยกันเลย แต่ท่านเมื่อได้รับภารกิจจากหมู่คณะแล้วท่านก็ทำหน้าที่ไปยืนบิณฑบาตอยู่หน้าบ้านเพื่อให้พระนาคเสนซึ่งยังเป็นเด็กได้เห็นผ้ากาสาวพัสตร์ เห็นอาการของพุทธบุตรที่สงบเสงี่ยมสง่างาม เห็นแล้วก็ให้ประทับอยู่ในใจ แต่การที่ท่านต้องการเพียงแค่นี้ แต่ว่าผู้ที่ออกมาดูด้วยไม่ใช่พระนาคเสนเพียงคนเดียว ทั้งพ่อทั้งแม่หมู่ญาติออกมาด้วยมาลุยไล่ท่าน แต่ท่านก็เฉยๆ ท่านก็ไม่ได้คิดอะไร ท่านคิดว่าจะต้องทำภารกิจให้สำเร็จ คือ พาพระนาคเสนมาบวชให้ได้ ท่านใช้เวลาอย่างนี้ทำอย่างนี้ทุกวันไม่ขาดเลยแม้แต่วันเดียว 7 ปี ปีหนึ่ง 365 วัน เอา 7 คูณ ก็สองพันกว่าวัน จึงประสบความสำเร็จ พุทธศาสนาจึงสืบทอดมาอยู่กับท่านถึงปัจจุบันนี้

 

          เราถ้าไปเทียบกับการทำความเพียรของท่านที่จะปฏิบัติภารกิจให้บรรลุเป้าหมาย เหลืออีกนิดเดียว อย่าไปท้อแท้ท้อถอย ก็พูดไปเรื่อยๆ แหละ แล้วก็ใช้สติใช้ปัญญาของเราไปด้วย ใช้กำลังใจอันสูงส่ง จิตใจที่มีความรักและปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์อย่างแท้จริง ทำมันไปทุกวัน เดี๋ยวจะมีสักวันที่บุญเก่าของผู้ที่ไปชวนได้ช่อง พอได้ช่องก็จะดึงดูดสิ่งดีๆ ไปหาตัวเขา สิ่งที่เราพูดผ่านไปแล้วนั้นน่ะก็ไม่ได้สูญเปล่า มันก็จะเจริญงอกงามอยู่ในใจของเขาอยู่ แต่คอยวันเวลาเท่านั้น

 

           หลวงพ่อก็ยังยืนยันว่าทุกคนมีเชื้อแห่งความดีอยู่ในตัว คอยจังหวะวันเวลาเท่านั้นแหละที่จะเจริญงอกงาม ถ้าเราไม่ทำหน้าที่ตรงนี้ เราก็จะพลาดโอกาส ฉะนั้นต้องทำกันต่อไปนะลูกนะ ทั้งทำด้วยตัวเองแล้วก็ไปชวนคนอื่นเขาด้วย


 

พระเทพญาณมหามุนี