เรื่องพระสารีบุตรทำหน้าที่กัลยาณมิตร

วันที่ 06 ตค. พ.ศ.2556

พระสารีบุตรทำหน้าที่กัลยาณมิตร 

เรื่องพระสารีบุตรทำหน้าที่กัลยาณมิตร

        สมัยหนึ่ง มีนักบวชชื่อ สญชัยปริพาชกอาศัยอยู่ในพระนครราชคฤห์ พร้อมด้วยปริพาชกบริษัทหมู่ใหญ่ซึ่งเป็นศิษย์ จำนวน 250 คน ครั้งนั้น พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ เมื่อยังไม่ได้บวชในพระพุทธศาสนา ท่านมีนามเดิมว่า

อุปติสะและโกลิตะ ได้ศึกษาและประพฤติพรหมจรรย์

        อยู่ในสำนักสญชัยปริพาชกท่านนี้ ทั้งสองได้ทำกติกากันไว้ว่า ผู้ใดบรรลุอมตธรรมก่อนก็ขอให้ผู้นั้นได้บอกอมตธรรมแก่อีกคนหนึ่งด้วย

        วันหนึ่ง ขณะนั้นเป็นเวลาเช้า พระอัสสชิ ซึ่งเป็นหนึ่งในพระปัญจวัคคีย์ที่บรรลุธรรมแห่งพระพุทธองค์แล้ว ได้ถือบาตรจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังพระนครราชคฤห์ ท่านเป็นผู้มีกิริยามรรยาท น่าเลื่อมใส มีนัยน์ตาทอดลง ถึงพร้อม

ด้วยอิริยาบถสารีบุตรปริพาชกได้เห็นพระอัสสชิ กำลังเที่ยวบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์ และเห็นกิริยามรรยาทอันน่าเลื่อมใสจึงเกิดความดำริว่า บรรดาพระอรหันต์หรือท่านผู้ได้บรรลุพระอรหัตมรรคในโลก ภิกษุรูปนี้คงเป็นผู้หนึ่งแน่ 

ถ้ากระไร เราพึงเข้าไปหาภิกษุรูปนี้แล้วถามว่า ท่านบวชเฉพาะใคร ใครเป็นศาสดาของท่าน หรือท่านชอบใจธรรมของใคร?

        แต่แล้วเกิดยั้งคิดได้ว่า ยังเป็นกาลไม่สมควรจะถามภิกษุรูปนี้ เพราะท่านกำลังเข้าละแวกบ้านเที่ยวบิณฑบาต ฉะนั้น เราพึงติดตามภิกษุรูปนี้ไปข้างหลัง รอเวลาที่ท่านเสร็จกิจแล้วจึงจะเข้าไปสนทนาด้วยครั้นได้เวลาอันเหมาะสม

แล้วสารีบุตรปริพาชกจึงเข้าไปหาพระอั ชิได้พูดจาปราศรัย พอให้เป็นที่บันเทิงเป็นที่ระลึกถึงกันแล้วสารีบุตรปริพาชก จึงได้กล่าวกับพระอัสสชิว่า

        "อินทรีย์ของท่านผ่องใสผิวพรรณของท่านบริสุทธิ์ผุดผ่อง ท่านบวชเฉพาะใคร ใครเป็นศาสดาของท่าน หรือท่านชอบใจธรรมของใคร ขอรับ"

        พระอัสสชิตอบว่า

        "มีอยู่ท่าน พระมหาสมณะศากยบุตร ทรงออกผนวชจากศากยตระกูล เราบวชเฉพาะพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นเป็นศาสดาของเรา และเราชอบใจธรรมของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น."

        สารีบุตรปริพาชกจึงถามว่า

        "ก็พระศา ดาของท่าน อนอย่างไร แนะนำอย่างไร"

        "เราเป็นคนใหม่ บวชยังไม่นาน เพิ่งมาสู่พระธรรมวินัยนี้ ไม่อาจแสดงธรรมแก่ท่านได้กว้างขวาง แต่จักกล่าวใจความแก่ท่านโดยย่อ. พระอัสสชิกล่าว

        "น้อยหรือมาก นิมนต์กล่าวเถิด ท่านจงกล่าวแต่ใจความแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าต้องการใจความอย่างเดียว ท่านจักทำพยัญชนะให้มากทำไม."

        ลำดับนั้น พระอัสสชิ ได้กล่าวธรรมปริยายนี้แก่สารีบุตรปริพาชก ว่าดังนี้


        "ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตทรงแสดงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะมีปกติทรงสั่งสอนอย่างนี้"

        ครั้นได้ฟังธรรมปริยายนี้สารีบุตรปริพาชก มีดวงตาเห็นธรรมเกิดขึ้นทันที จิตใจผ่องใสปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ประจักษ์แจ้งแล้วว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาสิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับไปเป็นธรรมดา

        เวลาต่อมาสารีบุตรปริพาชกได้เข้าไปหาโมคคัลลานปริพาชก ครั้นโมคคัลลานปริพาชกได้เห็นสารีบุตรปริพาชกเดินมาแต่ไกล จึงถามสารีบุตรปริพาชกว่า

        "ผู้มีอายุ อินทรีย์ของท่านผ่องใสผิวพรรณของท่านบริสุทธิ์ผุดผ่อง ท่านได้บรรลุอมตธรรมแล้วกระมังหนอ"

        "ถูกละ ผู้มีอายุ เราได้บรรลุอมตธรรมแล้ว." สารีบุตรปริพาชกตอบ

        "ท่านบรรลุอมตธรรมได้อย่างไร ด้วยวิธีไร"

        "ผู้มีอายุ วันนี้เราได้เห็นพระอั ชิกำลังเที่ยวบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์ ท่านเป็นผู้มีกิริยามรรยาทน่าเลื่อมใสครั้นแล้วเราได้มีความดำริว่า บรรดาพระอรหันต์หรือท่านผู้ได้บรรลุอรหัตมรรคในโลก ภิกษุรูปนี้คงเป็นผู้ใดผู้หนึ่งแน่ 

ถ้ากระไร เราพึงเข้าไปหาภิกษุรูปนี้ แล้วถามว่า ท่านบวช เฉพาะใคร ใครเป็นศาสดาของท่าน หรือท่านชอบใจธรรมของใคร เรานั้นได้ยั้งคิดว่า ยังเป็นกาลไม่สมควรจะถามภิกษุรูปนี้ เพราะท่านยังกำลังเข้าละแวกบ้านเที่ยวบิณฑบาต 

"ฉะนั้นเราพึงติดตามภิกษุรูปนี้ไปข้างหลัง เพราะเป็นทางอันผู้มุ่งประโยชน์ทั้งหลายจะต้องสนใจ"

        "ลำดับนั้น พระอัสสชิเที่ยวบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์ ถือบิณฑบาตกลับไปแล้ว ต่อมาเราได้เข้าไปหาพระอัสสชิ ครั้นถึงแล้ว ได้พูดปราศรัยกับพระอัสสชิ ครั้นผ่านการพูดปราศรัยพอให้เป็นที่บันเทิง เป็นที่ระลึกถึงกันไปแล้ว 

ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วได้กล่าวคำนี้ต่อพระอัสสชิว่าอินทรีย์ของท่านผ่องใสผิวพรรณของท่านบริสุทธิ์ผุดผ่อง ท่านบวชเฉพาะใคร ใครเป็นศาสดาของท่านหรือท่านชอบใจธรรมของใคร ขอรับ"

        "พระอัสสชิตอบว่า มีอยู่ท่าน พระมหาสมณะศากยบุตรเสด็จออกทรงผนวชจากศากยตระกูล เราบวชเฉพาะพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็นศาสดาของเรา เราชอบใจธรรมของพระผู้มีพระภาค

พระองค์นั้น"

        "เราได้ถามพระอัสสชิต่อไปว่า ก็พระศาสดาของท่านสอนอย่างไร แนะนำอย่างไร พระอัสสชิตอบว่า เราเป็นคนใหม่ บวชยังไม่นาน เพิ่งมาสู่พระธรรมวินัยนี้ ไม่อาจแสดงธรรม แก่ท่าน ได้กว้างขวางแต่จักกล่าวใจความแก่ท่านโดยย่อ 

เราได้เรียนว่า น้อยหรือมาก นิมนต์กล่าวเถิด ท่านจงกล่าวแต่ใจความแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าต้องการใจความอย่างเดียว ท่านจักทำพยัญชนะให้มากทำไม"

        "ผู้มีอายุ ครั้งนั้น พระอัสสชิได้กล่าวธรรมปริยายนี้ ว่าดังนี้"

        "ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตทรงแสดงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะมีปกติทรงสั่งสอนอย่างนี้"

        ครั้นได้ฟังธรรมปริยายนี้ โมคคัลลานปริพาชก ก็ได้ดวงตาเห็นธรรมเช่นเดียวกับสารีบุตรปริพาชก ท่านมีจิตผ่องใสปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน รู้ประจักษ์ชัดว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาสิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับไป

เป็นธรรมดา

        ปริพาชกทั้งสองจึงปรึกษากันว่าควรที่จะเชิญชวนสญชัยปริพาชก ซึ่งเป็นอาจารย์เข้าไปสักการะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยกัน เพราะแม้พระอัสสชิซึ่งเป็นพระสาวก ยังกล่าวธรรมจนท่านทั้งสองได้ดวงตาเห็นธรรม หาก

ได้เข้าเฝ้าถวายสักการะแด่พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ย่อมจะเกิดประโยชน์แก่ชีวิตอย่างมหาศาล แต่สญชัยปริพาชก ไม่ปรารถนาที่จะไปด้วย ยังมีความพอใจที่จะเป็นอาจารย์ของหมู่ปริพาชกอยู่เช่นเดิม

        อย่างไรก็ตาม สารีบุตรปริพาชกและโมคคัลานะปริพาชก ก็ชวนกันเดินทางไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยความมุ่งมั่น

        พระพุทธองค์ครั้นได้ทอดพระเนตรเห็นสารีบุตร โมคคัลลานะมาแต่ไกล จึงมีรับสั่งกับพระภิกษุทั้งหลายว่า
 
      "ดูกรภิกษุทั้งหลาย สหายสองคนนั้น คือโกลิตะ และอุปติสะ กำลังมานั่น จักเป็นคู่สาวกของเรา จักเป็นคู่อันเจริญชั้นเยี่ยมของเรา" 

     ครั้งนั้นสารีบุตรปริพาชกและโมคคัลลานะปริพาชกพากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคครั้นถึงแล้วได้ซบเศียรลงที่พระบาทของพระผู้มีพระภาค แล้วทูลขอบรรพชาอุปสมบทต่อพระผู้มีพระภาคว่า 

        "ขอพวกข้าพระพุทธเจ้า พึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาคพระพุทธเจ้าข้า.

        พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า

        "พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว พวกเธอจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด."

        หลังจากบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาเรียบร้อยแล้ว ปริพาชกทั้งสองได้กลายเป็นพระอรหันต์ และเป็นอัครสาวกผู้ที่มีบทบาทในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งเรารู้จักท่านทั้งสองในนาม พระสารีบุตร และพระโมคัลลานะ จากเรื่องราวดังกล่าว แสดงให้เห็นความเป็นกัลยาณมิตรระหว่างพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ที่ทำให้ท่านทั้งสองได้ดวงตาเห็นธรรม อีกทั้งยังได้พบพระบรมครู คือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

สรุป

        การเป็นกัลยาณมิตรให้บุคคลอื่น และการมีบุคคลอื่นมาเป็นกัลยาณมิตรให้เรานั้นหากมุ่งช่วยเหลือเกื้อกูลกันในทางที่ดีงาม ย่อมจะทำให้ชีวิตมีความเจริญก้าวหน้า ทั้งนี้เพราะเราเองจะเป็นคนดีเพียงคนเดียวไม่ได้ และจะอยู่เพียงลำพังคนเดียวในโลกไม่ได้ จำเป็นจะต้องมีความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น การมีความสัมพันธ์กับบุคคลเหล่าอื่นไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของการเป็นกัลยาณมิตรหรือไม่ใช่การเป็นกัลยาณมิตรย่อมมีผลต่อชีวิตของเรา หากเราหยิบยื่นความสัมพันธ์แก่บุคคลอื่นในการเป็นกัลยาณมิตร หรือเราได้รับการหยิบยื่นด้วยความเป็นกัลยาณมิตรจากบุคคลอื่น ก็ย่อมเชื่อแน่ได้ว่า ชีวิตของเราย่อมประสบกับความดีงามและพบกับความสำเร็จในการดำเนินชีวิตทั้งทางโลกและทางธรรม

 

จากหนังสือ DOU

วิชา DF 101 การทำหน้าที่กัลยาณมิตรเบื้องต้น 

กลุ่มวิชาการทำหน้าที่กัลยาณมิตร