ความเชื่อเรื่องผี ของคนในศาสนาอื่น

วันที่ 21 กค. พ.ศ.2558

 

 

ความเชื่อเรื่องผี ของคนในศาสนาอื่น


    เราจะเห็นได้ว่ามีบางศาสนาที่ไม่เชื่อเรื่องผี ไม่เชื่อเรื่องเวียนว่ายตายเกิด แต่มีความเชื่อว่าตายแล้วก็จบ แล้วไปรอพิพากษาจากพระเจ้าเท่านั้น แต่ปรากฏว่าก็มีนักวิทยาศาสตร์ที่เขารวบรวมเรื่องราวในอดีตชาติของตนเองได้ถามเรื่องอะไรก็รู้หมด ตอบได้เป็นคุ้งเป็นแคว ซึ่งพอตรวจสอบแล้วก็ขจริงอย่างนั้นด้วย แล้วเด็กเหล่านี้ก็มีความสามารถพิเศษ เช่น อยู่ๆก็พูดภาษาต่างประเทศที่ตนไม่เคยรู้มาก่อน โดยเขารวมทีมกัน มีนักวิทยาศาสตร์ทำงานกันเป็นร้อยๆ คน ตั้งคนทำงานขึ้นมา พอมีใครแจ้งข่าวมา ตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นเห็นว่ามีมูลก็จะไปพิสูจน์ด้วยกันเป็นทีม ซึ่งเขารวมเรื่องราวเหล่านี้ไว้เป็นพันๆเรื่อง แล้วพิมพ์หนังสือออกมาเป็นเล่มๆ รวมหลายร้อยเล่ม
    คนส่วนใหญ่มาเกิดแล้วจำเรื่องในอดีตชาติไม่ได้ แต่จะมีคนส่วนหนึ่งที่จดจำเรื่องราวในอดีตชาติได้ ทุกอย่างมีข้อยกเว้นเสมอ เมื่อชาวต่างชาติเขาค้นคว้าไปพบข้อมูลอย่างนี้แล้ว จึงเกิดคำถามคือ ถ้าตายแล้วสูญไปตามความเชื่อของชนชาติและศาสนาอื่นๆว่า เมื่อเผาที่เชิงตะกอนเสร็จแล้วก็จบ ก็ต้องไม่มีผีไม่มีวิญญาณ แต่ถ้ามีการเวียนว่ายตายเกิด พอตายแล้วนำร่างกายไปเผา ก็ต้องมีอะไรสักอย่างที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็นที่เราเรียกว่า “ วิญญาณ ” และมีเพียงบุญบาปที่จะอยู่กับสิ่งนี้ไปด้วย


    ตรงนี้เองแม้แต่คนในศาสนาที่สอนให้ไม่เชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด เขาก็พบเจอสิ่งเหล่านี้กันมากมาย เจอทั้งกายละเอียด ภูต ผี วิญญาณ หรืออะไรต่างๆ ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้มีให้เห็นกันทุกชาติทุกประเทศ เพราะฉะนั้นเมื่อมีคนเห็น ภูต ผี วิญญาณกันมากขึ้น ผู้คนทั่วโลกจึงเกิดความเชื่อในเรื่องราวเหล่านี้กันมากขึ้นทั้งๆที่ศาสนาที่ตนเองนับถือบอกว่าไม่มีก็ตาม ยกตัวอย่างชาวอเมริกันกว่าครึ่งประเทศเชื่อว่ามีคนเวียนว่ายตายเกิด ผีมีจริง
    ย้อนกลับมาดูคนในศาสนาของเราเอง ซึ่งก็แปลกบางคนก็ยังไม่เชื่อเรื่องเวียนว่ายตายเกิด เชื่อเฉพาะเรื่องราวที่หลักการทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้เท่านั้น แต่พอคุยไปคุยมามีคนบอกให้ช่วยไปตามเพื่อนที่กลางทุ่งให้หน่อย กลับบอกว่าตนเองกลัวผี คือ ไม่เชื่อแต่มันหวาดเสียวจริงๆ แล้วเรื่องราวเหล่านี้มีจริงแต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่เราควรใส่ใจมากนัก ให้รู้ว่ามี แล้วเข้าใจว่ากายละเอียดเหล่านี้เขาต้องการบุญ เขาจึงมาหาผู้ที่เขาคิดว่าจะเป็นที่พึ่งพาให้เขาได้ บางทีก็มาปรากฏให้เห็นเพราะต้องการของส่วนบุญ ดังนั้นถ้าเราเห็นเขา วิธีที่ดีที่สุดก็คือ ไปทำบุญแล้วอุทิศส่วนกุศลไปให้เขาเท่านั้นเอง


เทวดารักษาคนดี
    หากเราสังเกตให้ดีจะพบว่า ตัวเราเองตั้งแต่เล็กจนโตมาป่านนี้ มีหลายครั้งที่เราน่าจะแย่ไปแล้ว เช่น น่าจะตกบันได น่าจะตกบ่อตกหลุม น่าจะถูกรถชนไปแล้ว แต่ก็บังเอิญรอดมาได้อย่างไรไม่รู้ บางคนตกบันไดกลิ้งลงพื้นกระเด้งกระดอนเท่าไหนอย่างไรก็ไม่รู้ เสื้อไปเกี่ยวกับตะปู ตัวห้อยต่องแต่ง แต่รอดมาได้ก็มีเหมือนกัน ถามว่าทำไมถึงบังเอิญขนาดนั้น มันรอดมาได้อย่างไรกัน...จริงๆแล้วไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ว่ามีเทวดาที่คุ้มครองพวกเราอยู่ เทวดาเขาอยากได้บุญ แต่เทวดาเป็นกายละเอียด อยู่ในช่วงเสวยผลบุญจะไปประกอบบุญเองมันไม่ถนัด เขาจึงใช้วิธีการสร้างบุญโดยดูว่าใครที่เป็นคนดีเขาก็จะลงรักษา คุ้มครองปกป้องให้พ้นภัย แล้วพอคนนั้นไปทำความดี เทวดาที่คุ้มครองก็จะได้ส่วนบุญด้วย ในฐานะที่เขาเป็นผู้คุ้มครองอำนวยความสะดวกให้


    พวกเราทุกคนล้วนเป็นคนดี แต่จะดีมากหรือดีน้อยก็วัดดีกรีความดีในตัวเองดูก็แล้วกัน เพราะเราต้องมีดีบ้างถึงได้มาอยู่ตรงจุดนี้ได้ ซึ่งถ้าเราทำความดีมากๆ ก็จะมีเทวดาลงรักษา โดยเทวดาที่ลงรักษาก็จะเป็นเทวดาที่มีศักดิ์ใหญ่มีฤทธิ์มาก แต่ถ้าเรามีความดีน้อย เทวดาที่ลงรักษาก็ศักดิ์น้อยหน่อย


    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “ ที่ลับไม่มีในโลก ” เราทำอะไรก็ตามอย่าคิดว่าไม่มีใครเห็น กายละเอียดเขาเห็น เทวดาเขาเห็น แต่มนุษย์มองไม่เห็นเขาเท่านั้นเอง คนโบราณถึงบอกไว้ว่า “ ทำอะไรให้อายผีสางเทวดาบ้าง ” ดังนั้น ก่อนที่เราจะทำอะไรก็ให้นึกว่าข้างๆ มีคนดูอยู่ 100 คน แล้วพิจารณาสิว่าเราจะยังทำสิ่งนั้นได้หรือไม่ แล้วถ้าเราไปทำอะไรที่ไม่เข้าท่าเทวดาจะไม่ชอบใจ แม้กระทั่งคนที่ชอบนอนตื่นสายเป็นโรค “ นอนบิดติดเสื่อ การงานเบื่อ แต่ข้าวกินได้ ” เทวดาเขาก็จะถ่มน้ำลายใส่หน้าเอา อุตส่าห์มาลงรักษาแต่กลับขี้เกียจทำความดี โบราณถึงว่าไว้ “ ใครตื่นสายแล้วใบหน้าจะหมอง ” เพราะเจอน้ำลายเทวดาถ่มใส่นั่นเอง เพราะฉะนั้น เราเองอย่าขี้เกียจทำความดี ให้รู้ว่ากว่าเราจะมาถึงจุดนี้ได้ มีผู้ที่ลงแรงกับเราเยอะมาก คุณพ่อคุณแม่ให้กำเนิดและเลี้ยงดูเรามา ญาติพี่น้องอุปถัมภ์ ค้ำชูกันมา เทวดาลงรักษาเรามาเขาก็หวังบุญจากเรา เราต้องตั้งใจทำความดีปฏิบัติอย่างนี้จึงจะถูกหลัก “ รู้ว่าผีมีจริง แต่ไม่ต้องกลัวผี ” เพราะเราเองเป็นที่พึ่งให้ผีได้ ไม่เฉพาะผีทั่วไป แม้แต่เทวดาก็ยังพึ่งบุญจากเราได้ เพราะเราอยู่ในสถานภาพที่เป็นมนุษย์ มีกายหยาบซึ่งเหมาะแก่การทำความดีมากที่สุด อย่างนี้จึงเป็นความเข้าใจในเรื่องของผีอย่างถูกหลักวิชา แล้วสามารถสร้างประโยชน์ ให้เกิดขึ้นแก่ตนเองและทุกๆ ชีวิตรอบตัวได้


ทางออกของคนเป็นโรคกลัวผี
    มีเรื่องเล่าของคนกลัวผีว่า มีคนสองคนเดินเข้าไปในซอยเปลี่ยวมือพอทั้งสองเดินเข้าซอยไปเรื่อยๆ คนหนึ่งก็ตะโกนขึ้นว่า “ ผีจับขา ” อีกคนหนึ่งจึงรีบก้มลงไปดู ปรากฏว่าเป็นถุงกระดาษปลิวมาติดขาอยู่... ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วคนที่ตกใจไปก่อนในลักษณะของกระต่ายตื่นตูมแบบนี้เราจะมีวิธีการแก้ไขอย่างไร มีคนจำนวนไม่น้อยที่เป็นโรคกลัวผี คือ พอมืดๆ เปลี่ยวๆ ชักใจหวิวๆ รู้สึกไม่ค่อยเข้าท่า จะไปไหนคนเดียวก็กลัวไม่กล้าไป กรณีอย่างนี้ ต้องบอกว่า ถ้าเรามีที่พึ่งที่ระลึกในใจ ความกลัวก็จะลดน้อยลงได้ เช่น ระลึกนึกถึงพระรัตนตรัยก็จะคลายความหวาดกลัวลงได้ หรือบางคนพอคล้องพระก็จะรู้สึกมีกำลังใจดีขึ้น ยิ่งถ้าพระศักดิ์สิทธิ์ยิ่งมีกำลังใจไม่กลัวแล้วคราวนี้


    จริงๆ ยิ่งถ้าสร้างพระรัตนตรัยภายในได้ คือ สามารถทำสมาธิแล้วใจหยุดนิ่ง ถึงจุดที่เข้าถึงกลางพระธรรมกายได้ เราก็จะไม่กลัวอะไรเลยอย่าว่าแต่ผีทั่วไปเลย แม้แต่ลงไปในมหานรก ไฟนรกยังดับด้วยอานุภาพของพระธรรมกาย ดังนั้น ถ้าใจเราอยู่ในกลางพระธรรมกายเราก็จะไม่กลัวผี ไม่กลัวอะไรทั้งสิ้น เพราะใจจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระรัตนตรัย แต่แม้ว่ายังไม่ถึงจุดนั้น ช่วงเริ่มต้นพอใจเริ่มเป็นสมาธินิ่งๆ เอาแค่เห็นความสว่างชัด ดวงสว่างชัด องค์พระชัดเท่านั้นเอง เบื้องต้นได้อย่างนี้ก็ไม่กลัวแล้ว โรคกลัวผีก็จะหายไปเลย พอรู้สึกทำท่าไม่ค่อยดี ชักใจหวิวๆ ขึ้นมาปุ๊บ ก็ให้เอาใจนิ่งๆ อยู่กลางๆท้องภาวนา “ สัมม อะระหังๆ ๆ ๆ ” อยู่ในใจ แล้วใจตรึกนึกถึงองค์พระ นึกถึงดวงแก้วสว่างที่กลางท้อง ใจก็จะสงบนิ่ง ความรู้สึกกลัว หรือรู้สึกหวิวหวั่นจะค่อยๆ หายไป แล้วระหว่างนั้น ถ้าจะให้เกิดความมั่นใจมากขึ้น ก็มีพระรัตนตรัยที่จับต้องได้ คือ องค์พระที่คล้องคออยู่เป็นกำลังใจก็เป็นสิ่งที่ช่วยได้ แต่ถ้าเราสามารถพึ่งพระรัตนตรัย ที่อยู่ภายในตัวของเราได้จึงจะดีที่สุด


    สำหรับคนที่ไม่เคยเจอภูต ผี วิญญาณเลย แต่ได้ยินคนอื่นเขาเล่ามา หรืออาจจะดูหนังผีแล้วเก็บเอามากลัว มีวิธีการแนะนำให้ไม่มีความกลัวโดยไม่มีเหตุผลแบบนี้ด้วยวิธีเดียวกัน คือ ขอให้มีที่พึ่งที่ระลึก คนเราหากไม่มีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ เมื่อเจอสิ่งที่ไม่คาดคิด ก็จะมีความรู้สึกว่าไม่รู้จะทำอย่างไรดี ถ้าผีมาเราจะรู้สึกว่าไม่รู้จะอดเอาอะไรไปต่อกร ถ้าวิ่งหนีเขาก็อาจจะวิ่งเร็วกว่าเรา มันก็เลยกลัวไปหมด แต่พอมีที่พึ่งที่ระลึก ที่รู้ว่าสูงสุดเหนือกว่า คือ พระรัตนตรัยซึ่งเป็นที่พึ่ง ที่ระลึกได้อย่างแท้จริงแล้วละก็ ความรู้สึกกลัวหรือรู้สึกหวั่นไหวก็จะบรรเทาเบาบางลงไป


    ที่กล่าวมานี้ คือทัศนะเรื่องผีในแง่มุมของพระพุทธศาสนา ซึ่งระบุไว้ชัดเจนว่ากายสัมภเวสีมีจริง เพราะว่าเรายังอยู่ในวัฏสงสาร ยังต้องเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งจะเป็นอะไรนั้นก็ขึ้นอยู่กับผลแห่งความดีและผลแห่งความชั่ว ที่เราทำไว้เอง
    ถ้าเราทำดีเราก็จะไปสู่ภพภูมิที่ดี ที่สำคัญในขณะที่เรายังมีกายมนุษย์ซึ่งเป็นกายที่ดีที่สุดเหมาะสมที่สุดในการที่จะสร้างความดีทุกประเภทเราก็อย่าปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่ควรจะใช้ชีวิตของเรานี้ทุกๆนาที ให้ได้ประโยชน์ด้วยการทำความดีให้ได้มากที่สุด

------------------------------------------------------------------

ไขปัญหาความเชื่อ


รวบรวมหลักธรรมคำบรรยายของ "พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฆ" ว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับเรื่องความเชื่อ อดีตชาติ การแก้กรรม ชีวิตหลังความตาย และข้อคิดจาดความตาย เป็นต้น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นหนทางสู่ความสุข ความสงบภายในจิตใจ ถ่ายทอดด้วยสำนวนภาษาอ่านง่าย ให้ข้อคิดอันหลากหลาย ซึ่งคุณสามารถนำมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตได้เป็นอย่างดี


http://tltpress.com/book004.html#

ซีเอ็ดบุ๊ค เซนเตอร์

ร้านนายอินทร์

ศูนย์หนังสือจุฬา

 

 

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร