พระสูตรที่ว่าด้วยเรื่องกฎแห่งกรรมที่ทำให้คนแตกต่างกัน

วันที่ 24 สค. พ.ศ.2558

 

พระสูตรที่ว่าด้วยเรื่องกฎแห่งกรรมที่ทำให้คนแตกต่างกัน

 

            นักศึกษาที่ได้ศึกษาวิชาปรโลกมาแล้ว คงยังจำได้ว่า สาเหตุที่ทำให้มนุษย์เกิดมามีความแตกต่างกัน คือ กรรมที่บุคคลนั้นได้สร้างไว้ในอดีต ในวิชาปรโลกกล่าวแต่เพียงภาพรวม ไม่ได้อธิบายเจาะลึกในรายละเอียด ส่วนในวิชากฎแห่งกรรม ในหัวข้อนี้จะนำเสนอรายละเอียดเพิ่มเติมให้มากขึ้น และเน้นให้เห็นความสำคัญของกฎแห่งกรรมในฐานะตัวแปรที่กำหนดสรรพสัตว์ทั้งหลายให้มีความแตกต่างกัน

            เนื้อหาทั้งหมดที่นำมาเสนอในหัวข้อนี้ นำมาจากพระสูตรที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในหมู่นักศึกษาวิชาพระพุทธศาสนา และใช้อ้างอิงในตำราที่เกี่ยวกับกฎแห่งกรรมเป็นจำนวนมาก เนื้อหาในพระสูตรกล่าวถึงกฎแห่งกรรมที่เห็นได้อย่างชัดเจน พระสูตรนี้มีชื่อว่า จูฬกัมมวิภังคสูตร2) ซึ่งจะนำเสนอเนื้อหาในพระสูตร โดยสรุป และขยายเนื้อความบางส่วนให้เข้าใจยิ่งขึ้น อีกทั้งยังได้นำเนื้อเรื่องประกอบจากคัมภีร์อรรถกถาของพระสูตรมาขยายความเพิ่มเติม เพื่อให้เห็นภาพรวมของพระสูตรนี้ได้ทั้งหมด

 

จูฬกัมมวิภังคสูตร พระสูตรที่ว่าด้วยเรื่องหลักกรรม

            ในสมัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรายังทรงพระชนมชีพอยู่นั้น ณ เมืองสาวัตถี อันเป็นเมืองหลวงของแคว้นโกศล มีพราหมณ์คนหนึ่งชื่อ โตเทยยพราหมณ์ เป็นผู้ร่ำรวย มีทรัพย์มากถึง 87 โกฏิ จัดอยู่ในระดับเศรษฐี พราหมณ์มีบุตรชายคนเดียวชื่อ สุภมาณพ บ้านอยู่ไม่ไกลจากวัดพระเชตวันนัก แม้พราหมณ์จะมีทรัพย์มากแต่ก็ไม่เคยทำบุญ เขาไม่เคยใส่บาตรแม้แต่ทัพพีเดียว ไม่เคยยกมือไหว้พระสงฆ์ แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไม่นับถือ แต่กลับไล่ตะเพิดทุกครั้งที่ผ่านหน้าบ้าน

            พราหมณ์เป็นผู้มีความตระหนี่ ได้สอนลูกของตัวเองอยู่เสมอว่า ไม่ให้ใช้จ่ายทรัพย์ฟุ่มเฟือย ให้เก็บสะสมทรัพย์เหมือนกับปลวกที่นำดินมาสะสมทีละนิดจนกระทั่งเป็นกอง หรือเหมือนกับผึ้งที่สั่งสมน้ำหวานทีละหยดจากเกสรดอกไม้จนได้น้ำผึ้งเต็มรัง เวลาผ่านไป พราหมณ์ล้มป่วยลง และเสียชีวิตในที่สุด โดยที่ยังไม่ได้บอกถึงสถานที่ฝังสมบัติที่ฝังไว้บางส่วนแก่บุตรชาย เมื่อพราหมณ์ตายแล้ว ได้บังเกิดเป็นลูกสุนัขในเรือนของบุตรชาย ด้วยอำนาจแห่งกรรมที่หวงแหนทรัพย์ สุภมาณพเห็นลูกสุนัขนั้น ก็เกิดความรักอย่างจับใจ แต่ไม่ทราบว่าเป็นพ่อของตน และได้นำลูกสุนัขมาเลี้ยงดู ให้อาหาร จัดที่นอนให้อย่างดี

 

            วันหนึ่ง ตอนใกล้รุ่งพระพุทธองค์ทรงตรวจดูสัตวโลกเพื่อที่จะไปโปรด สุภมาณพเข้าไปในข่ายพระญาณของพระองค์ พระองค์ทรงทราบว่า วันนี้จะต้องไปโปรดสุภมาณพ และได้ผลรับ คือ สุภมาณพจะนับถือพระพุทธศาสนา ส่วนพราหมณ์ที่เป็นสุนัขนั้น เมื่อตายแล้วจะต้องไปตกนรก

            ครั้นรุ่งเช้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จออกบิณฑบาตไปยืนประทับหน้าบ้านของสุภมาณพ ในวันนั้นสุภมาณพไม่อยู่ ออกไปทำธุระบางอย่างนอกบ้าน แม้ว่าคนรับใช้ในบ้านของสุภมาณพจะเห็นพระพุทธองค์ แต่ก็ไม่มีใครใส่บาตร เพราะไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนา ขณะเดียวกัน ลูกสุนัขเห็นพระพุทธองค์มาประทับยืนอยู่ ก็แสดงความไม่พอใจ ด้วยอาการเห่าหอน พระพุทธองค์ทอดพระเนตรเห็นลูกสุนัขแสดงอาการอย่างนั้น จึงตรัสว่า

“    โตเทยยพราหมณ์ เมื่อชาติก่อนเจ้าดูหมิ่นเรา จึงเกิดเป็นลูกสุนัข ชาตินี้เจ้ายังมาดูหมิ่นเราอีก เจ้าตายจากที่นี้แล้วจะต้องไปเกิดในมหานรก”

            ลูกสุนัขฟังเสียงพระพุทธองค์แล้วก็เข้าใจ จึงได้วิ่งคอตกด้วยความกลัวเข้าไปในบ้าน แทนที่จะไปนอนยังที่นอนอันสวยงามของตน แต่กลับไปนอนบนกองขี้เถ้าที่กลางเตาไฟ คนรับใช้พยายามจับขึ้นไปนอนบนเตียงเท่าไรก็กลับมานอนที่เดิม

 

            จากนั้นพระองค์ก็เสด็จไปยังวัดพระเชตวัน สุภมาณพกลับมาจากธุระ เห็นลูกสุนัขของตนนอนอยู่บนกองขี้เถ้า จึงดุด่าคนรับใช้ด้วยความไม่พอใจ และสอบถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อได้ฟังคนรับใช้รายงานแล้ว ก็โกรธขึ้นมาทันที กล่าวหาว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าดูหมิ่นพ่อของตนว่าเกิดเป็นสุนัข ทั้งที่แท้จริงพ่อของตนนั้น พวกพราหมณ์ทายว่าไปเกิดในพรหม สุภมาณพตรงไปยังวัดพระเชตวัน เพื่อจะตำหนิพระพุทธองค์

            เมื่อไปถึงก็ยืนและไม่ไหว้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทูลถามถึงเรื่องที่เกิดขึ้น พระพุทธองค์มิได้ตอบโต้แต่อย่างใด ทรงให้สุภมาณพพิสูจน์ความจริงว่าพ่อของเขาเกิดเป็นสุนัข ด้วยการออกกุศโลบายให้สุนัขบอกที่ซ่อนสมบัติ สุภมาณพได้ฟังดังนั้น ก็เกิดความดีใจว่า ถ้าพิสูจน์แล้วไม่เป็นความจริง จะโพนทะนาให้ทั่วเมืองว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพูดโกหก แต่ถ้าเป็นความจริงขึ้นมา เราก็จะได้ทรัพย์ ไม่ได้ขาดทุนตรงไหน

 

            เมื่อถึงบ้านก็ทำตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ทุกประการ คือ ให้ลูกสุนัขกินข้าวมธุปายาสมีน้ำน้อย อิ่มแล้วให้นอน พอนอนแล้วไปกระซิบที่หูถามว่า ทรัพย์ที่ฝังไว้อยู่ที่ไหน สุนัขนั้นพอถูกถามก็รู้ทันทีว่า ลูกชายรู้ว่าตนเป็นพ่อ ก็หอนขึ้นแล้ววิ่งไปที่ฝังทรัพย์ เอาเท้าหน้าทั้งสองตะกุยไปที่ฝังทรัพย์ สุภมาณพเห็นดังนั้น จึงให้คนขุดลงไปบริเวณนั้น พบของมีค่าเป็นจำนวนมาก ก็อุทานด้วยความอัศจรรย์ใจ นึกถึงพระพุทธองค์ว่าเป็นบุคคลผู้ไม่ธรรมดา ต้องเป็นผู้ตรัสรู้อย่างแน่นอน สุภมาณพไม่รอช้า รีบไปเฝ้า ถึงที่ประทับ ยกมือไหว้ด้วยความเคารพต่างจากครั้งแรกที่พบพระพุทธองค์ แล้วทูลถามปัญหาเรื่องทำไมคนเราเกิดมาแตกต่างกัน พระพุทธองค์ทรงตอบปัญหานั้นอย่างชัดแจ้ง ดังนี้

“    ดูก่อนมาณพ สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาท

แห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็น

ที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เลวและประณีตได้”

            จากพุทธพจน์นี้ สามารถสรุปได้ว่า สิ่งที่ทำให้สัตวโลกทั้งหลายมีความแตกต่างกัน คือ กรรมที่แต่ละบุคคลได้กระทำไว้ และในพุทธพจน์นี้ยังมีถ้อยคำที่มีนัยสำคัญที่น่าสนใจอยู่หลายคำซึ่งจะขอนำมาขยายความเพิ่มเติม เพื่อให้นักศึกษาได้เข้าใจยิ่งขึ้นดังนี้ 

            เป็นทายาทแห่งกรรม หมายความว่า สัตว์ทั้งหลายเป็นเจ้าของกรรม สิ่งของอย่างอื่น เช่น เงินทอง ทรัพย์สมบัติภายนอก เราเพียงอาศัยใช้ชั่วคราว เมื่อตายแล้ว ทรัพย์นั้นหาได้ติดตัวไปด้วยไม่ มีแต่กรรมดีกรรมชั่วเท่านั้นที่จะติดอยู่ในจิตหรือวิญญาณ ตามไปทุกหนทุกแห่งทุกภพทุกชาติ ไม่ว่าจะไปเกิดเป็นอะไรก็ตาม สมบัติของเราคือกรรมดีกรรมชั่วที่เราเป็นผู้กระทำ หาใช่ทรัพย์สมบัติภายนอกไม่

            มรดกทรัพย์สินเงินทองที่พ่อแม่ญาติพี่น้องมอบให้เป็นของที่ไม่แน่นอน แต่กรรมที่เราได้กระทำไว้ เราจะต้องได้รับอย่างแน่นอน จะมอบให้คนอื่นไม่ได้ เช่น คนที่ประสบอุบัติเหตุ บาดเจ็บสาหัส นอนทุกข์ทรมานอยู่บนเตียง ญาติพี่น้องมาเยี่ยมก็ได้เพียงแต่นั่งดู ไม่สามารถแบ่งเบาความเจ็บปวดนั้นได้

 

            มีกรรมเป็นกำเนิด หมายความว่า คนเราเกิดมาเพราะยังมีกรรมอยู่ คือ ยังมีกิเลส มีกรรมและมีวิบากกรรมอยู่ กรรมที่เราทำไว้ที่ติดอยู่ในจิตจะเป็นตัวกำหนดให้ไปเกิดในที่ต่างๆ ตามความเหมาะสมแก่กรรม วิญญาณย่อมปฏิสนธิในที่ที่เหมาะสมแก่กรรมของตน คนไม่มีกรรมแล้วเช่นพระอรหันต์ย่อมไม่เกิดอีก บิดามารดาเป็นเพียงที่อาศัยเกิดของบุคคลผู้ยังมีกรรมอยู่ บางคนก็เคยเป็นบิดามารดากันมาหลายชาติแล้ว บางคนอุปนิสัยไม่เหมือนบิดามารดา อุปนิสัยของคนแสดงถึงผลรวมแห่งกรรมของตนที่เคยสั่งสมไว้ ในรายที่ลูกมีอุปนิสัยคล้ายคลึงบิดามารดาแสดงว่าเขาได้เคยอบรมสั่งสมกรรมที่ใกล้เคียงกับบิดามารดามา

            บิดามารดาที่ดีชื่อว่าเป็นผู้มีบุญคุณต่อบุตรธิดาอย่างจะนับจะประมาณมิได้ เพราะได้ทุ่มเทความรักความปรารถนาดี และความเสียสละให้แก่ลูกอย่างที่ยากจะหาใครเสมอเหมือนได้ แต่บิดามารดาก็ไม่สามารถจะอบรมให้ลูกดีได้ทุกคน ลูกคนใดมีอุปนิสัยดีติดตัวมา เขาย่อมไม่เอาอย่างการกระทำที่ไม่ดีของพ่อแม่ เพราะขัดกับอุปนิสัยของเขา และในไม่ช้าเขาก็ต้องปลีกตัวไปอยู่ในที่เหมาะสมแก่เขาจนได้ นี่แหละกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ หมายความว่า พี่น้องโดยสายโลหิตของเราอาจช่วยเราได้บ้าง ช่วยไม่ได้บ้าง เป็นมิตรบ้าง เป็นศัตรูกันบ้าง ช่วยเหลือกันบ้าง เบียดเบียนกันบ้าง เมื่อเติบโตขึ้นมาต่างก็แยกย้ายกันไป บางรายอยู่ห่างกันคนละประเทศ คนละทวีปก็มี มีความเดือดร้อนเกิดขึ้นก็อาจช่วยเหลือกันไม่ทัน ถ้าช่วยเหลือทันก็ช่วยได้เฉพาะในวิสัยของเขาเท่านั้น พ้นวิสัยแล้วเขาก็ช่วยไม่ได้ เป็นพี่น้องกันแท้ๆ เมื่อเวลาเรียนหนังสือ ถึงเวลาจะสอบไล่ จะสอบแทนกันก็ไม่ได้ พี่ฉลาด น้องโง่ พี่โง่ น้องฉลาด ไม่แน่นอน แต่ พวกพ้องเผ่าพันธุ์ที่อยู่กับเราตลอดเวลา คอยคุ้มครองรักษาเราอยู่ตลอดเวลาทั้งหลับและตื่น คอยช่วยเหลือ ให้เราเจริญรุ่งเรืองจริงๆ หรือทำให้เราตกต่ำย่ำแย่ ก็คือกรรมที่เราทำ

 

           บางคนญาติพี่น้องไม่ดี แต่ตัวเขาเป็นคนดี บางคนญาติพี่น้องเผ่าพันธุ์ดี ตระกูลดี แต่ตัวเขากลับตกต่ำจนเข้ากับพี่น้องไม่ได้ก็มี ทั้งนี้เพราะพี่น้องเผ่าพันธุ์ของเขาจริงๆ คือ กรรมของเขาเอง ที่จะส่งผลให้เขาประสบในสิ่งที่ดีหรือไม่ดี มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย หมายความว่า ที่พึ่งอย่างอื่นที่จะให้คนพักพิงได้ก็เพียงชั่วคราว พ่อแม่เต็มใจให้เราพึ่งก็เฉพาะเมื่อเราอยู่ในปฐมวัย พอเป็นผู้ใหญ่แล้ว หากยังพึ่งท่านอยู่อีก ท่านอาจจะยินดี หรือบางท่านก็อาจจะไม่ยินดี และอาจจะยังโดนดูหมิ่นจากบุคคลอื่นที่ทราบเรื่อง หรือแม้จะพึ่งญาติพี่น้อง เพื่อนพ้อง ก็ได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราว พึ่งเขาบ่อยนักก็จะก่อให้เกิดความรำคาญ และอาจจะไม่ได้รับความช่วยเหลืออีกต่อไป แต่กรรมดีที่เราทำนั้นจะเป็นที่พึ่งของเราตลอดชีวิต แม้ละโลกแล้วก็ยังเป็นที่พึ่งได้ และจะเป็นที่พึ่งตลอดไปทุกภพทุกชาติ จากถ้อยคำดังกล่าวที่นำเสนอมาทั้งหมดนั้น นักศึกษาจะเห็นได้ว่า แต่ละคำนั้น มีความหมายในลักษณะคล้ายคลึงกัน ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการเน้นย้ำให้เห็นความสำคัญว่า กรรมนั้นเป็นพื้นฐาน เป็นรากเหง้าที่ทำให้สรรพสัตว์ทั้งหลายมีความแตกต่างกันอย่างแท้จริง

            สาระสำคัญของพระสูตรนี้ ยังได้จำแนกลักษณะการกระทำที่ส่งผลให้สัตวโลกแตกต่างกันได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้นอีก หลังจากที่สุภมาณพฟังพุทธพจน์เบื้องต้นดังที่กล่าวมาแล้ว แต่ก็ยังไม่เข้าใจ จึงทูลขอให้พระพุทธองค์ทรงขยายความเพิ่มเติม ซึ่งในที่นี้จะขอกล่าวเพียงย่อๆ ดังนี้

คู่ที่ 1 คนที่เกิดมามีอายุสั้น เพราะเป็นคนชอบฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เป็นคนเหี้ยมโหด มีมือเปื้อนเลือด หมกมุ่นในการประหัตประหาร ไม่เอ็นดูในเหล่าสัตว์ เมื่อคนนั้นตายไปจะต้องไปตกนรก หากไม่ตกนรก เกิดเป็นมนุษย์จะต้องเป็นผู้มีอายุสั้น

ส่วนคนที่เกิดมามีอายุยืน เพราะเป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ การเบียดเบียนชีวิตสัตว์อื่น มีความละอายในการทำบาป มีความเอ็นดู อนุเคราะห์ด้วยความเกื้อกูลในสรรพสัตว์ เมื่อคนนั้นตายไปจะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ หากไม่ตกนรก เกิดเป็นมนุษย์จะเป็นผู้มีอายุยืน

 

คู่ที่ 2 คนที่เกิดมาเป็นผู้มีโรคมาก เพราะเป็นผู้มีปกติเบียดเบียนสัตว์ด้วยฝ่ามือ ก้อนดิน ท่อนไม้หรืออาวุธ เมื่อตายไปจะต้องไปตกนรก หากไม่ตกนรก เกิดเป็นมนุษย์จะเป็นผู้มีโรคมาก

ส่วนคนที่มีโรคน้อย เพราะเป็นผู้มีปกติไม่เบียดเบียนสัตว์ด้วยฝ่ามือ ก้อนดิน ท่อนไม้ หรืออาวุธ เมื่อเขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ หากไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ มาเกิดเป็นมนุษย์จะเป็นผู้มีโรคน้อย

 

คู่ที่ 3 คนที่เกิดมามีผิวพรรณทราม เพราะเป็นคนมักโกรธ มากด้วยความแค้นเคือง ถูกเขาว่าเล็กน้อยก็ขัดใจ โกรธเคือง พยาบาท มาดร้าย ทำความโกรธ ความร้าย และความขึ้งเคียด ให้ปรากฏเมื่อคนนั้นตายไปย่อมเข้าถึงนรก หากไม่เกิดในนรก มาเกิดเป็นมนุษย์จะเป็นผู้มีผิวพรรณทราม

ส่วนคนที่เกิดมามีผิวพรรณน่าเลื่อมใส เพราะเป็นคนไม่มักโกรธ ไม่มากด้วยความแค้นเคือง ถูกเขาว่ามากก็ไม่ขัดใจ ไม่โกรธเคือง ไม่พยาบาท ไม่มาดร้าย ไม่ทำความโกรธ ความร้าย และความขึ้งเคียดให้ปรากฏ เมื่อคนนั้นตายไปจะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ หากไม่ไปสุคติโลกสวรรค์ มาเกิดเป็นมนุษย์จะเป็นผู้มีผิวพรรณน่าเลื่อมใส

 

คู่ที่ 4 คนที่เกิดมามีศักดาน้อย เพราะเป็นผู้มีใจริษยา ย่อมริษยา มุ่งร้าย ผูกใจอิจฉาในลาภสักการะ ความเคารพ ความนับถือ การไหว้ และการบูชาของคนอื่น เมื่อคนนั้นตายไปย่อมเข้าถึงนรก หากไม่เกิดในนรก มาเกิดเป็นมนุษย์จะเป็นผู้มีศักดาน้อย

ส่วนคนที่เกิดมามีศักดามาก เพราะเป็นผู้มีใจไม่ริษยา ย่อมไม่ริษยา ไม่มุ่งร้าย ไม่ผูกใจอิจฉาในลาภสักการะ ความเคารพ ความนับถือ การไหว้ และการบูชาของคนอื่น เมื่อคนนั้นตายไปจะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ หากไม่ไปสุคติโลกสวรรค์ มาเกิดเป็นมนุษย์จะเป็นผู้มีศักดามาก

 

คู่ที่ 5 คนที่เกิดมายากจน มีทรัพย์น้อย เพราะเป็นผู้ไม่ให้ทาน ไม่ให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อาศัย เครื่องตามประทีป แก่สมณะหรือพราหมณ์ เมื่อคนนั้นตายไปย่อมเข้าถึงนรก หากไม่เกิดในนรก มาเกิดเป็นมนุษย์จะเป็นคนยากจน มีทรัพย์น้อย

ส่วนคนที่เกิดมามีทรัพย์มาก เพราะย่อมเป็นผู้ให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย เครื่องตามประทีป แก่สมณะหรือพราหมณ์ เมื่อคนนั้นตายไปจะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ หากไม่ไปสุคติโลกสวรรค์ มาเกิดเป็นมนุษย์จะเป็นคนร่ำรวย มีทรัพย์มาก

 

คู่ที่ 6 คนที่เกิดมาในตระกูลต่ำ เพราะเป็นคนกระด้าง เย่อหยิ่ง ไม่กราบไหว้คนที่ควรกราบไหว้ ไม่ลุกรับคนที่ควรลุกรับ ไม่ให้อาสนะแก่คนที่สมควรแก่อาสนะ ไม่ให้ทางแก่คนที่สมควรแก่ทาง ไม่สักการะคนที่ควรสักการะ ไม่เคารพคนที่ควรเคารพ ไม่นับถือคนที่ควรนับถือ ไม่บูชาคนที่ควรบูชา เมื่อคนนั้นตายไปย่อมเข้าถึงนรก หากไม่เกิดในนรก มาเกิดเป็นมนุษย์จะเป็นผู้เกิดในตระกูลต่ำ

ส่วนคนที่เกิดในตระกูลสูง เพราะเป็นคนไม่กระด้าง ไม่เย่อหยิ่ง อัธยาศัยอ่อนน้อม กราบไหว้คนที่ควรกราบไหว้ ลุกรับคนที่ควรลุกรับ ให้อาสนะแก่คนที่สมควรแก่อาสนะ ให้ทางแก่คนที่สมควรแก่ทางสักการะคนที่ควรสักการะ เคารพคนที่ควรเคารพ นับถือคนที่ควรนับถือ บูชาคนที่ควรบูชา เมื่อคนนั้นตายไปจะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ หากไม่ไปสุคติโลกสวรรค์ มาเกิดเป็นมนุษย์จะเป็นผู้เกิดในตระกูลสูง

 

คู่ที่ 7 คนที่เกิดมามีปัญญาทราม เพราะเป็นผู้ไม่เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้วสอบถามว่า อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ อะไรเมื่อทำ ย่อมเป็นไปเพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน หรือว่าอะไรเมื่อทำ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขสิ้นกาลนาน เมื่อคนนั้นตายไปย่อมเข้าถึงนรก หากไม่เกิดในนรก มาเกิดเป็นมนุษย์จะเป็นผู้มีปัญญาทราม

 

            ส่วนคนที่เกิดมามีปัญญามาก เพราะเป็นผู้เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้วสอบถามว่า อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ อะไรเมื่อทำ ย่อมเป็นไปเพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน หรือว่าอะไรเมื่อทำ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขสิ้นกาลนาน เมื่อคนนั้นตายไปจะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ หากไม่ไปสุคติโลกสวรรค์ มาเกิดเป็นมนุษย์จะเป็นผู้มีปัญญามาก


            ในหัวข้อนี้สามารถสรุปได้ว่า กรรมที่สัตวโลกทั้งหลายได้กระทำแล้วดังที่พระพุทธองค์ทรงยกขึ้น แสดงตามปัญหาที่สุภมาณพถามนั้น ผู้กระทำย่อมได้รับผลแห่งการกระทำนั้นแน่นอนและลักษณะกรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงยกตัวอย่างมาแสดงนั้น เป็นการส่งผลของกรรมหลักที่ส่งผลให้เห็นได้ชัดเจน และเป็นเพียงบางส่วนของการกระทำที่ทำให้สัตวโลกทั้งหลายมีความแตกต่างกัน หากแต่ยังมีการกระทำอีกหลายรูปแบบทั้งกาย วาจา ใจ ที่สัตวโลกทั้งหลายกระทำแล้วมีผลให้เกิดความแตกต่างในลักษณะอื่นๆ เพราะการกระทำทุกอย่างมีส่วนในการปรับปรุงธาตุ ให้มีความแตกต่างกัน ดังเช่น ลักษณะมหาบุรุษ 32 ประการ อันเป็นลักษณะกายที่สมบูรณ์ที่สุดของมนุษย์ ที่เกิดขึ้นจากกุศลกรรมที่สั่งสมมาตลอดการสร้างบารมี หรือแม้แต่สิ่งแวดล้อมที่เราได้ประสบอยู่นั้น ก็เกิดขึ้นจากอำนาจแห่งกรรมที่เราได้กระทำทั้งสิ้น ดังพุทธพจน์ที่กล่าวไว้แล้วข้างต้น

 

            ดังนั้น นักศึกษาควรตระหนักถึงการกระทำและผลแห่งกรรมที่จะเกิดขึ้นหากทำผิดทำชั่ว และควรหมั่นสั่งสมความดีงามให้ยิ่งขึ้นไปจนตลอดชีวิต

 

-------------------------------------------------------------------

2) จูฬกัมมวิภังคสูตร, มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์, มก. เล่ม 23 หน้า 251.

GL 203 กฎแห่งกรรม
กลุ่มวิชาเป้าหมายชีวิต