วารสารอยู่ในบุญ ธรรมะออนไลน์

พระธรรมเทศนา ปุจฉา-วิสัชนา บทความข่าว ผลการปฏิบัติธรรม ตักบาตรพระ บาลีน่ารู้ กฏแห่งกรรม ฝันในฝัน case study ตักบาตรพระ บวชพระ

บทความอยู่ในบุญ สมาธิ...พลังสู่ความสำเร็จ


 

         ใจของมนุษย์เป็นสิ่งที่มีพลังอย่างมหาศาล ยิ่งหากเราสามารถหยุดใจ ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ได้ ใจก็จะยิ่งมีพลังเพิ่มพูนมากขึ้นเป็นทับทวี ส่งผลให้สามารถดึงดูดสิ่งดีๆ เข้ามาสู่ชีวิต และขจัดสิ่งที่ไม่ดีออกไป ดังตัวอย่างของยอดกัลยาณมิตรทั้ง ๓ ท่าน ที่ได้ประสบกับอานุภาพของสมาธิอันไม่มีประมาณ ซึ่งก็ขอเชิญทุกท่านติดตามอ่านกันได้เลยครับ...

      

   <<< มะเร็งขั้นสุดท้าย หายได้ด้วยสมาธิ <<<

         ประมาณปีพ.ศ. ๒๕๔๐ นะค่ะ ตอนนั้นป่วยหนักมาก อ่อนเพลียไม่มีแรงเลย แล้วก็ปวดกระดูกไปทั้งตัว มันเหมือนกับมีมีดมาทิ่มแทงไป ทั้งร่าง ขนาดกระเป๋าเล็กๆ ที่ผู้หญิงเราชอบถือ ยังไม่มีแรงที่จะยกขึ้นมาเลยค่ะ

          พอไปตรวจ หมอบอกว่าเป็นมะเร็งที่มดลูกขั้นสุดท้าย จะมีชีวิตอยู่ได้อีกประมาณแค่ ๖ เดือน ไม่ว่าจะรักษาด้วยวิธีการใดก็ตามแต่ ตอนนั้นหมอจะให้ฉีดคีโม ฉายรังสี ก็เลยตัดสินใจว่าไม่เอาอะไรสักอย่างเลย เพราะไม่ว่าจะรักษาแบบไหนก็อยู่ได้ แค่ ๖ เดือนเหมือนกัน เลยตัดสินใจอย่างเดียวว่า

         จะนั่งสมาธิ ฉีดความสุขให้ตัวเองทุกวัน คิดว่าเราจะต้องมีชีวิตอยู่ให้นานกว่าที่หมอบอกให้ได้

         อาการตอนนั้นความจริงจะต้องนอนอยู่ห้อง ICU แล้ว แต่เราไม่ยอมไป อยู่บ้านก็ทำกับข้าวให้ลูกทานตามปกติค่ะ ไปห้างเดิน ชอปปิ้งกับลูก เพียงแต่ว่าถือของไม่ไหวก็ให้ลูกช่วยถือ ตอนไหนว่างก็จะนั่งสมาธิตลอด ช่วงที่ป่วยใครเจอก็จะถามว่าป่วยจริงหรือเปล่า เพราะคนใกล้ตายปกติ แววตาจะหม่นหมอง หน้าจะดูหมองคล้ำ แต่ตัวเองจะหน้าใสๆ ยิ้มหัวเราะมีความสุขตลอดเวลาเลย ก็นั่งสมาธิมาเรื่อยๆ จนมีความรู้สึกมั่นใจว่ามะเร็งมันหายไปแล้ว เลยไปหาหมอคนเดิมให้ตรวจอีกครั้ง          

         ผลปรากฏว่าทุกอย่างมันใสสะอาดหมดจดเลย หมอก็งงถามว่า คุณวรรณี..! คุณไปทำอะไรมา ก็เลยบอกหมอว่าไม่ได้ทำอะไรเลยค่ะ นั่งสมาธิอย่างเดียว หมอก็ยิ่งงงหนักเข้าไปใหญ่ เพราะจริงๆ แล้วอาการของมะเร็งขั้นสุดท้ายอยู่ดีๆ ไม่ใช่ว่าจะหายไปได้ง่ายๆ

         จำได้ไหมค่ะ จากเดิมที่หมอบอกจะอยู่ได้แค่อีก ๖ เดือน แต่ตอนนี้กี่ปีแล้วค่ะ? ยังนั่งยิ้มแฉ่งอยู่นี่เลย อีกอย่าง ต้องบอกว่าตัวเองโชคดีด้วย ที่ได้น้องคนหนึ่งแนะนำให้ขึ้นไปนั่งปฏิบัติธรรมที่พนาวัฒน์ ตอนแรกก็คิดว่าโอ้โห ตั้ง ๗ วัน สำหรับนักธุรกิจงานมันรุมเต็มไปหมดเลย ไม่มีทางไปได้แน่ แต่พอตัดสินใจไปแล้ว รู้สึกว่ามันแค่แป๊บเดียวเอง จากที่เคยคิดว่า โอ้โหตั้ง ๗ วัน ต้องเปลี่ยนเป็น แหมทำไมเร็วจังแค่ ๗ วันเอง ไม่อยากกลับเลย ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมถึงมีความรู้สึกอย่างนั้น

        พอขึ้นไปเสร็จแล้วจะเข้าใจเลยว่า เราเกิดมาทำไม เป้าหมายชีวิตของเราคืออะไร เชื่อว่าพวกเราทุกคนคงมีคำถามนี่อยู่ตลอดเวลาเลยว่า เราเกิดมาทำอะไรทุกวันๆ แต่ละวันมีงานๆ ๆ แล้วก็เงินๆ ๆ ใช่ไหมค่ะ เคยถามตัวเองบ้างไหมค่ะว่า เหนื่อยไหม สงสารตัวเองไหมค่ะ ลองไปพิสูจน์ดูซิค่ะว่าทำไมจึงพูดว่า พนาวัฒน์เปลี่ยนแปลงทุกอย่าง จนกระทั่งอธิบายไม่ถูกเลยว่า อะไรที่เราได้กลับมาบ้าง อย่างน้อยที่ทุกคนสัมผัสได้ก็หน้าใสๆ ไม่ต้องทาแป้ง และแววตาที่ฉายความสุขตลอดเวลา เป็นความสุขที่อยากจะให้คนอื่นได้รับเหมือนกับตัวเองค่ะ

       <<< ใจใสๆงานก็ไหลเข้ามา<<<

          ชีวิตผมก็เหมือนกับคนทั่วไปที่พยายามสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยการประกอบธุรกิจ พอถึงจุดๆ หนึ่งกำลังจะไปได้สวย มันก็หล่นตุบ เป็นอยู่อย่างนี้หลายครั้ง ตั้งแต่ช่วงวิกฤตสงครามอิรักบุกคูเวต ช่วง IMF ล่าสุดก็โรคซาร์ พอมีทุกข์ ผมก็เลยหันไปกินเหล้ากับเพื่อน ปรับทุกข์กันไปปรับทุกข์กันมา ก็เททุกข์ใส่กัน คนนั้นก็มาปรับทุกข์กับเรา เราก็ปรับใส่เขา ตกลงไม่มีใครปลอบใจใครเลย ก็ได้ฟังแต่เรื่องกลุ้มใจกันทั่วหน้า แล้วก็เมากลับบ้านกันไป เป็นอย่างนี้ตลอด

          ในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ธุรกิจทัวร์ที่ผมทำงานอยู่ก็ซบเซาเพราะโรคซาร์ ช่วงนั้นไม่มีงานเข้ามาเลย ก็นั่งอยู่บ้านทั้งเดือนไม่มีงานทำ ผมเลยมีโอกาสไปเยี่ยมคุณแม่ เพราะอยู่กันคนละบ้าน เนื่องจากคุณแม่ของผมเข้าวัดพระธรรมกายมานานแล้ว เมื่อมีโอกาสท่านมักจะชวนไปวัด หรือชวนไปปฏิบัติธรรมด้วยกันตลอดเลย

          คุณแม่พูดถึงพนาวัฒน์ที่เชียงใหม่ว่า เป็นดินแดนที่สวยงามมากยังกับสวิสเซอร์แลนด์ อาหารก็อร่อย

          แต่สำหรับผมมาใช้มุขนี้ไม่ได้ครับ เพราะว่าเราผ่านมาแล้วทั่วโลกแล้ว สวิสเซอร์แลนด์เคยไปมาเป็นสิบๆ เที่ยว อาหารเรากินมาเยอะมาก ฉะนั้นเรื่องนี้ล่อเราไม่ได้ แต่ครั้งล่าสุดที่ท่านชวน ผมคิดว่าน่าจะลองไปดูนะ เพราะในช่วงที่เรากำลังร่วง มีความคิดว่าเป็นเพราะดวงเราไม่ดี แต่ตอนนี้รู้แล้วว่า เป็นเพราะการที่เราทำบุญแบบครึ่งๆ กลาง ทำให้การงานสะดุดอยู่บ่อยๆ

          ช่วงที่ผมอยู่บนพนาวัฒน์ ก็ได้รับคำแนะนำจากพระอาจารย์ว่า ถ้าหากเราอยู่ในศีลในธรรม รักษาศีล และปฏิบัติธรรมจนใจผ่องใส ถ้าหากตั้งจิตอธิษฐาน คำอธิษฐานจะมีพลัง ช่วยให้เราสมความปรารถนาได้ พอลงจากพนาวัฒน์ ผมก็ลองของเลย เพราะใจกำลังใส

          ผมอธิษฐานจิตว่า ขอให้การงานเป็นรูปธรรมดีขึ้น พอลงมาไม่นาน งานเข้ามารวดตลอด ๑ เดือน จนไม่ได้หยุดเลยครับ ผมก็สงสัยเหมือนกันว่า เจ้านายทำไมเรียกใช้แต่เราคนเดียว คนอื่นที่ว่างๆ อยู่ก็มี แล้วทางคุณแม่ก็พยายามดึงให้ไปช่วยทำงานที่บ้าน ซึ่งเป็นธุรกิจขายหัวเชื้อผสมอาหาร ให้กับโรงงานอุตสาหกรรมใหญ่ๆ ซึ่งที่ผ่านมาค่อนข้างจะ           

          ขายลำบาก เพราะกว่าจะขายได้ตัวหนึ่งต้องผ่านการตรวจสอบเยอะมาก ต้องรอถึงสามเดือนสี่เดือนหรือบางทีรอเป็นปีถึงจะมีออเดอร์เข้ามา

          สิ่งที่แปลกก็คือ มีลูกค้าอยู่รายหนึ่งในช่วง ๓ ปีที่ผ่านมา ไม่เคยสั่งซื้อเลย แต่คราวนี้พอผมติดต่อเข้าไป เชื่อไหมครับ ผมงงมากเลย พอเอาของไปเสนอวันนี้ พรุ่งนี้เขาสั่งเลย แค่ลองดมดู บอกหอมดีนะ สั่งเลย ซึ่งถือว่าเป็นอะไรที่แปลกและเป็นอัศจรรย์มากครับ ทำให้ผมมีกำลังใจในการปฏิบัติธรรมต่อไป

          นอกจากเรื่องงานแล้ว ที่เห็นชัดๆ อีกอย่างคือ เมื่อก่อนผมเป็นคนที่โมโหร้ายมาก ยิ่งถ้าเหล้าเข้าปากเสร็จเลยนะครับ แล้วเป็นคนที่ชอบขับรถแรงๆ เวลาใครขับรถปาดเราก็เป็นเรื่องครับ สรุปว่าสิ่งที่ผ่านมาทั้งหมด ทำให้ผมคิดได้ว่าเราใช้ชีวิตไม่คุ้มค่าที่ได้เกิดมาในชาตินี้เลย แต่หลังจากที่ได้นั่งสมาธิ ทุกคนทักเป็นเสียงเดียวกันหมดว่าหน้าใส จริงหรือเปล่าก็ไม่ทราบนะครับ รู้แต่ว่าตัวเองเปลี่ยนไปมาก ใจเย็นขึ้นเยอะ แล้วไม่อยากจะทะเลาะกับใครอีกแล้ว

          ผมจึงอยากจะเชิญชวนท่านที่ยังไม่มีโอกาสปฏิบัติธรรม ก็มีสถานที่อยู่หลายแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่สวนพนาวัฒน์ เชียงใหม่ เป็นระยะเวลาการนั่งและการเดินทางที่ค่อนข้างเหมาะสมคือ ๗ วัน ลองหาโอกาสครับ เมื่อก่อนผมก็อ้างทุกที ติดโน่น ติดนี่ แต่ตอนนี้ร่ำร้องแล้วครับ อยากจะไป เคลียร์ตัวเองได้เมื่อไหร่ก็จะขึ้นไปเอาบุญใหม่ครับ...

         <<< เติบโตแบบก้าวกระโดด <<<


         เหตุที่มีโอกาสได้เข้าวัดพระธรรมกาย ก็เพราะลูกชายเคยมาบวชเป็นสามเณรในช่วงสั้นๆ เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๓๖ ก็เลยตามมาใส่บาตร แต่หลังจากลูกชายลาสิกขาแล้วก็ยังคงมา ใส่บาตรทุกวันติดต่อกันเป็นเวลา ๔ ปี พอ ใส่บาตรเสร็จก็ขับรถกลับทันที ไม่เคยแวะเข้าไปในวัดเลย จนหลวงพี่บางรูปสงสัยเลยเข้ามาถามว่า โยมมาจากไหนเห็นมาใส่บาตรทุกวัน ก็ตอบท่านไปว่ามาจากรามอินทราค่ะ ท่านถามต่อว่าอยู่ไกลไหม ก็ตอบว่าถ้าขับรถไปกลับก็คงประมาณ ๖๐-๗๐ กิโลฯ ท่านจึงพูดว่าไกลนะ แต่ถ้าเทียบกับเส้นทางวัฏสงสาร
มันใกล้กว่ากันเยอะ ฟังแล้วตอนนั้นก็ยังไม่มีความคิดที่อยากจะเข้าวัดเลย

         ต่อมาประมาณปลายปีพ.ศ.๒๕๔๐ พระอาจารย์ที่เคยดูแลลูกชายก็โทรมาหา ท่านคงจะโทรมาให้ธรรมะ ระหว่างที่ท่านกำลังพูด เราก็ทำงานไปด้วย ไม่ได้ใส่ใจเลยว่าท่านพูดอะไรบ้าง แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งได้เอ่ยปากกับท่านไปว่า ช่วงนี้พอจะมีเวลาว่าง แล้วท่านก็วางสายไป หลังจากนั้นไม่นานมีเด็กผู้หญิงโทรมาชวนให้ไปพนาวัฒน์ ตอนนั้นไม่รู้จะปฏิเสธยังไง ก็เลยรับปาก แต่ก็ได้จองตั๋วเครื่องบินไปกลับเอาไว้ คิดว่าถ้าไปถึงเชียงใหม่ แล้วไม่เจอใครก็จะบินกลับเลย ถือว่าเราไม่เสียสัจจะที่ได้รับปากเอาไว้ พอไปถึงสนามบิน มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาทักว่า พี่ครับๆ จะไปพนาวัฒน์ใช่ไหมครับ ก็เลยตอบว่าใช่ค่ะ สงสัยคงเป็นบุญเก่าที่ผลักดันให้เราไปถึง พนาวัฒน์จนได้

         ด้วยความที่ตัวเองเป็นคนไม่ได้คิดอะไรมาก จะคิดแบบเด็กๆ ถือว่ามาเที่ยวเมืองนอก ๗ วันก็แล้วกัน เพราะอากาศที่นี่เย็นสบายดี พอได้เห็นเขานั่งสมาธิกัน อยู่ว่างๆ ไม่รู้จะทำอะไรดี ก็เลยทดลองนั่งหลับตาไปกับเขาด้วย แล้วก็เข้าถึงธรรมได้ ได้สัมผัสกับความสุขที่มันหลั่งออกมาจากศูนย์กลางกายตลอดเวลา เป็นความสุขที่เราไม่เคยพบเจอมาก่อนในชีวิต

         พอลงมาจากพนาวัฒน์ สิ่งแรกที่คิดคืออะไรรู้ไหมค่ะ คิดอยากให้คนทั้งโลกมานั่งสมาธิเหมือนเรา แล้วอยากให้มีความสุขเหมือนอย่างที่เรานั่ง จากนั้นมาก็เปลี่ยนเป็นคนละคน จากไม่เคยไปวัด ก็จะไปวัดตลอด แล้วก็นั่งสมาธิทุกวันไม่ขาดเลย แล้วเราก็ทำบุญมาตลอดต่อเนื่อง ผลจากการนั่งสมาธิและทำบุญมาโดยตลอด ไม่น่าเชื่อว่า ธุรกิจค้ากรอบประตูหน้าต่างไม้ จากเดิมที่เป็นธุรกิจเล็กๆ ไม่ได้ใหญ่โตอะไรเลย ตอนมาเริ่มต้นทำธุรกิจ ก็มาในฐานะของลูกสะใภ้ เราจะทำอะไรเต็มกำลังก็ไม่ได้ ช่วงแรกๆ ก็เรียนรู้งานไปก่อน

         พอมาถึงยุคที่คุณพ่อสามีปล่อยให้เราบริหารงานเองอย่างเต็มที่ การเติบโตมันจะเป็นแบบก้าวกระโดด เป็นกราฟที่ไม่ใช่ค่อยๆ ไต่ขึ้นนะค่ะ แต่มันโตแบบพุ่งพรวด เป็นกราฟที่ตั้งชัน ชนิดที่เราเองก็ยังงง สมัยก่อนที่คุณพ่อ บริหารอยู่ ธุรกิจทำรายได้แค่เดือนละไม่กี่แสนบาท เวลาสั่งไม้จะสั่งทีละแค่คันรถสิบล้อ แต่พอมาถึงรุ่นเรา สั่งไม้เข้ามาเดือนละ ๑๐๐ ตู้คอนเทนเนอร์ เลยมองย้อนกลับไปว่า เอ๊ะ...มันเกิดอะไรขึ้นกับเรา คนงานก็เท่าเดิม โรงงานก็โรงงานเดิม แล้วก็ไม่มีใครมาช่วยงานเราเพิ่มเลย

         สรุปว่า ความสำเร็จทุกอย่างที่เกิดกับตัวเองนั้น เป็นผลจากการที่เราได้ทำบุญและนั่งสมาธิมาอย่างตลอดต่อเนื่อง โดยมีพนาวัฒน์ เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญยิ่ง อยากจะบอกกับทุกท่านว่า สิ่งเหล่านี้มีผลมากจริงๆ เพราะคนเรานั้นถ้าเก่งอย่างเดียว แต่ไม่เฮงก็ยากที่จะประสบความสำเร็จได้ ตัวเองจึงเชื่อมั่นเป็นอย่างมากว่า บุญนี้แหละเป็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จทุกๆ อย่างที่ได้รับมาค่ะ...
 

        

บทความนี้ ถูกใจคุณหรือไม่ + -

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร