วารสารอยู่ในบุญ ธรรมะออนไลน์

พระธรรมเทศนา ปุจฉา-วิสัชนา บทความข่าว ผลการปฏิบัติธรรม ตักบาตรพระ บาลีน่ารู้ กฏแห่งกรรม ฝันในฝัน case study ตักบาตรพระ บวชพระ

บทความอยู่ในบุญ สุวิทย์-ศศินา วิมุตตานนท์ กับคำว่า "อย่าล้มเหลวในการให้ลูก..."

 


          มีพ่อแม่จำนวนไม่น้อย ที่มอบทุกสิ่งในชีวิตของตัวเองเพื่อลูก แต่กลับได้ความล้มเหลว ในชีวิตของลูกรัก เป็นสิ่งตอบแทน

          เพราะการให้ความรัก ความอบอุ่น การศึกษา เงินตรา ฐานะหน้าตาทางสังคมแม้พ่อแม่ จะสามารถ ให้สิ่งเหล่านี้กับลูกได้ทั้งหมด ก็ไม่ได้เป็นสิ่งประกันว่า จะทำให้ลูกมีความสุข ความสำเร็จ ในชีวิต และเป็นคนดีเสมอไป

           ซึ่งคอลัมน์ที่จะเสนอต่อไปนี้ก็เช่นกัน กำลังทำให้คุณมีมุมมองที่กว้างและลึกขึ้น จากทุกประสบ การณ์ที่ถ่ายทอดโดยคุณ สุวิทย์ - ศศินา อันเต็มเปี่ยมไปด้วย คุณค่าที่ใคร อาจคาดไม่ถึง เพราะข้อความ แต่ละบรรทัด ไม่เพียงแต่เป็นทางเลือกใหม่ในการอบรมดูแลลูกๆ เท่านั้น แต่ยังสามารถ เปลี่ยนแปลง พฤติกรรม ความผิดพลาดต่างๆ ที่เราคิดไม่ถึง รวมทั้งยังทำให้เรารู้ถึงคุณค่าของตัวเอง

            คุณสุวิทย์ วิมุตตานนท์ เจ้าของบริษัท เวิลด์ คลาส ไลฟ์ (อินเตอร์เนชั่นแนล) จำกัด ผู้ผลิต และจัดจำหน่ายนาฬิกาภายใต้แบรนด์เนม ดังระดับอินเตอร์ “SiamSwiss” รวมทั้งเป็น ตัวแทนนำเข้านาฬิกา Louis morais ที่เป็นที่รู้จัก กันอย่างแพร่หลาย และเครื่องสำอางค์ F. Face, Sasina อีกด้วย

            คุณศศินา วิมุตตานนท์ หรือคุณอ้อ ประสบความสำเร็จ จาก การก้าวขึ้นสู่เวทีการ ประกวด นางสาวไทย และคว้าตำแหน่ง นางงาม ผู้ใช้ภาษาไทย ดีเด่นประจำปี พ.ศ.๒๕๓๘ ทำให้เธอทะยานสู่การเป็น ผู้สื่อข่าว ของช่อง 7 สี เป็นผู้ประกาศข่าว ในรายการ ข่าวเด็ด 7 สี สะเก็ดข่าว และข่าวภาคค่ำ ประจำวัน อาทิตย์ วันจันทร์ และ วันพฤหัสบดี ระหว่าง เวลา ๑๗.๓๐ - ๑๘.๐๐ น. และ ๑๙.๔๕- ๒๐.๔๐น. ที่เราสามารถ พบกับเธอได้เป็นประจำ...

            แต่วันนี้เราคงไม่ได้ พาคุณ มารู้จักเขาทั้งสอง ในฐานะที่เขาเป็นนักธุรกิจ หรือคนดังในวงการ แต่เราจะพาคุณมารู้จัก ความเป็นส่วนตัว อันแสนอบอุ่น ของครอบครัวนี้
ในฐานะที่เขาทั้งสอง เป็นคุณพ่อ คุณแม่ ผู้มีความรับผิดชอบอันใหญ่หลวงเกิดขึ้น หลังจากที่ได้ให้กำเนิดเด็กชายพอเพียง วิมุตตานนท์ ซึ่งเป็นทายาทคนเดียวของครอบครัว หลังจากที่ได้ให้กำเนิด น้องพอเพียงได้ไม่นาน ก็ทำให้คุณสุวิทย์-คุณศศินาได้เข้าวัดพระธรรมกาย

            “..ที่จริงอ้อเข้าวัดตั้งแต่ ๑๐ ขวบแล้ว คุณพ่อคุณแม่พาอ้อนุ่งขาวห่มขาวมา วัดพระธรรมกาย แต่พออ้อโตขึ้นก็ได้ห่างไป จนกระทั่งแต่งงานมีลูก

           ครั้งหนึ่งอ้อได้มีโอกาสอ่านเจอแผ่นพับ รายการธรรมะ ๒๔ ชั่วโมง ทีแรกที่อ่านก็ไม่ได ้สนใจอะไร คิดแต่ว่าที่บ้านติด เคเบิลทีวี ๕๐ กว่าช่อง ซึ่งอ้อเอง ก็ดูไม่ไหวอยู่แล้ว และถ้าติดช่อง ธรรมะ ๒๔ ชั่วโมงด้วย อ้อคงไม่ได้ดูแน่ๆ...

           ต่อมาอ้อได้คิดขึ้นขณะที่อ้อให้นมลูก ทุกวัน ทำให้อ้อ เห็นเขาโตขึ้นๆ ทำให้อ้อ เริ่มคิดนะว่า อ้อคงไม่สามารถ อยู่กับลูก ได้ตลอดไป เราคงต้องตาย จากเขาไปสัก วันแน่อ้อไม่รู้ว่า จะทำหน้าที่ ของความเป็นแม่ ได้นานสักเท่าไร หากไม่มีเราแล้ว เขาจะมีชีวิต อยู่ต่อไปอย่างไร อ้อต้องให้อะไรลูกสักอย่าง เพื่อเป็นสิ่งประกันได้ว่าเขาจะมีชีวิต อยู่ต่อไปได้อย่าง มีความสุข และสิ่งนี้ ต้องสามารถเข้ามาแก้ปัญหา ในชีวิตของเขาได้ ในยามที่เขาไม่มีเราอีกแล้ว เหมือนกับที่พ่อกับแม่ให้อ้อ ซึ่งก็คือธรรมะ ในตอนนั้นอ้อคิดอย่างนี้ ทำให้อ้ออยาก ติดดาวเทียม ช่องธรรมะ ๒๔ ชั่วโมง ให้ลูกทันที แต่ก็ยังติดใจว่า เป็นของวัดพระธรรมกาย ซึ่งเคย เป็นข่าว อยู่ช่วงหนึ่ง อ้อจึงถือแผ่นพับนี้ไปถามรายละเอียด คนที่ทำงาน คือคุณศิริพร วุฒิทวี ซึ่งคุณศิริพรให้ คำตอบกับอ้อหลายอย่าง ทำให้อ้อเข้าใจมากขึ้น และคิดว่า ในเมื่อช่องนี้เป็นช่องธรรมะ ก็น่าจะลองดู ราคาก็ไม่กี่บาท ไม่ต้องมีค่าใช้จ่าย รายเดือนด้วย...”


           หลังจากนั้น เธอได้ไปปรึกษาคุณสุวิทย์
            “..ตอนนั้น ผมคิดตรงกับคุณอ้อว่า อยากติดจานดาวธรรม ให้ลูกเพราะเราเองก็ไม่ได้ อยู่ติดกับลูก ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ซึ่งต่อไปแม้ลูก ไม่มีเราแล้ว ธรรมะนี่แหละ เป็นสิ่งที่ช่วย เขาได้ตลอดเวลา เป็นสิ่งที่อยู่กับลูกได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง”

            “ในฐานะที่อ้อเรียนด้านนิเทศศาสตร์ และเป็นคนหนึ่งที่ได้มีโอกาสมาทำงานด้านโทรทัศน์ โดยตรง รู้สึกเลยว่ารายการทีวีในปัจจุบันที่มีสาระ คนดูจะไม่ค่อยเสพ อาจจะยังนำเสนอได้ไม่โดนใจ แต่ถ้าไร้สาระ จะเป็นที่นิยม ทำให้มีรายการประเภท ไม่เหมาะสม ต่อการเรียนรู้ของเด็ก อยู่มากอ้อ ไม่อยาก ให้ลูกดูเลย มีแต่ยิงกัน ทะเลาะตบตีกัน รุนแรง วี้ดว้าย กรี๊ดกร๊าด หากให้ลูกดูสิ่งนี้ตั้งแต่เด็ก

            อีกหน่อยเขาก็จะกลายเป็นคนก้าวร้าว ซึ่งอ้อก็ไม่อยากให้ลูกโตขึ้นแล้วต้องเป็นอย่างนั้น และ ณ ปัจจุบันนี้คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่
ก็จะใช้ทีวีเลี้ยงลูก แล้วพบว่าเด็กๆ ซึมซับอะไรต่างๆ จากทีวีได้รวดเร็ว และดีมาก เด็กๆ สามารถ ทำได้เหมือน ตัวแสดงในทีวีเลย ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัวของวัยรุ่นในปัจจุบัน กิริยาท่าทางต่างๆ ศัพท์แปลกๆก็เอามา จากทีวีทั้งนั้น ลองคิดดูเถอะ ต่อไปลูกเราจะเป็นอย่างไร ...”

            จากการที่คุณสุวิทย์ได้ดูรายการในจานดาวธรรม แล้วพบว่า

            “หลังจากที่ติดจานดาวธรรม ผมได้ดูทันที ตอนเย็นคนในบ้านจะมานั่งดูรวมกัน พอดูๆ ไป เพิ่งมารู้ว่าเป็นของวัดพระธรรมกาย จึงทำให้ผมได้มีโอกาสหันมาศึกษา และใช้วิจารณญาณ ทำให้ผมรู้ว่า ที่หลายๆคนเชื่อข่าวไปต่างๆ นานา ไม่เห็นวัดพระธรรมกายเป็นไปตามนั้นเลย เพราะผมพบว่าพระเดช พระคุณหลวงพ่อท่านสอนดีมีประโยชน์ที่งใหญ่ ผมว่า ถ้าครอบครัวไหนได้ดู จานดาวธรรม จะช่วยให้ครอบครัว ไม่ทุกข์ เพราะความสนุกทางโลกมีแต่เรื่องกิเลส การติดจานดาวธรรม เหมือนมีวัดอยู่ในบ้าน”

            จากการติดตามรายการทางจานดาวธรรมช่อง DMC เป็นประจำ ทำให้คุณสุวิทย์ทราบว่า ทางวัดกำลังทำอะไร จึงอยากบริจาคเงินทำบุญร่วมด้วย ซึ่งตอนแรกก็จะฝากคนอื่นไป ต่อมาได้รับคำแนะนำว่า ให้มาดูวัดหน่อยดีไหม... จะได้เห็นว่าเป็นอย่างไร ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ทุกคนในครอบครัวได้มีโอกาสมาที่วัดนี้เป็นครั้งแรก และรู้สึกประทับใจ


            “ผมว่า..ที่วัดสร้างใหญ่โต..ก็ถูกนะครับ เพราะเขาทำงานใหญ่ ที่ใครทำอย่างนี้ได้ยาก เราอย่ามัวไปมองว่าวัดใหญ่ ที่เขาสร้างใหญ่ เขาสร้างไว้ใช้ ไม่ได้สร้างใหญ่ไว้โชว์ และการใช้ก็เกิดประโยชน์ใหญ่ ที่กำลังจะเกิดขึ้นไปทั่วโลก ตรงจุดนี้ผม ยังไม่เคยเจอที่ไหน วัดนี้เขาทำใน สิ่งที่ผม รู้สึกทึ่งมาก รู้สึกว่าเป็นวัดที่อะเมซิ่งมาก เพราะผมเห็นโครงการต่างๆ ของพระเดช พระคุณหลวงพ่อแล้ว รู้สึกประทับใจมาก อย่างโครงการเทเหล้า-เผาบุหรี่ โครงการ ทำวัดร้างให้เป็นวัดรุ่ง ซึ่งปัจจุบันมีอยู่กว่า ๖,๐๐๐ วัด และยังมีการจัดโครงการอบรบ พระกัลยาณมิตร ซึ่งเป็นโครงการที่นิมนต์พระจากวัดต่างๆ ทั่วประเทศหมุนเวียนกันมาปรึกษา หารือร่วมกัน แล้วก็กลับไปพัฒนาวัดของท่านเอง ให้วัดท่านเป็น วัดปลอดบุหรี่ มีการอบรมสอนศีลธรรม ญาติโยม ใกล้วัดในท้องถิ่น โดยมีสื่อการสอนที่ดี ผมว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ผมประทับใจมาก เพราะหากวัดในประเทศไทยอีก ๓๐,๐๐๐ วัดทั่วประเทศสามารถทำประโยชน์ใหญ่ได้อย่างนี้ อีกสัก ๑๐ ปี ตอนนั้นกระแสศีลธรรของประเทศไทยจะพลิกฟื้นขึ้นมา ปัญหาต่างๆ ของประเทศจะถูกแก้ไข ศีลธรรมในประเทศจะถูกฟื้นฟูขึ้น...”

            “ส่วนตัวอ้อเอง หลังจากที่ดูจานดาวธรรมแล้วทัศนคติเก่าๆ ที่ติดลบหรือที่เคยข้องใจสงสัย มันได้หายไปเลย และมาระยะหลังนี้ มีคนถามอ้อว่า เดี๋ยวนี้อ้อเป็นสาวกวัดพระธรรมกายไปแล้วหรือ พอเขาถามแบบนี้ อ้อกลับรู้สึกดีนะ เพราะทำให้อ้อได้มีโอกาสตอบ ได้อธิบายให้เขาฟัง และอ้อก็บอกต่ออีกว่า ถ้าอยากรู้ว่าวัดเป็นอย่างไรจริงๆ ให้มาดูเองดีกว่า หรือไม่ก็ติดจานดาวธรรม จะได้เข้าใจว่าวัดเป็นอย่างไร..

            เดี๋ยวนี้คุณพ่อคุณแม่ของอ้อเอง ก็ดูจานดาวธรรม และอ้อก็ใช้ จานดาวธรรมเป็นสื่อในการเลี้ยงลูกได้เป็นอย่างดี เดี๋ยวนี้อ้อเองไม่ห่วงเลย บางทีลูกร้องไห้ พอเปิดทีวีเจอพระเดชพระคุณหลวงพ่อ อยู่หน้าจอทีวีเท่านั้น เขาจะหยุดร้องทันที หากเขาโยเย พอคุณตาอุ้มเข้าห้องพระเขาก็จะเงียบ พอหลวงพ่อมาหน้าจอทีวี เขาก็จะนั่งลงกราบเองอัตโนมัติ บางทีเล่นของเล่นอยู่ ก็จะวางของเล่นแล้ว หันมากราบหลวงพ่อหน้าทีวีก่อน พอเห็นภาพคุณยายอาจารย์ฯ ปรากฏหน้าจอทีวี เขาจะนั่งลงกราบ และมานั่งสวดบทสรรเสริญคุณยายก่อน ดูน่ารักน่าเอ็นดูมาก แม้อายุจะเพียงแค่ขวบกว่าเท่านั้น เขาก็กลายเป็นเด็กที่มีความเคารพ อ่อนน้อมโดยอัตโนมัติ ขณะที่เขานั่งดูทีวี พอช่วงเพลงอาตี๋ เพลงเจนนี่มา ซึ่งเป็นเพลงสอนธรรมะให้กับเด็กๆ เขาก็จะเต้นอยู่หน้าจอ อ้อว่า รายการในจานดาวธรรมนี่ ช่วยปลูกฝังสิ่งดีงามให้กับลูกได้ ทำให้ลูกซึมซับสิ่งดีๆ ได้เยอะมากโดยไม่ต้องสอนอะไรเขามาก...”

            ครอบครัวนี้มีวิธีการสอน และปลูกฝังสิ่งที่ดีงามให้กับลูกด้วยวิธีการที่น่ารัก และน่าสนใจคือ

            “เราจะกล่อมลูกด้วยเสียงสวดมนต์จนเขาหลับไป เหตุผลหนึ่งคือเราร้องเพลงกล่อมลูกไม่เป็น แต่เหตุผลที่สำคัญคือ เสียงสวดมนต์จะทำให้จิตใจเขาสงบ หลับไปด้วยใจที่เกาะเกี่ยวกับ พระรัตนตรัย ไม่ฝันร้าย หลับเป็นสุข มีสุขภาพจิตดี


           ซึ่งเราเองก็สังเกตเห็นลูกมีการเปลี่ยน แปลงที่ดีๆ ที่น่ารักเกิดขึ้น คือน้องพอเพียง จะมีอัธยาศัย ชอบชวนคนทำความดี เช่น เวลาหลวงพ่อปรากฏ ที่หน้าจอทีวี เขาก็จะไป ดึงคนทำงานบ้านเข้ามา แล้วทำท่ากราบให้ดู เพื่อให้ทำตามเขาด้วย และอย่างตอนเขามาวัด เมื่อเห็นพระภิกษุ เขาจะยกมือไหว้ทันทีโดย ไม่ต้อง มีใครบอกใครสอน และยกมือไหว้ทุกคน ที่พบเห็นก่อนเสมอ จนพี่ๆ ยกมือรับไหว ้แทบไม่ทัน...”

            จากการได้เข้ามาสัมผัส ในครอบครัวเล็กๆ อันแสนอบอุ่น ครอบครัว ที่หล่อหลอมลูก ให้เติบใหญ่ ขึ้นด้วยธรรมะ ทำให้เราพบคำตอบและวิธีการเลี้ยงดูลูก เพื่อไม่ให้เขาพบ ความล้มเหลวในชีวิต เพราะหาก พ่อแม่จะมอบ ทุกสิ่งทุกอย่าง ให้กับลูกหมดชีวิต ก็ไม่อาจทำให้ลูกมีที่พึ่ง และแก้ไขปัญหา ในชีวิต อย่างถูกวิธีได้ จึงจัดว่าเป็นการให้ของพ่อแม่ ที่ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
แต่หากเราปลูกฝังธรรมะให้กับลูกตั้งแต่เล็ก เขาจะเติบใหญ่ขึ้นเป็นลูกที่ดี เป็นลูกศิษย์ของ อาจารย์ที่น่ารัก เป็นผู้ใหญ่ที่ดีในวัน ข้างหน้า ได้อย่างสมบูรณ์

            อย่าปล่อยเวลาที่เขากำลังเติบโตให้ผ่านไปเรื่อยๆ อีกเลย หรือทำให้เวลาของเขากลายเป็นช่วงเวลาแห่งการ ฝึกความเป็นเลิศทางด้านการศึกษา กีฬา ดนตรีแต่เพียงอย่างเดียว เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขาคือ การเป็นคนดี ....

 

บทความนี้ ถูกใจคุณหรือไม่ + -

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร