ละกิเลสได้ด้วยญาณ

วันที่ 05 กค. พ.ศ.2560

ละกิเลสได้ด้วยญาณ

      การเข้าถึงกายในกายนั้นมีคุณประโยชน์อันยิ่งใหญ่ต่อการดำเนินชีวิตของเราใน 2 ลักษณะ คือ

     1. การละกิเลสออกไปเป็นชั้น ๆ โยคาวจรผู้เจริญมรรคมีองค์ 8 ได้บริสุทธิ์บริบูรณ์และถูกต้องตามหลักมัชฌิมาปฏิปทาแล้ว ใจก็จะว่างเว้นจากความยินดียินร้ายทั้งปวง มีแต่ความวางเฉยที่มีชีวิตชีวา และเต็มไปด้วยสติปัญญา อันจะทำให้เข้าถึงช่องทางไปสู่อายตนนิพพานได้ถูกต้อง ความวางเฉยเช่นนี้คือสิ่งที่ มเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสนับสนุน และทรงเรียกว่า อุเบกขา นั่นเอง ภาวะจิตที่วางเฉยเช่นนี้ คือ สภาวะที่จิตห่างจากกิเลสหรือที่เรียกว่าการละหรือการพ้นจากกิเลสยิ่งพ้นจากกิเลสได้มากเพียงใด จิตก็ยิ่งสามารถดำดิ่งผ่านกายต่าง ๆ ไปได้มากเพียงนั้น กล่าวคือ กิเลสในกายมนุษย์นั้นประกอบด้วยอภิชฌา พยาบาทและมิจฉาทิฏฐิ เมื่อจิตบริสุทธิ์พ้นจากกิเลสทั้ง 3 ดังกล่าวแล้ว จิตก็จะเข้าถึงกายทิพย์

    กิเลสในกายทิพย์นั้นประกอบด้วยโลภะ โทสะ และโมหะ เมื่อจิตบริสุทธิ์พ้นจากกิเลสในกายทิพย์แล้ว ก็จะเข้าถึงกายรูปพรหม

   กิเลสในกายรูปพรหมนั้นประกอบด้วยราคะ โทสะ และโมหะ เมื่อจิตบริสุทธิ์พ้นจากกิเลสในกายรูปพรหมแล้ว ก็จะเข้าถึงกายอรูปพรหม

   กิเลสในกายอรูปพรหมนั้นประกอบด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย อวิชชานุสัย เมื่อจิตพ้นจากกิเลสในกายอรูปพรหมแล้ว ก็จะเข้าถึงกายธรรมหรือเรียกว่า ธรรมกายเบื้องต้น อยู่ในระดับโคตรภูจิต เป็นโคตรภูบุคคล

  ครั้นโคตรภูบุคคลเข้าฌานสมาบัติ เพ่งอริยสัจ 4 ในกายมนุษย์หยาบและมนุษย์ละเอียดเป็นอนุโลมและปฏิโลม แล้วจิตก็จะเข้าถึงกายธรรมพระโสดา เป็นพระโสดาบัน ถึงความเป็นพระอริยบุคคลผู้สามารถละสังโยชน์ได้ 3 ประการ คือสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามา

    ลำดับต่อไป กายธรรมพระโสดาบันจะเข้าฌาน มาบัติเพ่งอริยสัจ 4 ในกายทิพย์เป็นอนุโลมและปฏิโลม ถึงขีดสุดแล้วจะสามารถละกิเล ได้อีก 3 ประการ คือ ราคะ โทสะ โมหะชั้นหยาบ แล้วจิตก็จะเข้าถึงกายธรรม กิทาคามี เป็นพระ กิทาคามี คือพระอริยบุคคลผู้สามารถละกิเล ได้ 3 ประการ คือสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉาสีลัพพตปรามา กับทำราคะ โทสะ โมหะให้เบาบางลง

   ครั้นแล้วกายธรรมพระ กิทาคามีจะเข้าฌานสมาบัติแห่งอริยสัจ 4 ทำนองเดียวกันนั้นในกายรูปพรหมต่อไป ถึงขีดสุดสามารถละสังโยชน์เบื้องต่ำได้ทั้งหมด คือสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉาสีลัพพตปรามา กามราคะ และปฏิฆะ เข้าถึงกายธรรมพระอนาคามี ครั้นแล้วกายธรรมพระอนาคามี ก็เข้าฌาน มาบัติเพ่งอริยสัจ 4 ทำนองเดียวกันนั้นต่อในกายอรูปพรหมต่อไป ถ้าสามารถละสังโยชน์เบื้องสูงทั้งหมด คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา จะเข้าถึงกายธรรมพระอรหัตต์ ถ้าการละสังโยชน์ทั้งหมดนั้นเป็นสมุจเฉทคือเด็ดขาด โยคาวจรก็จะบรรลุถึงซึ่งพระอรหัตผล ปราศจากซึ่งอาสวกิเลสทั้งปวง

   การละกิเลสของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลาย มีลักษณะละออกไปเป็นชั้น ๆ ตามอรรถาธิบายดังกล่าวแล้ว

    2. รู้เห็นธรรมทั้งปวงด้วยจักษุและญาณแห่งกายธรรม หมายความว่า ขณะที่โยคาวจรเจริญ มถภาวนา ดำเนินจิตผ่านกายต่าง ๆ เข้าไปจนถึงกายธรรมโคตรภูแล้วใจของโยคาวจรก็จะรวม นิทแนบแน่นกับกายธรรมนั้น กลาย ภาวะเป็นโคตรภูบุคคล ใจของกายธรรมนั้นประกอบด้วย ดวงเห็น จำ คิด รู้ ซ้อน ๆ กันอยู่เช่นเดียวกับกายมนุษย์ แต่ทว่าใจของกายธรรมนั้นสามารถขยายแผ่เป็นวงกว้างออกไปได้ โดยมีเส้นผ่าศูนย์กลางเท่ากับหน้าตักของกายธรรม ตัวอย่างเช่น ถ้ากายธรรมโคตรภูมีหน้าตักกว้าง 20 วา ดวงใจของโคตรภูบุคคล ก็สามารถแผ่ขยายออกเป็นดวงกลมมีเส้นผ่าศูนย์กลางยาว 20 วา และถ้าโยคาวจรบรรลุถึงกายธรรมในลำดับที่สูงขึ้นไปอีก ดวงใจของกายธรรมใหม่นั้น ย่อมขยายเป็นวงกว้างขึ้นอีกตามส่วนแห่งหน้าตักของกายธรรมใหม่ ดวงใจที่สามารถขยายแผ่ออกไปเช่นนี้เรียกว่า "ญาณ"

  โดยเหตุที่ดวงใจของกายธรรมโคตรภูขยายกว้างออกไปเป็นญาณ จึงสามารถมองย้อนกลับมาดูกายต่าง ๆ ที่ผ่านไปทั้ง 8 กายอย่างชัดเจน นับตั้งแต่กายมนุษย์จนถึงกายอรูปพรหมละเอียด จึงประจักษ์แจ้งว่ากายทั้ง 8 นั้นตกอยู่ใต้กฎแห่งไตรลักษณ์ อันประกอบด้วยอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา การเห็นทั้งหมดนี้เรียกว่า เห็นด้วยตาแห่งกายธรรมการรู้ทั้งหมดนี้เรียกว่า รู้ด้วยญาณแห่งกายธรรม ณ ขั้นนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของวิปัสสนาครั้นเมื่อโยคาวจรเจริญวิปั นาภาวนาต่อไปอีก ก็ย่อมจะบรรลุถึงกายธรรมชั้นสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงกายธรรมพระอรหัตละเอียด ย่อมบรรลุถึงภาวะแห่งสีติภูโต คือเป็นผู้เย็นแล้ว อาสวกิเลสสิ้นแล้ว กิจที่จะต้องทำสิ้นสุดแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีกแล้ว

 

 

*----------------------------------------------------------------------------------------------------------*
หนังสือ PD 006 แม่บทแห่งธรรม
หนังสือเรียน DOU หลักสูตร Pre-Degree