เพาะนิสัยลูกอย่างไรให้ "ไม่แสบ" (ตอนที่ ๒)

วันที่ 29 กย. พ.ศ.2560

 เพาะนิสัยลูกอย่างไรให้ "ไม่แสบ"  (ตอนที่ ๒),วาไรตี้,บทความประจำวัน

 

      เพาะนิสัยลูกอย่างไรให้ "ไม่แสบ"  (ตอนที่ ๒)

 

    แต่ถ้าปล่อยให้เด็กนอนสักสี่ทุ่ม หรือห้าทุ่ม เด็กจะติดนิสัยนอนดึก แล้วสาเหตุที่เด็กนอนดึกส่วนมากไม่ใช่อะไร ก็เพราะติดทีวี ทำไมเด็กถึงดูทีวีดึก ? ก็เพราะว่าคุณพ่อคุณแม่ติดทีวีนั่นเอง ลูกจึงไม่ยอมนอน

     ดังนั้น ถ้าคุณพ่อคุณแม่อยากได้ลูกแก้ว ก็ต้องฝึกให้ลูกนอนแต่หัวคํ่า ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว เด็กจะไม่อยากตื่น แล้วแกก็จะซ้อมเถียง ซ้อมโกหกคุณพ่อคุณแม่ทุกวัน แล้วก็จะได้นิสัยทำอะไรสะเพร่า ขอไปทีเพียงนิสัยเท่านี้ ยังไม่ทันต้องรอให้โต ลูกก็สามารถสร้างความแสบไปได้ตลอดทางแล้ว

   แต่ถ้าฝึกให้ลูกนอนหัวคํ่า และตื่นเช้าอยู่เป็นประจำ อย่างน้อยคุณพ่อคุณแม่จะได้ลูกเรียบร้อย ไม่เถียงพ่อเถียงแม่ ทำอะไรก็ประณีต นอกจากนี้ ยังจะมีคุณธรรมอีกหลายๆ อย่างที่ค่อยๆ ฝังเข้าไปอยู่ในตัวลูก โดยที่คุณแม่ไม่ต้องบอกเลยว่า "ลูกแม่ต้องไม่แสบนะ" เพราะฉะนั้นขอเพียงคุณพ่อคุณแม่ควบคุมเวลานอนและเวลาตื่นของลูกให้ดี ก็จะเพาะนิสัยดีๆ ให้ลูกอีกมากมายเลยทีเดียว   

   ๓) อย่าปล่อยให้ลูกกินไม่เป็นเวลา

    ก่อนหน้าได้เล่าไปแล้วว่า แค่การที่คุณแม่ให้นมลูกเป็นเวลา กับให้นมไม่เป็นเวลา ก็สามารถสร้างนิสัยลูกให้แตกต่างกันได้  สำหรับหัวข้อนี้ก็มีอีกเรื่องที่ต้องเสริมเข้ามาอีกหน่อย คือ ถ้าอยากให้ลูกรักกัน ต้องกินข้าวพร้อมกันทั้งบ้าน

    ถ้าบ้านไหนมีลูก ๓-๔ คน แล้วพบปัญหาว่า ลูกมักทะเลาะกัน เมื่อสาวหาเหตุลึกๆลงไปแล้ว จะพบว่า มาจากกินข้าวไม่พร้อมกัน

   ทำไมจึงเป็นอย่างนี้ ก็เพราะว่า หากวันไหน คุณแม่ทำกับข้าวอร่อยลูกคนไหนมาถึงก่อนก็กินก่อน ธรรมดาทุกวันกับข้าวจะพอ แต่วันนี้อร่อยเลยกินเยอะเป็นพิเศษ ทำให้วันนี้กับข้าวไม่พอ เจ้าลูกคนที่ขยันทำงานมากที่สุดในบ้าน ก็เลยไม่ได้กินฝีมือคุณแม่ เพราะว่ามาทีหลัง กับข้าวที่คุณแม่ตั้งใจทำไว้ให้ เมื่อไม่ได้กิน ก็เลยกินอย่างอื่นแล้วแกก็เริ่มน้อยใจคุณแม่ น้อยใจพี่ๆน้องๆ เก็บเป็นความฝังใจลึกๆ

    แล้วในที่สุด วันหนึ่งความฝังใจลึกๆเหล่านี้ ก็กลับมามีผล เพียงแค่พี่หรือน้องทำถ้วยแก้วของแกแตกไปลักใบหนึ่ง หรือสมุดฉีกขาดไปลักแผ่นหนึ่ง เจ้าลูกคนนี้จะถือเป็นเหตุตัดญาติกับพี่ๆ น้องๆแล้วเคืองกันไปเลย แม้ว่าคุณแม่จะไปซื้อถ้วยแก้วมาเปลี่ยนเป็นใบที่สวยกว่าใบที่แตกไปอีก แกก็ไม่ยอม แกยังผูกโกรธพี่ๆ น้องๆ อยู่นั่นแหละ

    เหตุที่เป็นอย่างนี้ ก็เพราะแกเก็บความน้อยใจไว้ตั้งแต่พี่น้องกินข้าวไม่พร้อมก้น แกไม่ค่อยได้กินของอร่อย จึงผูกใจไว้ลึกๆ เรื่อยมา

  ถ้าคุณแม่คนไหนปล่อยลูกให้กินข้าวไม่พร้อมกันอย่างนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมื้อเย็น พ่อแม่ลูกควรจะกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันแล้ว ไม่พร้อม เทำกับว่า คุณพ่อคุณแม่ได้เพาะความแตกสามัคคีให้ลูกแล้ว อีกหน่อยเวลาลูกโตขึ้น จะไม่ห่วงกัน ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างกินแล้วมีอะไรขัดใจกันนิดๆ หน่อยๆ จะทะเลาะก้นบ้านแตก ก็ขนาดคุณพ่อคุณแม่ยังมีชีวิตอยู่ ลูกยังทะเลาะกันอย่างนี้ แล้วถ้าตายไป ลูกก็คงจะฆ่ากันเมื่อไหร่ก็ไม่รู้

   เพราะฉะนั้น ถ้าคุณพ่อคุณแม่อยากได้ลูกดี หลักวิธีปลูกฝังคุณธรรมขั้นต้น ก็มาจากจ้ดการในเรื่องเวลากิน เวลานอน เวลาตื่นของลูกให้ดี
   สิ่งเหล่านี้ เมื่อจัดให้ลงตัวให้ดี นอกจากนิสัยของลูกจะดี สุขภาพร่างกายของลูกก็จะแข็งแรง เพราะถ้าลูกกินไม่เป็นเวลา นอนไม่เป็นเวลาจะทำให้ระบบขับถ่ายไม่เป็นเวลา
   ถ้าถ่ายไม่เป็นเวลาแล้วอะไรจะเกิดขึ้น เช่น ถ้าตอนนี้กำลังอยู่ในชั่วโมงเรียน จะไปถ่ายก็ใช่ที่ เด็กก็เลยอั้นเอาไว้ ผลสุดท้าย ท้องผูกเรือรังก็เกิดขึ้น หรือบางคนเป็นท้องเสียเรื้อรังเกิดขึ้น เพราะลำไส้มันเสียระบบ ทำ ให้เด็กคนนี้มีโรคประจำตัว และเป็นเรื้อรังได้ทั้งสองโรค

   แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่ดูแลเรื่องเวลาเหล่านี้ดี ลูกจะไม่ใช่แค่สุขภาพดี แต่นิสัยก็จะดีด้วย แม้คุณพ่อคุณเเม่เองอาจจะยังไม่รู้ธรรมะลึกซึ้งอะไร แต่ความแสบในขันหนึ่งจะหลุดออกจากตัวลูก แล้วคุณธรรม ซึ่งเราอาจจะไม่รู้จักชื่อ แปลไม่ค่อยออก เช่น หิริโอตตัปปะ หรืออะไรทำนองนี้ลูกก็จะค่อยๆ มีขึ้นมา และนี่เป็นวิธีปลูกฝังคุณธรรมให้แก่ลูกแบบง่ายๆ ซึ่งจะทำให้ได้ลูกดี


   ๓) การฝึกวินัยต่อความสะอาด

       นอกจากเรื่องเวลาแล้ว ถ้าอยากจะให้ลูกของเราเป็นคนไม่แสบ ยังต้องฝึกเรื่องของการรักษาความสะอาดด้วยลูกคนไหนไม่รักความสะอาด ลูกคนนั้นจะเอาตัวรอดยาก ไปอยู่หมู่ไหน เข้ากลุ่มไหน ก็จะเป็นที่รังเกียจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอาบนํ้าอาบท่าต้องสอนให้ลูกอาบให้เป็น คือ อาบอย่างไรให้สะอาด แต่ให้น้ำน้อย ให้สบู่น้อย ให้เวลาน้อย หรือเรื่องเสือผ้า ก็ต้องสอนลูกให้ซักให้สะอาด

    แต่ที่สำคัญ คือ ถ้าคุณพ่อคุณแม่อยากได้ลูกรักความสะอาด ต้องเรื่มตั้งแต่นอนแบเบาะแล้ว คือพอถึงเวสาที่ลูกฉี่หรืออึ คุณแม่ต้องรืบเปลี่ยนผ้าอ้อม รีบล้างก้นเด็กให้สะอาด และรีบเอาผ้าอ้อมไปซักท้นที แต่ถ้าพอลูกฉี่ลูกอึได้ แม่กลับปล่อยให้เด็กนอนร้องแช่ฉี่แช่อึไป เนื้อเด็กยังอ่อนอยู่ พอโดนปัสสาวะ เด็กจะแสบก้น แล้วถ้าแช่ฉี่อยู่ในเปลนานๆ เนื้อจะเปื่อยเลย แล้วพออึออกมาสบทบอีก แทนที่คุณแม่จะรีบมาเปลี่ยน ก็ปล่อยให้เด็กแช่สิ่งปฏิกูลจากที่เปียกๆจนกระทั่งแห้งติดก้นเด็ก กว่าแม่จะมาล้างก้น มาเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ ลูกก็ถูกปล่อยให้คุ้นกับความสกปรกจนเคยนิสัยแล้ว

     จะเห็นได้ว่า ถ้าหากคุณแม่รักความสะอาด ก็จะได้ลูกรักสะอาด แต่ถ้าคุณแม่สกปรก ก็จะได้ลูกนักหมักระดับโลก นอกจากนักหมักระดับโลกแล้ว ยังเพาะกลิ่นตัวเสร็จสรรพ

    เพราะฉะนั้น ความรักสะอาดของเด็ก มันเริ่มต้นตั้งแต่อยู่ในเปล ซึ่งขึ้นอยู่กับว่า คุณพ่อคุณแม่จะเพาะนิสัยให้เด็กคุ้นกับความสกปรก หรือคุ้นกับความสะอาดเท่านั้นเอง

   ๔) การฝึกวินัยต่อความเป็นระเบียบ
      ถ้าคุณพ่อคุณแม่คนไหนไม่เพาะความมีระเบียบวินัยให้ลูกอีกหน่อย เวลาลูกโตขึ้น ไปทำงานกับใคร จะไม่รู้จักคำว่า ขั้นตอน จะไม่รู้จักเก็บ ข้าวของไห้เป็นระเบียบ แสะทุกครั้งที่ทำงานเสร็จ จะทิ้งงานให้คนอื่นต้องตามเช็ดตามเก็บอยู่เรื่อยไป

     ยกตัวอย่างเช็น เรื่องการซักเสื้อผ้า เมื่อลูกโตขึ้นมา ควรจะห้ดซักผ้าได้แล้ว แต่คุณพ่อคุณแม่กลับไม่ได้หัดให้ลูกซัก อาจจะมีคนใช้ซักให้เสร็จ หรีอคุณพ่อคุณแม่ชักให้เองก็ตามที ลูกก็จะได้นิสัยความไม่รับผิดชอบ ความไม่เป็นระเบียบติดตัวไป

    ขณะที่คุณแม่อีกคน เมื่อเห็นว่า ลูกพอจะซักผ้าได้ แม่ก็สอนให้เลย เช่น พอลูกอยู่อนุบาสแล้ว ก็ห้ดไห้ชักผ้าผืนเล็กๆ เพราะชักกระโปรง กางเกง ยังไม่ไหว

    พอโตขึ้นมาอีกนิด คุณแม่ก็หัดให้ชักผืนใหญ่ขึ้น คือหัดซักถุงเท้า
    พอโตขึ้นมาอีก ก็หัดให้ซักเสื้อ ซักกระโปรง ซักกางเกง
    ฝึกหัดจากง่ายไปหายาก ค่อยๆ เพาะนิสัยความรับผิดชอบและความเป็นระเบียบขึ้นมา
    
  ในที่สุดลูกคนนี้จะมีนิสัยให้รู้จักทำอะไรเป็นระเบียบเป็นขั้นตอนมาโดยปริยาย เมื่อไปทำงานอะไรที่ชิ้นใหญ่ขึ้น เขาจะรู้จักวางระบบ และมองภาพรวมของงานเป็น ซึ่งสิงนี้เป็นสิงที่สอนกันได้ยาก

    ขณะที่เด็กอีกคน ถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่ฝึกหัดให้ พอโตขึ้นจะทำอะไรไม่เป็นเลย รู้จักแต่ว่าเสื้อผ้าก็มีคุณพ่อคุณแม่ หรือไม่ก็คนรับใช้ คอยจัดเตรียมให้เรียบร้อยแล้ว ถึงเวลาก็เอาไปใส่อย่างเดียว พอใส่เสร็จแล้ว ก็ถอดโครมให้คุณพ่อคุณแม่ หรือคนรับใช้เอาไปซัก

  ถ้าคุณพ่อคุณแม่เลี้ยงลูกอย่างนี้ ค่าว่า "รับผิดชอบ" และคำว่า "ทำอย่างเป็นขั้นเป็นตอน" ลูกจะไม่รู้จัก แม้แต่การทะนุถนอมข้าวของ ลูกก็ทำไม่เป็น เพราะลูกไม่เคยชักผ้าเอง จึงรับผิดชอบไม่เป็น และทำอะไรไร้ระเบียบ

   ขณะที่ลูกอีกคน แม่ฝึกให้ซักเอง จะต้องรับผิดชอบ จะไปซนมากนัก เล่นมากนัก เดี๋ยวต้องกลับมาขยี้ผ้าตายเลย เด็กก็จะรู้จักระวัง รู้จักทะนุถนอมเลี้อผ้าขึ้นมา นี่คือที่มาของนิสัยใจคอความรับผิดชอบ และความเป็นระเบียบของคนเรา

   เพราะฉะนั้น พวกที่ชักผ้าเป็น กับพวกที่ไม่ได้ถูกฝึกให้ซักผ้า นิสัยความรับผิดชอบ นิสัยความเป็นระเบียบจะออกมาไม่เหมือนกัน คือ 

   พวกหนึ่งพร้อมจะรับผิดชอบและทำตามระเบียบ อีกพวกหนึ่งจะไม่ค่อยอยากจะรับผิดชอบ และไม่ยอมรับรู้ระเบียบวินัย

   นอกจากนี้ การฝึกเด็กรู้จักตากผ้าให้เป็นนั้น ยังสามารถฝึกนิสัยความรู้จักที่ตํ่าที่สูง รู้จักเกรงใจคนอื่นให้แก่เด็กได้ด้วย

   ยกตัวอย่างเช่น คุณแม่บางคนสอนแล้วสอนอีกว่า

  "ลูก เวลาตากผ้าเช็ดหน้า ตากเสื้อตัองแขวนราวบน ส่วนราวกลาง ต้องตากพวกกางเกง กระโปรง ราวส่างใช้ตากลุงเท้า ตากชั้นใน"

   เมื่อเด็กคนนี้โตขึ้นจะรู้จักแยกแยะที่ตํ่าที่สูงรู้อะไรควรทำไม่ควรทำ

   แต่บางบ้านไม่ได้สอนให้แยกประเภทตาก มีกี่ตัวๆ ก็ตากราวเดียวกันนั่นแหละ เด็กคนนี้โตขึ้น จะไม่รู้ว่าที่ตํ่าที่สูงเป็นอย่างไร แล้วเด็กก็จะเจอปัญหาการกระทบกระทั่งไปตลอดชีวิต

   เช่น พวกไม่แยกประเภทตาก แช่ผ้ากะละมังเดียวกัน ถึงเวลามีคู่ครองใครได้ไปเป็นภรรยาเข้าก็จะเจอประเภทเอาผ้าเช็ดหน้ากับชุดชั้นในมาแช่ด้วยกัน ตากด้วยกัน ผลปรากฏว่า อยู่ด้วยกันไม่นาน ก็ต้องฟ้องหย่ากันแทบไม่ทัน หลายๆคู่ที่เลิกกัน สาเหตุก็มาจากนิสัยที่คุณพ่อคุณ
แม่เพาะให้ตั้งแต่เล็กอย่างนี้

   ถ้าเด็กได้คุณพ่อคุณแม่ที่มีความประณีตมากขึ้น นอกจากจะสอนให้แยกประเภทตากแล้ว ก็จะพรํ่าสอนว่า "ลูกเอ๊ย ผ้าสีๆ อย่างนี้ อย่าไปตากกลางแดด เอามาตากตรงชายคา แดดจะได้ไม่เลียสี ผ้าจะได้ไม่เก่าเร็ว เวลาจะตาก ก็กลับข้างนอกเป็นข้างในให้เรียบร้อย ขึงให้ตึง เนี้อ
ผ้าจะได้ไม่ย่น" สารพัดจะถ่ายทอด

   แต่ถ้าได้คุณพ่อคุณแม่ที่มีนิสัยทำอะไรหยาบๆ ลวกๆ เวลาลูกจะตากผ้า นอกจากจะไม่สอนให้แยกประเภทการตากผ้าแล้ว ยังปล่อยให้ลูกนึกอยากจะตากด้านไหน ก็ตากๆไปเถอะ พอผ้าแห้งแล้ว อยากเก็บเมื่อไร ก็ค่อยไปเก็บเถอะ แล้วถ้าไม่อยากเก็บก็เรื่องของลูก ปล่อยให้ตากอยู่สามวันห้าคืน แล้วค่อยมาเก็บก็ได้ แน่นอนผ้าที่ใช้ จะเสื่อมคุณภาพไว ไล่ไม่กี่ทีสีจะซีดหมดเลย ทำ ให้เด็กถนอมข้าวของไม่เป็น แถมยังมีนิสัยมักง่าย ขาดความรับผิดชอบตามมาอีกด้วย

    เพราะฉะนั้น ความละเอียดและความหยาบของคุณพ่อคุณแม่ คือนิสัยที่แท้จริงของลูก นี่ก็เป็นตัวอย่างของการสืกนิสัยความรับผิดชอบและความเป็นระเบียบให้แก่ลูก

   ๕) การฝึกวินัยต่อศีลธรรม

   เมื่อคุณพ่อคุณแม่ฝืกวินัยทางโลกให้แก่ลูกแล้ว ก็ต้องฝึกวินัยต่อศีลธรรมให้แก่ลูกด้วย เป็นการปลูกฝังหลักเกณฑ์การวัดตัดสินดีช้่วให้แก่ลูกตั้งแต่ยังเล็กๆ เมื่อเขาโตขึ้น เขาจะได้รู้จักควบคุมความคิด คำ พูด การกระทำ ให้อยู่ในกรอบของศีลธรรม ไม่สร้างความเป็นพิษเป็นภัยแก่
สังคม ซึ่งจะทำให้เขาสามารถพัฒนาคุณธรรมอื่นๆ ของตัวเองให้ยิ่งๆ ขึ้นไป เมื่อนั้น เขาก็จะเติบโตขึ้นมาเป็นหลักชัยให้แก่บ้าน สามารถสืบทอดดำรงวงค์ตระกูลให้เจริญก้าวหน้าต่อไป

   การปลูกฝังวินัยต่อศีลธรรมขั้นตั้น คือ ฝึกให้เด็กรู้จักรักษาศีล ๕ เพราะศีล ๕ เป็นเกราะป้องกันให้ลูกของเราไม่คิดไปฆ่าใคร ไม่คิดไปขโมยของใคร ไม่คิดผิดลูกผิดเมียใคร ไม่คิดโกหกหลอกลวงใคร และไม่ข้องแวะกับสุรายาเสพติดอันเป็นเครื่องทำลายสติปัญญาของคนเรา


   โดยการปลูกฝังศีล ๕ ให้แก่ลูกนั้น คุณพ่อคุณแม่ต้องทราบก่อนว่า ศีล ๕ มีมาก่อนพระพุทธศาสนาจะเกิดขึ้น แต่เมื่อพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นแล้ว พระสัมมาล้มพุทธเจ้าทรงบอกว่า ศีล ๕ นี้ดี จึงทรงร้บเข้ามาไว้ในพระพุทธศาสนาด้วย แล้วพระองค์ก็ทรงให้กฎเกณฑ์ของศีล ๕ ชัดเจนขึ้น


ศีล ๕ ได้แก่อะไรบ้าง ?
๑. ไม่ฆ่าสัตว์
๒. ไม่ลักทรัพย์
๓. ไม่ประพฤติผิดในกาม
๔. ไม่พูดเท็จ
๕. ไม่ดื่มสุราของมึนเมา

    ถ้าคุณพ่อคุณแม่สังเกต จะพบเรื่องแปลกอย่างหนึ่งในสังคมไทย คือคนไทยท่องได้ว่าศีล ๕ มี ๕ ข้อ แต่ถ้าถามถึงเหตุและผลว่าทำไมถึง ต้อง ๕ ข้อนี้ด้วย ก็ชักจะไม่แน่ใจว่าศีล ๕ ที่ตัวเองรู้นั้น จริงๆแล้วเข้าใจแค่ไหนกันแน่ ก็เลยมีผลมาถึงการปลูกฝังทัศนศติที่ถูกต้องให้แก่ลูกด้วย
    เพราะฉะนั้น การจะปลูกฝังศีล ๕ ให้ลูกได้ คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องรักษาศีล ๕ ให้ลูกดูด้วย แล้วก็ต้องอธิบายให้ลูกฟ้งได้ว่า

๑) ทำไมจึงห้ามฆ่าสัตว์?
     คำตอบก็คือ สิงที่เรารักที่สุดในชีวิตของเรา คือ ตัวเราเอง ซึ่งรวมตั้งแต่มือ นิ้ว แขน ขา อวัยวะในร่างกายทั้งหมดที่เป็นตัวของเรา ไม่มีใครรักอย่างอื่นยิ่งกว่าชีวิตของตัวเอง

    เพราะฉะนั้น นอกจากเราแล้ว คนอื่นเขารักชีวิตของตัวเองไหม? 

    ช้าง ม้า วัว ควาย ม้นรักชีวิตของตัวเองไหม? รัก!

    ม้นบอกหรือเปล่า? เปล่า แต่เวลามีใครจะมาทำร้ายม้น มันเผ่นอ้าวเลย เพราะฉะนั้น แม้มันไม่ได้บอกออกมาเป็นคำพูด แต่ท่าทางมันบอกว่า ช้าง ม้า วัว ควาย มันก็รักชีวิตของมันเอง

   เพราะฉะนั้น จึงเป็นปกติของธรรมชาติว่า ใครๆ ก็ต้องไม่ฆ่าใคร เพราะใครๆ ก็รักชีวิตของตนเองทั้งนั้น ศีลข้อที่ ๑ จึงเกิดขึ้นมาว่า ห้ามฆ่า

   ๒) ทำไมจึงห้ามลักทรัพย์?
   ก็ต้องถามว่า ชีวิตอยู่ได้ด้วยอะไร? ชีวิตอยู่ได้ด้วยปัจจัย ๕ หรือ ถ้าใช้โทรศัพท์ง่ายๆ ก็คือ ชีวิตอยู่ได้ด้วยสมบัติ

   ไม่มีข้าวปลาอาหาร เรามีชีวิตอยู่ได้ไหม? ไม่ได้
   ไม่มีเสือผ้าเครื่องนุ่งห่ม เรามีชีวิตอยู่ไดไหม? ไม่ได้
   ไม่มีบ้าน ไม่มียารักษาโรค เรามีชีวิตอยู่ไดไหม? ไม่ได้

   

   เพราะฉะนั้น โดยย่อแล้ว ปัจจัย ๔ นี้คือ สมบัติในการเลี้ยงชีวิต

   ทีนี้ ถ้าสมบ้ติของเรา ถูกลัก ถูกขโมย ถูกโกงไป ยังไม่ถึงกับต้องฆ่าแกงกันให้ตายหรอก แต่เราก็ขาดแคลนแทบตายทีเดียว

    เพราะแค่ทำงานแล้ว เงินเดือนไม่ขึ้น ก็ยํ่าแย่แล้ว ยิ่งถ้าถูกลดเงินเดือน ยังไม่ต้องโกง ก็แทบตายทีเดียว

    เพราะฉะนั้น ศีลข้อที่ ๒ จึงตามมา เพราะปกติของทุกชีวิตอยู่ได้ด้วยสมบัติ ใครๆก็ต้องไม่โกงของใคร


   ๓) ทำไมจึงห้ามประพฤติผิดในกาม?

    แม้ว่าจะไม่มีใครมาฆ่า ไม่มีใครลักขโมยสมบัติ แต่ถ้ามีคนมาพรากเอาของรักไป ซึ่งของรักของมนุษย์ก็ไม่เกินลูก ภรรยาหรือสามี มันทุกข์ทรมานเจ็บเข้าไปในอก อยากจะตายเสียให้รู้แล้วรู้รอดไป มันตายทั้งเป็น

    เพราะว่าใครๆก็รักลูก ภรรยาหรือสามี และของรักของตัวเองทั้งนั้น สามัญสำนึกจึงเตือนตัวเองว่าใครๆ ก็ต้องไม้ประพฤติผิดในกามนี้ คือความสำคัญของศีลข้อ ๓

   ๔) ทำไมจึงห้ามโกหก ?

   เพราะการไม่โกหกคือเครื่องหมายของความจริงใจต่อกัน

 ถึงแม้ความรักที่มีให้ลูกรัก ภรรยารัก สามีรัก มากมายมหาศาลแค่ไหน แต่อย่าให้พบว่าได้ขาดความจริงใจต่อกันเมื่อไร แม้รักแสนรักแค่ไหนก็จะหมดรัก รักกันไม่ไหว คนรักที่เม้มีตั้งเยอะเท่าไร ก็จะหมดลงไปทุกวัน ในที่สุดความแตกแยกหวาดระแวงจะตามมา

   เพราะฉะนั้น ศีลข้อที่ ๔ จึงตามมา ใครๆก็ต้องไม่โกหกกัน เพราะทุกคนก็อยากได้ความจริงใจทั้งนั้น

  ๕) ทำไมจึงห้ามดื่มสุราของมึนเมา ?

   พระสัมมาาสัมพุทธเจ้าทรงให้เห็นต่อไปว่า การที่ใครจะไม่ฆ่า ไม่ล้ก ไม่เจ้าชู้ ไม่โกหก จะไม่ทำความผิดพสาดเสียหายทั้ง ๔ ประการนี้ ก็ต่อเมื่อยังมีสติอยู่ ถ้าขาดสติยับยั้งชั่งใจเมื่อไร โอกาสที่จะกลายเป็นล้ตว์ในร่างคน ท่าความเดือดร้อนเสียหายให้แก่สังคมก็มีขึ้นเมื่อนั้น

   สติเป็นของแปลก แม้ว่าจะป่วยแทบตาย หิวแทบตาย อดแทบตาย ถ้ายังมีสติอยู่ ก็ยังห้ามใจตัวเองไม่ให้ไปฆ่า ไม่ลัก ไม่เจ้าชู้ ไม่โกหกได้ แต่ว่าถ้าเมาเท่านั้น ฆ่าได้ ลักได้ เจ้าชู้ได้ โกหกเก่งทีเดียว

    เพราะฉะนั้น เพื่อที่จะรักษาความดีทั้ง ๔ ประการนี้เอาไว้ ใครๆก็ต้องไม่กินเหล้า ไม่เสพยาเสพติด เพื่อรักษาสติของตัวเองเอาไว้ให้เป็นปกติ ศีลข้อ ๕ จึงได้มีขึ้นมา

    เหตุผลทั้ง ๕ ข้อนี้ คุณพ่อคุณแม่ต้องถือปฏิบัติให้ลูกดู แล้วก็อธิบายให้ลูกฟัง ลูกจึงจะเป็นคนมีศีลธรรม ซึ่งจะเป็นเกราะป้องกันให้ ลูกไม่โตขึ้นไปเป็นอาชญากรของแผ่นดิน ในภายภาคหน้า 

   มีความจริงประการหนึ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยขณะนี้ และถ้าหากคุณพ่อคุณแม่ไม่ปูพื้นฐานการรักษาศีลเอาไว้ให้แก่ลูก  ตั้งแต่ยังเล็กแผ่นดินไทยก็คงยากจะเยียวยารักษาได้

  ยกตัวอย่างเช่น

  ปัญหาอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในบัานเมืองเรานั้น มาจากไหน ?

  คำตอบ คือมาจากการได้ฆ่าสัตว์เล็ก ลัตว์น้อยจนคุ้น ด้วยอุปนิสัยที่ฆ่าจนคุ้น ฆ่าจนเป็นปกติ วันหนึ่งเกิดขัดแย้งกับใครขึ้นมา ก็ตัดสินใจฆ่าคนไปตามความคุ้นเคยกับการฆ่าชีวิต เพราะฉะนั้น หน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์รายวัน มีข่าวฆ่ากันตาย ลงอยู่ทุกฉบับ

   แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่มีโอกาสไปอ่านหนังสือพิมพ์ของประเทศอื่น เขาไม่มีอย่างกับเมืองไทย ตรงนี้อะไรเกิดขึ้น ตรงนี้เท่ากับบอกว่าที่เมืองไทยมีการฆ่ากันตายทุกวัน แล้วเราก็สูญเสียรายได้จากต่างประเทศ เพราะฝรั่งอยากจะมาเที่ยวเมืองไทย แต่พอมาเห็นข่าวหน้าหนึ่งเข้า เขา
บอกขอนอนอยู่บ้านดีกว่า เพราะอาชญากรรมในเมืองไทยมันมากไป

   ทำไมปัญหาอาชญากรรมในเมืองไทยมันมาก ก็เริ่มจากการฆ่าสัตว์เล็ก สัตว์น้อยไปจนคุ้นใจเป็นปกติ บวกกับการรายงานข่าว อาชญากรรมเป็นปกติ จนประชาชนรู้สืกคุ้นกับการฆ่าไปโดยปริยาย

   ปัญหาการคอรัปชั่นในเมืองไทยมาจากไหน?

   ก็เริ่มมาจากการโกงเล็กๆ น้อยๆ เริ่มตั้งแต่มาทำงานสาย เลิกงานก่อนเวลา เพาะนิสัยการโกงเล็กๆน้อยๆนี้จนกระทั่งคุ้นเคย เพราะฉะนั้นเมื่อมีโอกาสโกงได้มากๆ เมื่อไรโกงเมื่อนั้น แล้วตอนปลายปี พ.ศ. ๒๕๓๙ ซึ่งเป็นช่วงเศรษฐกิจไทยตกตํ่านี้เอง ข่าวการคอรัปนึ่นในธนาคารบาง
แห่งของไทย ก็ถูกรายงานไปทั่วโลก ค่าเงินบาทของไทยก็วอดวาย ความไว้ใจกันในระหว่างประเทศก็หมด นึ่ก็เป็นผลมาจากการโกงเล็กๆน้อยๆจนเคย

  โรคเอดส์ระบาดมาจากไหน?

  สถิติโรคเอดส์ระบาดเป็นล้านคน ก็เริ่มมาจากความเจ้าชู้  ไปเที่ยว บาร์ คลับ ช่อง แล้วก็ติดแอเอดส์กสับมาระบาด เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ จะว่าไม่เกี่ยวกับคนไทยทั้งประเทศก็ไม่ได้ เพราะแม้จะบอกว่าไม่เกี่ยวแล้วอยู่เฉยๆ ก็แสดงว่าเห็นดีเห็นงามด้วย ดังนั้น จึงไม่มืใครหนีพ้น ข้อหาว่ามีส่วนทำให้โรคเอดส์ระบาดได้

  การหวาดระแวงกันเองทั้งประเทศ มาจากไหน?

  ก็เริ่มจากโกหกเล็กๆ น้อยๆ กับลูก กับเมียในบ้าน โกหกเล็กน้อย กับเจ้านายหรือลูกน้องในที่ทำงาน เพราะฉะนั้น เมื่อได้มีโอกาสก้าวขึ้นไปเป็นนายกรัฐมนตรี ก็โกหกประชาชนทั้งประเทศ นี่เป็นความพลาดทีละเล็กละน้อย แล้วมันก็กลายเป็นปัญหาใหญ่ของบ้านเมือง

  สุรายาเสพติดระบาดอย่างหนัก มาจากไหน ?

  จากการสำรวจยี่ห้อสุราที่มีจำหน่ายไนเมืองไทย ผลปรากฏว่าเมืองไทยมีสุราดังๆ ทุกยี่ห้อ ไวน์ดังๆทุกยี่ห้อ วางขายกันครบ พูดง่ายๆ สุราทุกยี่ห้อในโลกหาชื้อได้ที่เมีองไทย เป็นอันว่า ภาพพจน์ของเมืองไทยไนสายตาขาวต่างชาติอีกอย่างหนี่งคือ ขี้เมา


  เพราะฉะนั้นในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๓๙ นั้น เจ้าหนี้ชาวต่างชาติทั้งหลายเห็นแล้วว่า ถ้าเมืองไทยยังคงเป็นอย่างนี้ หาเงินมาไข้หนี้ IMF ไม่ทันแน่นอน เขาถึงไม่ยอมให้ผ่อนผันการใช้หนี้ เพราะลำพังค่าดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายให้เจ้าหนี้แต่ละปี ยังน้อยกว่าค่าสุราที่คนไทยทั้งประเทคดื่มกิน
ทั้งปีเสียอีก


   เพราะฉะนั้น เป็นอันว่า เมื่อสาวหาต้นสายปลายเหตุกันแล้ว ก็พบว่า ต้นเหตุของปัญหาวิกฤตสังคมและเศรษฐกิจในบ้านเมีองของเรา คือ ศีล ๕ ขาดตกบกพร่องนั่นเอง


   เรื่องนีเป็นอดีตอันเจ็บปวดของการไม่ปลูกฝืงศีล๕ ให้แก่ลูกหลานไทย คุณพ่อคุณแม่จะต้องมองเห็นข้อนี้ก่อน จะได้ช่วยกันฝึกให้ลูกหลาน มีศีลตั้งแต่ตอนนี้ เมื่อเขาเติบโตขึ้น เขาจะได้สามารถเป็นกำลังสำคัญในการนำพาประเทศให้เจริญก้าวหน้าขึ้นมาได้ ไม่กลายเป็นส่วนหนึ่งของผู้ทำลายประเทศชาติ และนั่นเป็นความภาคภูมิไจอันใหญ่หลวงของผู้เป็นพ่อเป็นแม่อย่างเรา เพราะเมื่อประเทศชาติอยู่รอดปลอดภัย คุณพ่อคุณแม่ ตลอดจนญาติพี่น้องของเขาก็จะอยู่รอดปลอดภัย

   โดยสรุปแล้ว ถ้าคุณพ่อคุณแม่ต้องการให้ลูกของเรา เติบโตมา เป็นผู้ที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยแก่คนในสังคมและประเทศชาติแล้ว วิน้ยทั้ง ๕ ประการ คือ วินัยต่อคำพูด วินัยต่อเวลา วินัยต่อความสะอาด วินัยต่อความเป็นระเบียบ และวินัยต่อศีลธรรม จึงเป็นสิงที่คุณพ่อคุณแม่ต้องฝึกให้แก่ลูกผ่านปัจจัย ๔ และงานในบ้านนั่นเอง

 

 

จากหนังสือ    
เลี้ยงลูกอย่างไร ให้เมืองไทยได้เยาวชนดี