เรื่อง มหาบุรุษพิทักษ์แผ่นดิน

วันที่ 21 มิย. พ.ศ.2562

เรื่อง มหาบุรุษพิทักษ์แผ่นดิน

ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี  พระองค์มีพระโอรสที่ประสูติจากพระสสจลา ทรงศึกษาไตรเพทและศิลปะทุกอย่าง อันเป็นพื้นฐานของวิชาสิบแปดประการ เป็นผู้เชี่ยวชาญในศิลปะยิงธนูซึ่งหาผู้เปรียบมิได้ เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว จึง เสด็จกลับกรุงพาราณสี
พระราชาครั้นใกล้เสด็จสวรรคต ได้มีพระราชโองการให้มอบราชสมบัติแก่อสทิสราชกุมาร ให้พรหมทัตกุมารดำรงตำแหน่งอุปราช จากนั้นจึงเสด็จสวรรคต.
เมื่อพระราชาเสด็จสวรรคตแล้ว อสทิสราชกุมารทรงปฏิเสธไม่ยอมรับราชสมบัติ จึงอภิเษกพรหมทัตราชกุมารให้ครองราชสมบัติ. และรับสั่งว่า เราไม่ต้องการยศศักดิ์ ไม่ปรารถนาอะไรทั้งสิ้น.  เมื่อพระเจ้าน้องยาเธอครองราชสมบัติ พระราชกุมารก็ทรงสถิตย์อยู่โดยอาการเหมือนพระราชาตามปกตินั่นเอง
พวกข้าทูลละอองธุลีพระบาท พากันกล่าวให้ร้ายพระราชกุมารว่า อสทิสราชกุมาร
ทรงปรารถนาราชสมบัติ.
พรหมทัตราชาก็ทรงเชื่อคำของพวกเขา จึงมีพระทัยแตกแยก ทรงส่งราชบุรุษไปสำทับว่า พวกท่านจงจับพระเจ้าพี่ของเรา.
ครั้งนั้น มีผู้หวังดีต่อพระราชกุมารคนหนึ่ง แจ้งเหตุการณ์นั้นให้ทรงทราบ.
พระราชกุมารทรงกริ้วพระกนิษฐภาดา จึงเสด็จไปยังแคว้นอื่น เมื่อถึงแคว้นหนึ่งแล้วจึงขอให้ราชบุรุษกราบทูลแด่พระราชาว่า มีนักยิงธนูคนหนึ่งมายืนอยู่ที่ประตูพระราชวัง.
ราชบุรุษรับคำ แล้วเข้าเฝ้าพระราชา ทูลความนั้น
พระราชารับสั่งถามว่า เขาต้องการค่าจ้างเท่าไร.
ราชบุรุษกราบทูลว่าต้องการปีละหนึ่งแสนพระเจ้าข้า.
พระราชาตรัสว่า ปีละแสนหรือ เอาเถิด  ให้เขาเข้ามา.
เมื่อพระราชกุมารเข้าเฝ้า พระราชาจึงตรัสถามว่า เจ้าเป็นนักยิงธนูหรือ.
พระราชกุมารกราบทูลว่า ถูกแล้วพระเจ้าข้า.
พระราชาเมื่อเห็นลักษณะของพระราชกุมารแล้ว ทรงพอพระทัยเป็นอย่างยิ่ง จึงรับสั่งว่าดีแล้ว จงรับราชการกับเรานี่แหละ.
ตั้งแต่นั้นมา พระโพธิสัตว์อยู่รับราชการกับพระราชา.
พวกนักยิงธนูรุ่นเก่าเห็นค่าใช้จ่ายที่พระราชทานแก่อสทิสราชกุมาร จึงพากันติเตียนว่า ได้มากไป.
อยู่มาวันหนึ่งพระราชาเสด็จไปพระราชอุทยาน รับสั่งให้กั้นฉากม่านใกล้แผ่นศิลามงคล บรรทมเหนือราชอาสน์ใหญ่ใกล้ต้นมะม่วง ทอดพระเนตรดูเบื้องบนทรงเห็นมะม่วงพวงหนึ่ง
บนยอดไม้ ทรงดำริว่า ไม่มีใครสามารถขึ้นไปเอามะม่วงนี้ได้รับส่งให้หาพวกนายขมังธนูมา มีพระดำรัสว่า พวกเจ้าสามารถใช้ลูกศรยิงมะม่วงพวงนี้ให้ตกได้หรือ.
พวกนายขมังธนูกราบทูลว่า ขอเดชะข้อนี้ไม่เป็นการยากสำหรับพวกข้าพระองค์ ทั้ง
พระองค์ก็ได้ทรงเคยเห็นฝีมือของพวกข้าพระองค์มาหลายครั้งแล้ว แต่นายขมังธนูที่มาใหม่ได้ค่าใช้จ่ายมากกว่าพวกข้าพระองค์ขอได้ทรงโปรดให้เขายิงเถิดพระเจ้าข้า.
พระราชารับสั่งให้หาอสทิสราชกุมาร แล้วตรัสถามว่า เจ้าสามารถยิงมะม่วงพวงนั้น
ให้ตกลงมาได้หรือไม่.
เมื่อได้ที่ว่างสักแห่งหนึ่งย่อมสามารถ พระเจ้าข้า.
ที่ตรงไหน.
ที่ว่างภายในที่บรรทมของพระองค์พระเจ้าข้า.
พระราชารับสั่งให้ย้ายที่พระบรรทมแล้วพระราชทานที่ว่างให้.
พระราชกุมารไม่มีธนูในพระหัตถ์. พระองค์ทรงเหน็บธนูไว้ในระหว่างพระภูษา
เสด็จเที่ยวไป เพราะฉะนั้นพระองค์จึงตรัสว่า ควรจะได้ผ้าม่านสักผืน.
พระราชารับสั่งให้นำผ้าม่านมากั้น.
พระราชกุมารเข้าไปภายในม่าน เปลื้องผ้าทรงชั้นนอกออก ทรงนุ่งผ้าแดง
ผืนหนึ่งผูกผ้าเคียนพุง คาดผ้าแดงผืนหนึ่งที่พระอุทร ทรงหยิบพระขรรค์พร้อมทั้งฝักออกจากถุง ทรงเหน็บไว้ด้านซ้าย ทรงสวมเสื้อสีทองเหน็บกระบอกแล่งศรไว้ข้างหลัง ทรงถือเมณฑกมหาธนูพร้อมทั้งเครื่องประกอบ ทรงโก่งสายสีแก้วประพาฬ ทรงสวมพระอุณหิส ทรงกวัดแกว่งลูกศรอันคมด้วยพระนขาทรงแหวกม่านเสด็จออกไปยังที่แผลงศร ดุจนาคกุมารตกแต่งกายชำแรกแผ่นดินออกมาฉะนั้น ครั้นพาดลูกศรแล้วจึงกราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์จะให้มะม่วงพวงนี้ตกลงมาด้วยลูกศรตอนขึ้นหรือลูกศรตอนลง พระเจ้าข้า.
พ่อคุณเอ๋ย คนเป็นอันมากเขายิงลูกศรตอนขึ้น เราเคยเห็น แต่ยิงด้วยลูกศรตอนลงเราไม่เคยเห็น เจ้าจงยิงให้ตกด้วยลูกศรตอนลงเถิด.
ข้าแต่มหาราช ลูกศรนี้จักขึ้นไปไกลจนกระทั่งถึงพิภพท้าวจาตุมหาราช แล้วจักลงมาเอง ขอพระองค์จงอดพระทัยรอจนกว่าลูกศรจะลงมาเถิดพระเจ้าข้า.
พระราชารับสั่งว่า ดีละ.
ต่อมาพระราชกุมารจึงกราบทูลพระราชาอีกว่า ข้าแต่มหาราช ลูกศรนี้เมื่อขึ้นจะแหวกขึ้นไประหว่างกลางขั้วพวงมะม่วง การขึ้นไปจะไม่ส่ายไปมาข้างโน้นข้างนี้แม้เพียงปลายเกศา จักตกลงมาตามแนวถูกพวงมะม่วงแล้วจึงหล่น ขอพระองค์โปรดทอดพระเนตรเถิดพระเจ้าข้า. ครั้นกราบทูลแล้วจึงออกกำลังผาดแผลงไป.
ลูกศรนั้นทะลุผ่านหว่างกลางขั้วมะม่วงขึ้นไป. พระราชกุมารทรงทราบว่า บัดนี้ลูกศรนั้นเห็นจะถึงพิภพชั้นจาตุมหาราชแล้ว จึงทรงเร่งกำลังให้มากกว่าศรที่ยิงไปครั้งแรก แล้วทรงยิงไปอีกลูกหนึ่ง. ลูกศรนั้นจึงขึ้นไปกระทบท้ายลูกศรเดิม ปัดให้กลับลง แล้วศรลูกที่สองก็เลยขึ้นไปถึงภพดาวดึงส์.
เทวดาทั้งหลายในภพนั้น ได้จับลูกศรนั้นไว้. เสียงแหวกอากาศของลูกศรที่กลับ คล้ายกับเสียงสายฟ้า.
เมื่อประชาชนพูดกันว่า นั่นเสียงอะไร พระราชกุมารจึงบอกว่าเสียงลูกศรกลับมา แล้วปลอบมหาชนที่สะดุ้งกลัว เพราะเกรงว่าลูกศรจะตกลงถูกร่างกายของตนว่า อย่ากลัวเลย แล้วพูดต่อไปว่า เราจะไม่ให้ลูกศรตกถึงพื้นดิน.
ลูกศรเมื่อขณะลงก็ไม่ส่ายไปข้างโน้นส่ายมาข้างนี้ ตกลงตามแนวตัดพวงมะม่วง. พระราชกุมารไม่ให้พวงมะม่วงและลูกศรตกถึงพื้นดิน รับไว้บนอากาศ มือหนึ่งรับพวงมะม่วง มือหนึ่งรับลูกศร.
มหาชนได้เห็นความอัศจรรย์นั้นจึงพากันกล่าวว่า อย่างนี้พวกเราไม่เคยเห็น พากันสรรเสริญส่งเสียงปรบมือ ดีดนิ้ว โบกผ้าเป็นจำนวนพัน. ทรัพย์ที่ราชบริษัทยินดีร่าเริงมอบให้แก่พระราชกุมารประมาณหนึ่งโกฏิได้.
แม้พระราชาก็ได้พระราชทานทรัพย์เป็นอันมาก พระราชทานยศอันยิ่งใหญ่ แก่พระราชกุมาร ราวกับลูกเห็บตก. พระราชาพระองค์นั้นสักการะเคารพพระราชกุมาร ซึ่งพำนัก ณ ที่นั้น
อย่างนี้.
ครั้งนั้น พระราชาเจ็ดพระนครครั้นทรงทราบว่า ข่าวว่า อสทิสราชกุมารมิได้อยู่ในกรุงพาราณสี จึงพากันยกพลมาล้อมกรุงพาราณสี แล้วส่งสาส์นไปให้พระราชาว่า จะมอบราชสมบัติ
ให้ หรือจะรบ.
พระราชาทรงกลัวมรณภัย ตรัสถามว่าพระเจ้าพี่ของเราประทับอยู่ที่ไหน ครั้นทรงสดับว่า พระเจ้าพี่รับราชการ อยู่กับกษัตริย์สามนตราชพระองค์หนึ่ง จึงทรงส่งทูตไปรับพร้อมกับมีพระดำรัสว่า เมื่อพระเจ้าพี่ของเราไม่เสด็จกลับมาเราก็จะไม่มีชีวิตอยู่ได้ พวกเจ้าจงไป จงไปถวายบังคมแทบพระบาท แล้วขอให้ทรงยกโทษตามคำของเรา เชิญเสด็จกลับมาเถิด.
พวกทูตพากันไปกราบทูลเรื่องราวถวายพระราชกุมารให้ทรงทราบ.
พระราชกุมารครั้นทรงรับสาส์นแล้ว จึงกราบถวายบังคมลาพระราชาพระองค์นั้น เสด็จกลับไปกรุงพาราณสี ทรงปลอบพระราชาว่าอย่ากลัวเลย แล้วทรงจารึกอักขระลงที่ลูกศรใจความว่า เราชื่อว่า อสทิสราชกุมารกลับมาแล้ว จะยิงศรอีกลูกหนึ่งมาปลิดชีวิตของพวกท่านทั้งหมดเสีย ผู้ต้องการรอดชีวิตจงหนีไป เราจะไม่ให้เกิดโลหิตแม้แต่แมลงวันตัวเล็กดื่ม เสร็จแล้วจึงเสด็จประทับที่ป้อมปราการ แผลงศรให้ตกลงบนสุวรรณภาชนะประมาณ ๑ ศอกกำ ขณะที่พระราชาเจ็ดพระนครกำลังเสวยอยู่.
พระราชาเหล่านั้น ครั้นทอดพระเนตรเห็นอักขระที่ลูกศรแล้วก็พากันตกพระทัยกลัวต่อมรณภัย ต่างพระองค์ก็เสด็จหนีไปสิ้น.
พระราชกุมารทรงขับพระราชาเจ็ดพระองค์ให้หนีไป โดยมิได้ทรงทำให้เกิดโลหิตแม้แต่เพียงแมลงวันตัวเล็กดื่มอย่างนี้แล้วจึงลาพระกนิษฐภาดา สละกามบวชเป็นฤาษียังอภิญญาและ
สมาบัติให้เกิด เมื่อสิ้นพระชนม์ก็เข้าถึงพรหมโลก.
จบเรื่อง มหาบุรุษพิทักษ์แผ่นดิน

ประเด็นน่าสนใจ
       ๑ อสทิสราชกุมาร แม้ไม่ทรงปรารถนาราชสมบัติหรือยศศักดิ์ก็จริง แต่การที่พระองค์ยังทรงประทับอยู่ดุจพระราชา ก็อาจเป็นเหตุให้พระราชาผู้เป็นน้องเกิดความหวาดระแวงได้ หรือแม้พระราชาไม่หวาดระแวง แต่ผู้รับใช้พระราชาอาจเกิดความหวาดระแวง เกรงว่าหากเกิดการเปลี่ยนแปลงพระราชา ตนเองอาจมิได้อยู่ในที่เป็นอยู่ขณะนี้ก็เป็นได้ จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่พวกเขาให้ร้ายต่อพระราชกุมารผู้เป็นพี่
       ดังนั้น การกระทำที่อาศัยเพียงความบริสุทธิ์ใจอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ควรปฏิบัติตนให้เหมาะสม และพึงหลีกเลี่ยงกระทำที่อาจทำให้ผู้อื่นหวาดระแวง นั่นจึงจะเป็นการรักษาตนให้พ้นภัยได้
       ๒ เลือดข้นกว่าน้ำ เมื่อพระราชาพรหมทัตผู้เป็นน้องตกอยู่ในภยันตราย อสทิสกุมารผู้เป็นพี่ อาศัยความสัมพันธ์ฉันพี่น้อง ปล่อยวางความผิดพ้องหมองใจต่อกัน เสด็จไปช่วยพระราชาจนพ้นภัยได้
       เช่นกัน หากผู้ที่เกี่ยวข้องจะเป็น ญาติพี่น้อง มิตรสหาย หรือผู้เคยมีคุณต่อกัน ตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก ต้องการความช่วยเหลือ เมื่ออาศัยความสัมพันธ์ที่มีมา สมควรปล่อยวางความขุ่นเคืองใจต่อกัน ยื่นมือเข้าช่วยเหลือจนเขาพ้นจากความยากลำบาก นั่นจึงเป็นเรื่องที่สมควรทำ ทั้งไม่ผิดผู้อื่น รวมทั้งไม่ผิดต่อมโนธรรมของตนเองด้วย

Cr.ขุนพลไร้เงา
พบกันใหม่โอกาสหน้า