ความประมาท

วันที่ 29 กค. พ.ศ.2554

               พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนีหลวงปู่วัดปากน้ำ (สด จนฺทสโร) ได้ให้โอวาทเรื่องความประมาทและความไม่ประมาท เอาไว้ว่า ความประมาทนั้นคือเผลอไป ความไม่ประมาทนั้นคือความไม่เผลอ ใจจดใจจ่อทีเดียว นั่นอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา นี่เรียกว่า ผู้ไม่ประมาท ท่านจึงได้อุปมาไว้

               ไม่ประมาทไม่เผลอตัวด้วยอะไร ไม่ประมาท ไม่เผลอตัวในความเสื่อมไปในข้างต้น ในปัจฉิมวาจา (พุทธพจน์) ไม่ประมาทไม่เผลอในความเสื่อมไป นึกถึงความเสื่อมอยู่เสมอ ให้เจอความเสื่อมไว้เสมอ นึกหนักๆ เข้าแล้วใจหาย เอ๊ะนี่เรามาคนเดียวหรือนี่ เราก็ตายคนเดียวสิ บุรพชนต้นตระกูลของเราไปไหนกันหมดล่ะ ก็ตายแบบเดียวกัน ตกใจละคราวนี้ ทำชั่วก็เลิกละทันที รีบทำความดีโดยกะทันหันทีเดียว เพราะไปเห็นความเสื่อมเข้า ถ้าไม่เห็นความเสื่อมละก็กล้าหาญนัก ทำชั่วก็ได้ ด่าว่าผู้หลักผู้ใหญ่ได้ตามชอบใจ ถ้าเห็นความเสื่อมแล้ว กราบผู้ใหญ่ปลกๆ ทีเดียว เพราะเหตุอะไรล่ะ เพราะเห็นความเสื่อมเข้า มันไม่ประมาท ก็ไปอีกเรื่องหนึ่ง เพราะฉะนั้น สำคัญนักความไม่ประมาท

ความประมาทของคนเรา มีอยู่หลัก 7 อย่างคือ
1. ประมาทในเวลา
2. ประมาทไนวัย
3. ประมาทไนความไม่มีโรค
4. ประมาทในชีวิต
5. ประมาทในตน
6. ประมาทในการศึกษา
7. ประมาทไนการปฏิบัติ

               ฉะนั้น การที่เราจะแก้ความประมาทเหล่านี้ได้ ก็คือ การหมั่นพิจารณาถึงสัจธรรมของชีวิตที่มีอยู่แล้วข้างต้น เรามีความเจ็บ ความแก่ ความตายเป็นธรรมดา เราจะหนีไปอยู่ที่ไหนก็หนีไม่พ้นคุณค่าของเพชร เพราะแข็งแกร่งและใสกว่าอัญมณีใดๆ คุณค่าของนักรบ เพราะต่อสู้ด้วยความอาจหาญ ไม่กลัวตาย สามารถมีชัยชนะเหนือศัตรูได้

               สำหรับบุคคลผู้มีปัญญารู้เท่าทันตามความเป็นจริงของชีวิตว่า แท้จริงแล้วทั้งหลายทั้งมวลในโลกนี้ล้วนไม่ใช่แก่นสารที่จะช่วยให้เราพ้นทุกข์ เพราะสิ่งเดียวที่จะติดตัวเราไปได้หลังจากวันที่เราหลับตาลาโลกไปแล้ว..มีเพียงบุญกับบาปเท่านั้น มนุษย์ผู้มีปัญญาจึงขวนขวายตักตวงสร้างบุญสร้างบารมีไปให้มากที่สุดในวาระที่สุขภาพร่างกายแข็งแรง สังขารยังอำนวย

               แต่กระนั้นก็ใช่ว่าการสร้างบุญบารมีจะบังเกิดขึ้นอย่างสะดวกสบาย ยังต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง กว่าจะได้มาไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่คิดไม่แปลก ยิ่งคิดยิ่งแปลก