คุณหมอผู้มีพร้อมในทางโลก

วันที่ 07 มิย. พ.ศ.2557

 

คุณหมอผู้มีพร้อมในทางโลก


               พจน์ ประภาพันธ์ ท่านเป็นแพทย์หญิง มีฐานะ มีอาชีพที่มีเกียรติที่สังคมยกย่อง มีอนาคตที่สดใสมาตลอด ตั้งแต่ยังเป็นนักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา มีผลการเรียนดีจนกระทั่งสามารถสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ได้ พอสำเร็จการศึกษาแล้วก็ได้ศึกษาต่อแพทย์เฉพาะทางด้านสูตินรีเวช ท่านมีครอบครัวที่แสนอบอุ่น มีพี่น้องที่ไม่ทะเลาะกัน พ่อแม่มีความเข้าใจกัน ท่านมีทุกอย่างเพียบพร้อม และยังมีเพื่อนมากมาย คุณหมอกล่าวถึงการใช้ชีวิตช่วงหนึ่งว่า

 

                 "..แต่ในความรู้สึกพร้อม ไม่ต้องดิ้นรนอะไรมาก ทำให้หมอเองใช้
   คุณค่าของชีวิตฟุ่มเฟอยมากไป คือเที่ยวทุกคืน ดื่มพอมึนๆ แต่อาศัยเข้าไป
   กินบรรยากาศ ฟังพวกเพื่อนที่ดื่มเหล้าคุยกัน ตอนนั้นรู้สึกสนุก บ้าๆ บอๆสะใจ
   หัวเราะกันได้ทั้งคืน บ่อยครั้งดื่มถึงเช้าค่อยแยกย้ายกันกลับ มันแปลกเหมือนกัน
   ที่หมอเองเป็นผู้หญิงคนเดียวในเพื่อนผู้ชายกลุ่มใหญ่ แต่หมอไม่รู้สึกกลัวอะไร กลับ
   รู้สึกว่าการทำแบบนี้เก๋มาก รู้สึกภูมิใจ เป็นการเข้าสังคมของกลุ่มพี่น้องหมอ
   ด้วยกัน..."


                  ก่อนหน้านั้น คุณหมอเป็นคนห่างไกลศา นา มองไม่เห็นความจำเป็นว่าจะเข้ามาช่วยให้ชีวิต
สมบูรณ์ขึ้นได้อย่างไร เพราะที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็ดีอยู่แล้ว ทำบุญวันเกิดปีละครั้งตามประเพณีก็น่าจะเพียงพอจนกระทั่งสำเร็จการศึกษา คุณหมอได้มาเรียนต่อแพทย์เฉพาะทางด้านสูตินรีเวช ยิ่งทำให้ท่านเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นไปอีก

                   พบกัลยาณมิตร...ชีวิตพบจุดเปลี่ยน


                   แต่ในที่สุด วันคืนแห่งความเลวร้ายก็มาถึง คุณหมอล้มป่วยลงอย่างกะทันหัน ด้วยโรคหมอนรองกระดูกแตก โดยไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง ซึ่งเจ็บปวดทรมานมากถึงขั้นเดินไม่ได้ คุณหมอต้องเข้ารับการผ่าตัดและนอนพักฟนอย่างยาวนาน ฉีดยาเข้าช่องไขสันหลังเพื่อบรรเทาอาการปวด ก็ยังไม่หาย แม้แต่อาจารย์หมอที่ว่าเก่งๆ ที่เชี่ยวชาญมาก ทั่วทั้งโรงพยาบาลมาร่วมกันวินิจฉัยดูอาการ ก็ยังไม่มีใครรักษาท่านได้


                   " รักษามาทุกวิธีแล้ว จนรู้สึกท้อแท้หมดหวัง เหมือนหมดหวังทุกอย่าง
   ในชีวิต กินยาก็แพ้กินไม่ได้ ทรมานอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน น้ำหนักลดจาก 47
   กิโลกรัม เหลือ 42 กิโลกรัม ภายใน 2  3 วัน จนอาจารย์หมอมาพูดกับหมอว่า
   "ให้ทนอย่างนี้อีก 10 ปี ทนอีก 10 ปีนะ แล้วเราก็จะชินไปเอง" ได้ยินประโยคนี้
   คุณหมอรับไม่ได้ เลยหันกลับมาตั้ง ติหยุดคิดว่า เกิดอะไรขึ้นกับชีวิตหรือนี่ ผ่าตัด
   ก็ไม่หาย ฉีดยาเข้าช่องไขสันหลัง น้ำไขสันหลังก็รั่ว กินยาก็แพ้ อาจารย์หมอทุก
   คน เพื่อนหมอด้วยกันมารักษาดูอาการของคุณหมอหมด ก็ยังไม่หาย คุณหมอ
   เองก็เป็นหมอด้วย มันช่างไม่ตรงไปตรงมาเสียเลย หมอเก่ง น่าจะรักษาหายก็
   กลับไม่หาย แล้วทำไมเรื่องแบบนี้ต้องมาเกิดขึ้นกับหมอ ทำไมต้องเป็นหมอ "


                    " ความรู้สึกเชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์ตอนนั้นลดลงไปเลย เพราะคุณ
   หมอสู้มาทุกทาง ใช้เทคโนโลยีที่ว่าทัน มัยทุกอย่างรักษามาหมด กลับสู้ไม่ได้ โชค
   ดีที่ช่วงน้ัน คุณน้าของคุณหมอ แนะนำให้เราใช้พุทธศาสตร์เข้าช่วย ในเมื่อคุณ
   หมอลองมาทุกทางแล้ว ไม่มีอะไรดีขึ้น ก็เลยหันมาศึกษาธรรมะ ลองหัดทำ
   มาธิปฏิบัติธรรม ทำบุญทุกบุญไม่ขาด โดยเฉพาะทุกวันนี้ คุณหมอได้ฟังคำ
   สอนจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย จากโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา
   ทุกวัน ทำให้เรารู้ว่า เบื้องหลังอาการป่วยของเรา มันคือวิบากกรรมที่เราเคย
   ทำเอาไว้ในอดีตนั่นเอง"


                    "..ก่อนหน้านั้น มีแต่คนบอกว่า คนเราเกิดมาเพื่อชดใช้กรรม มาชดใช้วิบากที่เคยทำไว้ ฟังแล้วรู้สึกว่าการเกิดมามันไม่น่าเกิดมาเลยนะ เหมือนเกิดมา เพื่อโดนลงโทษ ฟังแล้วรู้สึกว่าห่อเหี่ยว ทำไมเราไม่มีโอกาสหรือหนทางใดในการแก้ไขเลยหรือ แต่พอมาฟังคำสอนของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ที่ท่านสอนเราผ่านทางทวีดาวธรรมทุกวัน เน้นย้ำว่า เราเกิดมาเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง แสวงบุญ สร้างบารมี พอรู้   เป้าหมายอย่างนี้ รู้สึกชุ่มชื่นใจ เกิดมาเหมือนชีวิตมีโอกาสแก้ไขปรับปรุงในสิ่งที่เรายังบกพร่องได้....

 

                   เมื่อแพทย์หญิงท่านนี้ทราบว่า มันคือวิบากกรรม จะช่วยให้อะไรดีขึ้นบ้าง หากไม่รู้ถึงวิธีการแก้ทำให้ท่านประทับใจในคำสอนของพระเดชพระคุณหลวงพ่อเพิ่มมากขึ้น เพราะท่าน อนถึงวิธีแก้ไข   วิบากกรรมจากหนักจะเป็นเบา จากเบาก็จะหาย ถ้าตายก็ไปดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้ท่านได้พิสูจน์จุดนี้อย่าง     เด่นชัดด้วยตัวเองเพราะอาการของคุณหมอหมดหนทางจะเยียวยาแล้ว แม้กินยายังไม่ได้เพราะแพ้ยา จึงรักษาด้วยการทำบุญ การรักษาศีล ทำสมาธิ และอธิษฐานจิต ในที่สุดท่านพบว่าอาการป่วยดีขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งสามารถมาทำงานเป็นคุณหมอได้ดังเดิม

 

                    พบกัลยาณมิตร ได้โอกาศศึกษาความรู้ของชีวิต

                ทุกวันนี้คุณหมอเชื่อมั่นถึงการมีจริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เชื่อว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประสูติแล้วสามารถเดินได้ 7 ก้าวจริงๆ จากการได้ศึกษาพุทธประวัติการสร้างบารมี ของพระพุทธองค์ในแต่ละชาติว่ากว่าพระองค์จะวิเศษขนาดนี้ เพราะพระองค์ทรงสร้างบารมีมาอย่างยาวนานๆ มากถึง 20 อสงไขยกับแสนมหากัป จนกระทั่งในชาติสุดท้าย ได้ลักษณะของกายมหาบุรุษครบถ้วน 32 ประการ จึงมี ภาพร่างกายพิเศษ ทำในสิ่งที่เหนือมนุษย์สามัญทั่วไปจะทำได้ส่วนเด็กปัจจุบันท่ีคลอดออกมา ยังไม่เคยพบลักษณะพิเศษที่ได้กายมหาบุรุษเลย จึงทำไม่ได้ และมากไปกว่านั้น พระองค์สามารถระลึกชาติสอนสัตว์โลกสามารถอธิบายการเกิด ตั้งแต่ก่อนมาเกิด พยาธิ ภาพขณะอยู่ในครรภ์จนคลอด ได้อย่างละเอียดชัดเจน
เอามากๆ ทั้งๆที่สมัย 2,500กว่าปีที่ผ่านมา ยังไม่มีเทคโนโลยีไฮเทคใดๆ บอกให้เห็นภาพได้ถึงขนาดนั้น แต่พระองค์สามารถเห็นสิ่งเหล่านี้ได้จาการทำสมาธิ ซึ่งมีบันทึกเป็นหลักฐานไว้ในพระไตรปิฏกมายาวนานกว่า 2,500 ปีแล้ว


                     "..พอมาถึงทุกวันนี้ เมื่อมองย้อนไป คุณหมอก็รู้สึกตลกตัวเองไม่หาย
   ว่าทำไมหมอหลงคิดผิดๆ ด้วยมานะทิฏฐิอยู่ได้ตั้งนาน ไม่ยอมเปิดโอกาสให้กับตัวเอง
   ได้ลองศึกษาก่อน พอมาศึกษาจริงๆ จึงได้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง ต่อให้วิชาอื่นทาง
   โลกที่ว่าเจ๋งๆ ไม่รู้ก็ยังไม่เป็นไร แต่หากพุทธศาสตร์ไม่เรียนรู้แล้ว ไม่สามารถเอา
   ตัวรอดอย่างปลอดภัยในวัฏ งสารได้ เพราะวิชานี้ อนให้เราเลือกและเลี่ยงได้
   สอนให้เรารู้ว่า ตอนเรามีชีวิตอยู่ขณะนี้เราต้องดำเนินไปอย่างไร ถึงจะมีชีวิตที่ดี
   ขึ้น หลังความตายแล้วเราเลือกได้ว่าจะไปไหน จากการกระทำในปัจจุบัน แล้ว
   ยังสอนวิธีการลิขิตชีวิตตัวเองได้ข้ามชาติ ว่าเราต้องการให้ชีวิตในชาติหน้าเป็น
   อย่างไร และมีวิธีการแก้ไขอดีตที่ผิดพลาดที่หลงไปทำบาปมาแล้วได้อย่างไร ตลอด
   จนวิธีการกำจัดกิเลสอาสวะให้หมดสิ้นไป ไม่ต้องเกิดอีกจะต้องทำอย่างไร ซึ่งสิ่ง
   นี้เราเรียนรู้ได้จากการดูรายการธรรมะผ่านดาวธรรม ค่อยๆ ศึกษาสิ่งเหล่านี้ไป
   แล้วเราก็จะเข้าใจชีวิตเพิ่มมากขึ้น และมีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแตกต่างอย่างที่ตัว
   หมอเองได้ประสบมา.."


                      " ..หมอว่าจำเป็นนะ ในเมื่อเราไม่ได้มีชีวิตอยู่แค่ชาตินี้ชาติเดียว แต่
   เรายังต้องเกิดอีกนับชาติไม่ถ้วน หากเรายังไม่หมดกิเล แล้วในเมื่อเรายังต้อง
   เกิดอีกหลายชาติ ทำไมเราไม่เลือกที่จะเตรียมความพร้อมไว้ชาติหน้า เพื่อจะได้
   ไม่ต้องลำบาก ไม่ต้องรันทดใจเหมือนชาตินี้อีก ถ้าชาติหน้าเกิดมาดีจะได้ไม่ต้อง
   กังวลใจ ลุยสร้างความดีสร้างบุญสร้างบารมีอย่างเดียว และเมื่อบารมีเราเต็ม
   เปียมเมื่อไร เราก็ไม่ต้องเกิดอีกแล้ว ไม่ต้องมาทุกข์กันอีก.. "


                    หลังจากนั้น คุณหมอก็ได้ทำหน้าที่กัลยาณมิตรให้กับครอบครัว โดยการติดดาวเทียมในโครงการศึกษาธรรมทางไกลผ่านดาวเทียม หรือที่เรียกย่อๆ ว่า "ดาวธรรม" ที่บ้าน เพื่อคุณพ่อคุณแม่ และ          คนในบ้าน ของท่านได้ดูทุกวัน ทำให้เลิกขายบุหรี่ได้ ทั้งๆ ที่เป็นเจ้าใหญ่เจ้าหนึ่งในอำเภอ เพราะได้เรียนรู้ว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งไม่ดี มอมเมาเยาวชน เหมือนเผาเงินไปเล่นๆ และด้วยกรรมที่ขายของพวกนี้ ตายแล้วต้องไปใช้กรรมใน มหานรกขุมต่างๆ แถมเกิดชาติหน้า ด้วยกรรมที่ส่งเสริมให้คนติดบุหรี่ ก็จะเจอแต่ ภาพแวดล้อมที่มีพี่น้องที่เป็นขี้ยา ครอบครัวไม่มีความสุข ลูกหลานผลาญทรัพย์ไปใช้ในทางอบายมุขปัจจุบัน คุณพ่อคุณแม่ พี่น้องที่บ้านต่างเข้าใจวัด นใจปฏิบัติธรรมมากขึ้น จากเมื่อก่อนไม่เข้าใจและไม่สนใจธรรมะเท่าที่ควร พอติดดาวธรรม เหมือนมีพระเดชพระคุณหลวงพ่อไปสอนถึงที่บ้านทุกวันธรรมะก็ค่อยๆ ซึมซับขัดเกลาจิตใจ และเป็นที่พึ่งทางใจให้กับตัวเองได้แพทย์หญิงท่านนี้ได้คุณน้า เป็นกัลยาณมิตร ซึ่งแม้เพียงแต่แนะนำให้ลองศึกษาธรรมะ แต่สิ่งที่เป็นประเด็นสำคัญก็คือ การแนะนำในจังหวะที่เหมาะสม อันเป็นขณะที่แพทย์หญิงท่านกำลังต้องการคำแนะนำเพื่อเป็นทางออกสำหรับการแก้ปัญหาชีวิต ขณะที่กำลังมีโรคภัยที่มีอันตรายต่อชีวิต

 

 

 

 

จากหนังสือ DOU

วิชา DF 202 ทักษะการทำหน้าที่กัลยาณมิตร

กลุ่มวิชาการทำหน้าที่กัลยาณมิตร