ลักษณะทางกายภาพของจักรวาลและเอกภพ

วันที่ 13 สค. พ.ศ.2558

 

ลักษณะทางกายภาพของจักรวาลและเอกภพ

            มนุษย์ได้พยายามค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องโลกและจักรวาลมายาวนาน กาลิเลโอเป็นคนแรก ที่ค้นพบว่าโลกกลม ความรู้ของกาลิเลโอเป็นความรู้ใหม่ แต่ความรู้นี้ขัดกับความเชื่อทางศาสนา ที่สอนกันมาว่าโลกแบน กาลิเลโอจึงถูกจับไปประหารชีวิต ภายหลังความรู้ดังกล่าวก็ได้รับ การยอมรับ เมื่อมนุษย์สามารถผลิตเครื่องมือที่ทำให้สามารถมองเห็นดวงดาวต่างๆ ที่อยู่นอกโลก ต่อมานักวิทยาศาสตร์ก็ค้นพบระบบสุริยะ(Solar system) ที่ประกอบด้วยดวงดาว 9 ดวง โคจรรอบดวงอาทิตย์ และโลกของเราก็โคจรรอบดวงอาทิตย์นี้ด้วยเช่นกัน ภายหลังนักวิทยาศาสตร์ก็พบว่า มีระบบดาราจักรที่ใหญ่กว่าระบบสุริยะ เรียกว่า กาแล็กซี

            นักวิทยาศาสตร์ค้นพบกาแล็กซีหรือดาราจักร เป็นกลุ่มของดาวฤกษ์นับล้านดวง ซึ่งรวมอยู่ด้วยกันด้วยแรงดึงดูดร่วมกันของดาวแต่ละดวง ดาราจักรมีขนาดน้อยใหญ่ต่างกันเช่นเดียวกับจำนวนของดาว ดาราจักรที่เล็กที่สุดอาจจะมีดาวอยู่เพียง 100,000 ดวง ดาราจักรที่ใหญ่ที่สุดอาจจะมีดาวถึง 3 ล้านล้านดวง ดวงดาวต่างๆ เหล่านี้จะเคลื่อนที่รอบแกนกลางของดาราจักรด้วยความเร็วต่างกันตามระยะทาง พวกที่อยู่ใกล้แกนจะมีความเร็วมาก โดยใจกลางของดาราจักรจะมีดาวฤกษ์อยู่เป็นจำนวนมากและจะเริ่มน้อยลงเมื่ออยู่บริเวณขอบของดาราจักร

            นักวิทยาศาสตร์เรียกกาแล็กซีของเราว่า กาแล็กซีทางช้างเผือก (Milky way Galaxy) กาแล็กซีของเรามีลักษณะเป็นจานแบนๆ ตรงกลางเป็นทรงกลม และมีแขนเป็นเกลียวคล้ายก้นหอยหรือกังหันหมุนอยู่รอบศูนย์กลาง ระบบสุริยะของเรามีตำแหน่งอยู่ตรงแขนของดาราจักร หลังจากที่นักวิทยาศาสตร์มีเครื่องมือที่ทันสมัยยิ่งขึ้น ก็ค้นพบว่า กาแล็กซีที่มีอยู่นี้ไม่ได้ มีอยู่เพียงกาแล็กซีเดียว แต่ยังมีกาแล็กซีที่อยู่ใกล้เคียงอีกด้วย ในปัจจุบันค้นพบว่า มีกาแล็กซีที่อยู่ใกล้ๆ กับกาแล็กซีของเรา ชื่อว่า กาแล็กซีอันโดรเมดา และกาแล็กซี แมกแจลแลน และยังค้นพบต่อไปว่ามีจำนวนกาแล็กซีมากมายรวมตัวเป็น กลุ่มขนาดใหญ่ กลุ่มของกาแล็กซีเหล่านี้รวมกันเป็นเอกภพหรือเรียกว่า Universe นักวิทยาศาสตร์คำนวณว่า ในเอกภพหนึ่งๆ อาจจะมีจำนวนกาแล็กซีมากกว่าหนึ่งร้อยพันล้านกาแล็กซี1)


            เมื่อนักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบเกี่ยวกับเอกภพ ก็ได้พยายามหาคำตอบเกี่ยวกับกำเนิดเอกภพ โดยคิดทฤษฎีขึ้นมาหลายทฤษฎี ในอดีตมีทฤษฎีที่เชื่อว่าน่าจะเป็นไปได้ คือ ทฤษฎีที่ เห็นว่า จักรวาลคงที่และเป็นระบบที่ชัดเจน จนกระทั่งเมื่อมีการผลิตกล้อง Hubble ขึ้น ก็ได้เกิด ทฤษฎีใหม่ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด คือ ทฤษฎี Big Bang หรือ การระเบิดครั้งใหญ่ โดยเขาส่องกล้องไปพบว่า ในจักรวาลหนึ่งจะเห็นดวงดาวหรือกาแล็กซีเริ่มเคลื่อนออกจากกัน เขาจึงสันนิษฐานว่า การเกิดเอกภพขึ้นครั้งแรกนั้นเกิดจากการระเบิดครั้งใหญ่ การระเบิดนั้นเริ่มระเบิดออกมาจากจุดศูนย์กลาง เมื่อระเบิดแล้วก็เกิดการกระจายตัวของฝุ่นละอองต่างๆ แล้วรวมตัวกันเป็นเกลียว เรียกว่า galaxy เป็นกาแล็กซีน้อยใหญ่ ขึ้นมา และเกิดตัวระบบใหญ่เรียกว่า Universe โดยมีจุดศูนย์กลางเรียกว่า จุด singularity นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังได้สังเกตการหมุนของ กาแล็กซี ทำให้ค้นพบสสารบางอย่างซึ่งทำให้ดวงดาวในกาแล็กซีเคลื่อนที่ได้อย่างช้าๆ ถ้าหากไม่มีแรงโน้มถ่วงจากสสารลึกลับนี้เข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว เหล่าดวงดาวในกาแล็กซี ก็จะเคลื่อนที่ได้เร็วกว่านี้ นักวิทยาศาสตร์จึงตั้งชื่อสสารนี้ว่า สสารมืด(Dark Matter) มีการประมาณกันว่าสสารมืดเป็นองค์ประกอบกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของมวลทั้งหมดในจักรวาล2)

 

           นักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาดูแนวโน้มของเอกภพในอนาคต จึงคิดทฤษฎีเกี่ยวกับลักษณะการขยายตัวของเอกภพ และสรุปทฤษฎีว่า เอกภพอาจจะขยายตัวต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สุด หรือจะขยายตัวแล้วก็จะคงที่หรือจะค่อยๆ หดตัวกลับมารวมกันและเกิดการชนกัน เป็นจุดจบของเอกภพ ก็เป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์กำลังค้นหากันต่อไป แม้ว่าเราจะมีเครื่องมือที่ทันสมัย มีความละเอียดเพียงใด แต่เราก็สามารถมองเห็นได้เพียงเอกภพขนาดใหญ่ ซึ่งไม่รู้ถึงต้นกำเนิด และจุดจบ เพียงแต่อาศัยการสันนิษฐานเท่านั้น สิ่งที่สังเกตเห็นได้ในปัจจุบันนี้ยัง ไม่ได้บ่งบอกถึงที่ตั้งและลักษณะของภพภูมิตามที่พระพุทธศาสนาได้กล่าวถึงไว้เลย

 

            แต่การที่เรายังไม่เห็นก็ไม่ได้หมายความว่า ภพภูมิเหล่านั้น จะเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง เพราะความรู้ในทางพระพุทธศาสนาเป็นความรู้ที่อาศัยเครื่องมือคือ ญาณทัสสนะ ที่เกิดจากการปฏิบัติธรรม การรู้เห็นนั้นกว้างใหญ่ เป็นไปตามลำดับ สามารถรู้เห็นได้ละเอียดลึกซึ้งเกินกว่าสายตาธรรมดา ทั้งยังมีแสงสว่างที่จะทำให้การรู้เห็นนั้นเป็นไปได้อย่างถูกต้องตรงเป็นไปตามความจริง ดังที่กล่าวไว้ในธัมมจักกัปปวัตนสูตร ได้กล่าวถึงการปฏิบัติมัชฌิมาปฏิปทา คือ มรรคมีองค์ 8 ย่อมทำให้เกิดดวงตาและญาณ เพื่อความรู้อันยวดยิ่ง

“    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แลคือปฏิปทาสายกลางนั้น ที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญา อันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน

…ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา…”3)

 

            แม้ว่าการรู้หรือการเห็นภพภูมิเหล่านั้นจะยังไม่สามารถศึกษาได้ด้วยเครื่องมือและวิทยาการในปัจจุบัน แต่การศึกษาในเรื่องจักรวาลและเอกภพในทางกายภาพนั้นก็ทำให้เราสามารถเชื่อมโยงความรู้เหล่านั้นเข้ากับความรู้ในทางพระพุทธศาสนาได้ ดังที่จะได้กล่าวต่อไป

 

------------------------------------------------------------------------

1) Mackie, Glen(February1, 2002).To see the Universe in a Grain of Taranaki Sand. Swinburne University. Retrieved on 2006-12-20.
2) D. Finley, D. Aguilar(November 2, 2005). Astronomers Get Closest Look Yet At Milky Way's Mysterious Core. National Radio Astronomy Observatory. Observatory. Retrieved on 2006-08-10.
3) วินัยปิฎก มหาวรรค, มก. เล่ม 6 หน้า 45-46.

MD 408 สมาธิ 8: วิปัสสนากัมมัฏฐาน