อานุภาพพระมหาสิริราชธาตุ

พระมหาสิริราชธาตุ รุ่นดูดทรัพย์ สำหรับ ผู้สร้างพระธรรมกายประจำตัวภายในมหาธรรมกายเจดีย์นั้น จะได้รับของที่ระลึกเป็นพระธรรมกายของขวัญ

อานุภาพพระมหาสิริราชธาตุ เล่ม 32

เรื่องที่ ๓๔๓เมื่อเธอเจองู

เรื่องที่ ๓๔๓เมื่อเธอเจองู


ในขณะที่เดินลากรถตัดหญ้าไปได้สักพัก ก็เกิดความรู้สึกว่า อย่าเดินถอยหลังต่อเลย
แต่พอหันกลับไปเท่านั้น ก็พบกับสิ่งที่ทำให้ตกใจมาก

 

 
คุณลัคณา สุขเจริญ
อยู๋ในภาวะคับขัน แต่ใจก็นึกถึง
พระมหาสิริราชธาตุ
 
 

คุณลัคณา สุขเจริญ อยู่ที่แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ เล่าว่า ได้เข้าวัดครั้งแรก เมื่อวันวิสาขบูชาปี พ.ศ.๒๕๓๘ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ยินแต่ข่าวไม่ดีเกี่ยวกับวัดจากสื่อต่างๆ จึงรู้สึกต่อต้านกับวัดและไม่คิดจะมาพิสูจน์ดูด้วยตัวเองที่วัด แต่ในที่สุดได้มีกัลยาณมิตรท่านหนึ่งชวนมา พอมาแล้วภาพที่เคยได้ยินได้ฟังและได้เห็นจากสื่อต่างๆ ที่บิดเบือนนั้น กลับแตกต่างจากภาพที่ได้เห็นกับตาโดยสิ้นเชิง ทั้งผู้คนก็เหมือนเป็นพี่เป็นน้องเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันแม้จะไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ธรรมะที่ได้ฟังมาสามารถนำไปปฏิบัติและเห็นผลได้จริง พอมาแล้วรู้สึกว่าอยากจะมาอีก พอถึงวันอาทิตย์ รู้สึกว่าอยากจะมา เพราะมาแล้วสบายใจและมีความสุข หลังจากนั้นจึงเข้าวัดเป็นประจำ จากเดิมมาแค่วันอาทิตย์ต้นเดือนและงานบุญใหญ่ พอในระยะหลังที่สื่อต่างๆ โจมตีวัดด้วยข่าวที่บิดเบือนนั้น ก็เริ่มมาวัดทุกอาทิตย์ และชักชวนพ่อแม่ญาติพี่น้องให้มาเข้าวัด และสามารถทำให้ทุกคนในครอบครัวได้มีส่วนร่วม ในการสร้างพระธรรมกายประจำตัว ซึ่งรวมกันทั้งครอบครัวแล้วได้สร้างไปถึง ๒๐ องค์ และตอนนี้ก็พยายามให้ทุกคนได้นั่งสมาธิกันอย่างเต็มที่


ในวันเสาร์และวันอาทิตย์เมื่อหยุดจากงาน ถ้าหากไม่มาที่วัดก็จะกลับบ้านไปเยี่ยมพ่อแม่ที่จังหวัดอยุธยา ครั้งหนึ่งซึ่งเป็นวันอาทิตย์ช่วงต้นๆ ปี ได้กลับไปเยี่ยมบ้าน ขณะที่กำลังทำงานบ้านอยู่นั้น ได้ไปล้างกรงห่าน และเปิดน้ำทิ้งเอาไว้ แล้วไปทำงานบ้านอย่างอื่นต่อ พอนึกขึ้นมาได้ว่าเปิดน้ำทิ้งเอาไว้ จึงเดินไปปิด แต่เนื่องจากบริเวณบ้านเป็นพื้นที่กว้างและไม่ต้องการเดินอ้อมกรงห่าน จึงเข้าทางหลังบ้านไปออกหน้าบ้าน แล้วจึงจะถึงประตูเข้ากรงห่าน อาศัยการปีนกรงห่านซึ่งสูงประมาณ ๒ เมตร เพื่อย่นระยะทาง ปรากฏว่าขณะที่ปีนเกิดขาพลาดลื่นตกลงมา แต่ในขณะที่ลื่น มือก็ยังเกาะอยู่ข้างบนกรง ทำให้แขนถูกกระชากอย่างแรง พอหล่นลงมาแล้วรู้สึกว่าไหล่คงจะหลุด เพราะได้ยินเสียงดังกึก และรู้สึกปวดมาก ลงมาก็นั่งร้องไห้เพราะปวดมาก ขณะที่ร้องไห้ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร จะเรียกคนมาช่วยก็กลัวว่าเขาจะซ้ำเติมเราอีกที่มักง่ายปีนกรงห่าน จึงอธิษฐานขออานุภาพพระมหาสิริราชธาตุอย่าให้เป็นอะไรมากเลย และก็นั่งสวดสรรเสริญประมาณ ๒ จบ แต่อาการปวดก็ไม่ทุเลาลงกลับยิ่งทวีความปวดมากยิ่งขึ้น จึงได้พูดกับพระมหาสิริราชธาตุอีกว่า ขออย่าให้เป็นอะไรเลย เพราะไม่อยากไปโรงพยาบาล ไม่อยากขาดงาน และไม่อยากโดนคุณแม่ดุ พอพูดกับองค์พระได้สักพักก็มีความรู้สึกว่าเหมือนมีใครมาบอกให้สะบัดแขน จึงลองสะบัดออกไปเต็มแรง ปรากฏว่ามี เสียงดังกึก และประมาณ ๕-๑๐ นาที ก็ไม่มีอาการปวดใดๆ เกิดขึ้นอีกเลย เธอก็เกิดความอัศจรรย์ใจอย่างมากว่า ทำไมถึงหายปวดไปอย่างง่ายดายจัง เพราะก่อนหน้านี้ ปวดจนถึงกับน้ำตาไหลทีเดียว

บริเวณประตูกรงห่านที่คุณลัคณาตกลงมาแล้วไหล่หลุด  
 

 

 

 

 

 

 


อานุภาพเรื่องที่สองที่ได้พบคือ ก่อนมาวัดในวันมาฆบูชาปี พ.ศ.๒๕๔๒ ได้กลับไปเยี่ยมบ้านที่อยุธยาอีกครั้งเพื่อไปชวนพี่น้องมาทำบุญและมาร่วมงานมาฆบูชาที่วัดกัน

 

 

 

 

 

 

จุดที่คุณลัคณาตัดหญ้าแล้วเจอกับงู

 

วันที่เกิดเหตุนั้นเป็นวันอาทิตย์ ประมาณบ่าย ๔ โมงเย็น ซึ่งแดดกำลังร้อนมาก ในตอนนั้นเหลือบไปเห็นหญ้าขึ้นรกอยู่นอกรั้วหน้าบ้าน จึงคิดว่าจะออกไปตัดหญ้าเพราะกำลังว่างอยู่ ซึ่งถ้าคุณลัคณาไม่ตัดเอง คุณแม่ของคุณลัคณาก็จะเป็นคนตัด แต่เพราะกลัวว่าแม่จะเหนื่อย ในวันนั้นจึงไปตัดหญ้าเสียเอง จึงไปเข็นรถตัดหญ้ามาสตาร์ทเครื่อง ซึ่งก็แปลกมากเพราะวันนั้นตัวเองสตาร์ทเท่าไรๆ ก็ไม่ติด จึงไปเรียกคนอื่นให้มาช่วยจนสามารถติดเครื่องได้สำเร็จ ในวันนั้นได้ห้อยพระมหาสิริราชธาตุรุ่นกรอบพญานาคสีทองไว้ที่คอด้วย (ปกติอยู่บ้านจะไม่ห้อยพระเพราะกลัวว่าพระจะหล่นหาย) ก็ได้ลากรถตัดหญ้าไปตัดหญ้าหน้าบ้าน ซึ่งรถตัดหญ้าคันใหญ่และหนักมาก ต้องเดินถอยหลังลากรถ ในขณะที่เดินลากรถตัดหญ้าไปได้สักพัก เกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า อย่าเดินถอยหลังต่อเลย จึงหันหน้ากลับมา ซึ่งก็พบกับสิ่งที่ทำให้ตกใจอย่างมากคือ งูกำลังเลื้อยเข้ามาหา โดยงูมาหยุดและชูคอห่างจากขาประมาณ ๑ ก้าวเท่านั้น รู้สึกตกใจมาก แต่สามารถตั้งสติได้ บังเอิญมองเห็นพระมหาสิริราชธาตุที่ห้อยอยู่ที่คอจึงได้บอกกับงูในใจว่า "เราไม่ได้มาทำร้าย และไม่รู้ด้วยว่าบ้านของเจ้าอยู่ที่นี่ ขอให้อโหสิให้ด้วย ต่างคนต่างก็ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ต่างคนต่างไปต่างคนต่างอยู่" งูตัวนั้นก็ยังคงชูคออยู่ที่เดิมไม่เลื้อยไปไหน ต่างคนต่างจ้องกันและกัน สักพักหนึ่งก็นึกถึงพระมหาสิริราชธาตุอีกและนึกอธิษฐานว่า "ขอพญานาคที่รักษาองค์พระมหาสิริราชธาตุนี้ขอให้นำบริวารของท่านกลับไปด้วย" แล้วพูดกับงูว่า "เรามีพญานาคอยู่กับตัวนะ" พอพูดจบ งูตัวนั้นก็หดหัวลงและเลื้อยกลับลงรูไปอย่างเรียบร้อย เหมือนกับเขาสื่อกับเรารู้เรื่อง และหลังจากวันนั้นเมื่อได้กลับไปตัดหญ้าที่ตรงนั้นอีก ก็ไม่พบงูอีกเลย ภายหลังได้สอบถามคุณแม่ คุณแม่บอกว่า แถวบ้านมีงูพิษ พวกงูเห่า งูแมวเซามาก ซึ่งงูที่ได้พบในตอนนั้นพอบอกลักษณะไปแล้วคุณแม่บอกว่าเป็นงูเห่า ถ้าหากโดนฉกกัดคงไม่มีโอกาสมาสร้างบารมีต่อแน่นอน จึงทำให้มั่นใจว่าพระมหาสิริราชธาตุนั้นศักดิ์สิทธิ์และมีเทวดาคอยดูแลรักษาผู้ที่เป็นเจ้าของจริงๆ

รายนี้ก่อนเข้าวัด ฟังข่าวบิดเบือนในทางลบจากสื่อต่างๆ เอาไว้ จนทำให้รู้สึกต่อต้าน ไม่คิดจะมาพิสูจน์ดูความจริงด้วยซ้ำ ยังดีที่พอมีบุญอยู่ทำให้พบกัลยาณมิตรชักชวนมาวัด จึงได้พบว่า สิ่งที่ได้ทราบมานั้นต่างจากความจริงอย่างสิ้นเชิง จึงได้มีโอกาสในการสร้างบุญกุศลต่างๆ ต้องนับว่าเป็นผู้โชคดีกว่าผู้คนอีกจำนวนมากมาย ที่เชื่อสื่อทั้งหลายแล้วไม่คิดจะมาพิสูจน์ความจริง ปิดกั้นบุญกุศลใหญ่ของตนเอง ครอบครัว และญาติสนิทมิตรสหายของตนเองไปด้วยกัน เท่านั้นยังไม่พอ ยังสร้างบาปกรรมเพิ่มด้วยการช่วยสื่อกระจายข่าวผิดๆ บิดเบือนบอกต่อๆ กันออกไปให้คนอื่นๆ เชื่อถือตาม

 

เหตุการณ์แบบนี้ ถ้าจะให้โทษว่าเป็นความผิดของใคร ก็คงไม่มีอะไรดีไปกว่า โทษการขาดสติและปัญญาของผู้คนทุกฝ่าย ยามเศรษฐกิจฝืดเคือง ฝ่ายสื่อข่าวจะทำทุกวิธีเพื่อเพิ่มยอดขาย และไม่ได้ใช้สติปัญญาคิดว่า เป็นเรื่องควรทำหรือไม่ควร แต่ผลเสียมากมายแค่ไหนทำลายศาสนาของชาติตนเองโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทำให้ผู้คนมีความคิดเห็นผิดๆ ตามไปทั่วประเทศ


ส่วนผู้คนที่บริโภคข่าวสารบางคน ไม่มีวิจารณญาณว่า ข่าวที่ได้รับแท้จริงแล้วควรเป็นอย่างไร ไม่ยอมไปพิสูจน์หาความจริง เชื่อตามทันที ทำให้เสื่อมศรัทธาในพระพุทธศาสนา เห็นพระภิกษุผู้บริสุทธิ์เป็นเหมือนโจรผู้ร้าย ไปตามความเห็นของสื่อก็มี

จะมีผู้คนสักกี่รายที่เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสอย่างคุณลัคณา คือได้มีโอกาสไปพิสูจน์ความจริง ได้สร้างบุญกุศล กระทั่งพบอานุภาพของพระมหาสิริราชธาตุ เป็นอัศจรรย์

เหตุการณ์ครั้งแรก ปีนกรงห่านแล้วตกลงมา หัวไหล่หลุดดังกึก ปวดมากจนร้องไห้ สวดสรรเสริญก็แล้ว อธิษฐานก็แล้ว อาการไม่ดีขึ้น ในที่สุดต้องใช้วิธีพูดคุยด้วย ซึ่งการพูดด้วยนี้เอง เป็นลักษณะอาการของความตั้งใจพิเศษ ใจนิ่งสนิทจดจ่ออยู่กับผู้ที่เราประสงค์พูดด้วย ใจที่จดจ่อนั้นเอง เหมือนใจที่อยู่ในที่ตั้ง คือศูนย์กลางกาย ทำให้สามารถติดต่อสื่อสารกันได้กับผู้ดูแลรักษาองค์พระ จึงเหมือนมีใครมาบอกให้สะบัดแขน เมื่อคุณลัคณาทำตาม ก็มีเสียงดังกึก เหมือนตอนไหล่หลุด แต่ "กึก" ครั้งหลังกลับเป็นการเคลื่อนกลับที่เดิมของไหล่ จึงทำให้หายเจ็บปวด


หลายรายที่เล่าๆ กันมา นอกจากสวดสรรเสริญ ทำสมาธิอธิษฐานจิตแล้ว ก็ได้ใช้วิธีพูดคุยลักษณะนี้ เพียงแต่เรามองไม่เห็นกายทิพย์ของท่าน เห็นแต่เพียงที่อยู่ของท่านคือองค์พระของขวัญ

สำหรับอานุภาพเรื่องที่สอง น่าหวาดเสียวแทนไม่น้อย การรู้สึกตัวขณะเดินถอยหลังลากเครื่องตัดหญ้า เตือนตนเองได้ว่า "อย่าเดินถอยหลังต่อเลย" ทำให้หันหน้าทันได้เห็น งูเห่าห่างจากขาตนเองเพียง ๑ ก้าว นั่นก็คงเป็นการเตือนภัยจากผู้ที่เรามองไม่เห็นตัวอีกทำนองเดียวกัน

ความจริงแล้่ว ไม่ว่าจะเป็นงูเห่าหรืองูแมวเซา เมื่อมันจะป้องกันตัว มักจะแผ่แม่เบี้ยชูคอออกมาเสมอ รายนี้คุณลัคณาไม่ได้เล่าไว้ งูอาจจะเห็นอะไรบางอย่างเช่นพญานาคก็ได้ จึงเพียงทำอาการตกตะลึง ชูคอนิ่งอยู่ ไม่แผ่แม่เบี้ย เมื่อได้สติแล้วก็รีบหนีไป 

บทความนี้ ถูกใจคุณหรือไม่ + -