วารสารอยู่ในบุญ ธรรมะออนไลน์

พระธรรมเทศนา ปุจฉา-วิสัชนา บทความข่าว ผลการปฏิบัติธรรม ตักบาตรพระ บาลีน่ารู้ กฏแห่งกรรม ฝันในฝัน บวชพระ

บทความอยู่ในบุญ เป้าหมายการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของวัดพระธรรมกาย ตอนที่ ๑๑ ๕ ห้องเนรมิตรนิสัย

พระธรรมเทศนา





๓. ห้องครัว คือ ห้องมหาประมาณ


        ถ้าบอกว่าห้องครัวเป็นแค่ห้องทำกับข้าว ห้องกินข้าวละก็ แสดงว่าดูเบาความสำคัญ เกินไป เพราะห้องครัวหรือห้องอาหาร คือ ห้องพัฒนานิสัยรู้ประมาณในการพูดและการใช้ทรัพย์



        หน้าที่หลักของห้องครัวหรือห้องอาหารมีอะไรบ้าง

        ๑) เป็นที่ประชุมสมาชิกทุกคนในบ้านอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาทุกวัน

        ๒) เป็นที่ปลูกฝังสัมมาวาจาและสัมมากัมมันตะให้แก่สมาชิกทุกคนในบ้าน



        บ้านของใคร พ่อแม่ลูกหลานจะพูดเพราะ ๆ ก็มาจากห้องครัว

        ลองสังเกตแล้วกัน ตื่นเช้าขึ้นมาก็ไปล้อมที่โต๊ะอาหาร กลางคืนนอนไม่หลับ ก็มาบ่น ที่โต๊ะอาหาร นอนไม่อยากตื่น ก็มาบ่นที่โต๊ะอาหาร

        เมื่อสักครู่นี้ เข้าห้องน้ำแล้วท้องผูก ก็มาบ่นที่โต๊ะอาหาร ท้องเสียมันถ่ายไม่ยอมหยุด ก็มาบ่นที่โต๊ะอาหาร

        วันใดได้รับคำชมจากที่ทำงานแสนจะภูมิอกภูมิใจ ก็มาเล่าให้ฟังที่โต๊ะอาหาร จะชมใคร จะด่าใคร ก็ที่โต๊ะอาหาร

        เพราะฉะนั้นบ้านไหนลูกพูดเพราะ พูดจามีเหตุมีผล ไม่พูดตะแบง แสดงว่าบ้านนั้น พ่อแม่ลูกต้องกินข้าวพร้อมหน้ากัน แล้วลูกคนไหนพูดอะไรไม่เข้าท่า พ่อแม่ก็อบรมทันทีทันควัน จึงจะได้ลูกที่พูดเป็น มีเหตุมีผล ที่มาของการพูดเพราะ ๆ เริ่มที่โต๊ะอาหารนี่เอง

        เพราะฉะนั้น ถ้าเราไปเจอใครขี้โม้ ไปเจอใครชอบบ่นกระปอดกระแปด มารยามาก ฟ้องเลยว่า ที่บ้านกินข้าวไม่พร้อมกันหรอก หรือถ้ากินข้าวพร้อมกัน ก็แสดงว่าไม่แม่ก็พ่อ ลำเอียงใจขาดเลย นิสัยฟ้องการกินอยู่ร่วมกันถึงขนาดนี้

        อีกเช่นกัน ที่ห้องครัวนี้เอง นอกจากใช้สำหรับฝึกให้มีสัมมาวาจาแล้ว ยังทำให้เรารู้จักมีสัมมากัมมันตะ ความรู้จักประมาณในการกินการใช้ เพราะว่าจุดรั่วไหลที่สุดในบ้านเลย ก็คือห้องครัวนั่นเอง


        ตามี ๒ ตา ทำหน้าที่อย่างเดียว คือ ดู

        หูมี ๒ หู ทำหน้าที่อย่างเดียว คือ ฟัง

        จมูกมี ๒ รู ทำหน้าที่อย่างเดียว คือ หายใจ

        แต่ปากมี ๑ ปาก ทั้งกินทั้งพูด ถ้าให้มา ๒ ปาก คงกินหูดับตับไหม้ พูดกันฟังไม่ทัน


        ความรู้ประมาณจึงต้องฝึกจากในห้องครัวให้ดี มิฉะนั้นจะกลายเป็นคนมีนิสัย เห็นแก่ได้ มักง่าย เอาแต่ใจตัวเองตามมาไม่จบไม่สิ้น


๔. ห้องแต่งตัว คือ ห้องมหาสติ


        ห้องแต่งตัว คือ ห้องพัฒนานิสัย ตัดใจและใฝ่บุญ


        หน้าที่หลักของห้องแต่งตัวมีอะไรบ้าง

        ๑)    ใช้ในการปลูกฝังสัมมาสติ คือฝึกประคองรักษาใจให้ผ่องใสเป็นปกติ

        ๒)     ฝึกให้มีความระมัดระวังในทุก ๆ เรื่อง ไม่ประมาทเผอเรอ มีความตื่นตัว ตลอดเวลา

        ๓)     ฝึกตัดใจไม่หมกมุ่นในกาม ตามแฟชั่นหรือกระแสสังคม

        ๔) ฝึกใช้เหตุผลตักเตือนใจของตนให้เป็นสัมมาทิฐิ และสัมมาสังกัปปะไม่ให้เกิดความลำเอียง และสูญเสียศีลธรรมประจำใจ



        บางท่านฐานะไม่ได้ดีอะไรนัก ห้องแต่งตัวอาจจะเป็นมุมหนึ่งของห้องนอน ก็ไม่เป็นไร ก็จัดว่าเป็นมุมแต่งตัว

        เรื่องนี้มีข้อคิดอีกเช่นกันว่า ถ้าเราจับได้ว่าใครโกหกเรา เราจะโกรธมาก ยิ่งเรารักเราไว้ใจมากเท่าไรแล้วมาโกหกเรา ยิ่งโกรธมากเท่านั้น โกหก ๑ ครั้งก็แล้ว ๒ ครั้งก็แล้ว ถ้า ๔ ครั้ง ๕ ครั้ง ชาตินี้ไม่ต้องคบกันแล้ว แต่ว่าแปลก ตัวเรายืนหลอกตัวเอง ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ได้ทุกวัน ๆ ที่หน้ากระจก มองตัวเองเมื่อไรก็หล่อก็สวยทุกที เมื่อเราหลอกตัวเองอยู่แบบนี้ เราก็จะพลาดขาดสติได้ เพราะฉะนั้น ห้องแต่งตัวหรือมุมแต่งตัวจึงเป็นห้องมหาสติ


๕. ห้องทำงาน คือ ห้องมหาสมบัติ

        ห้องทำงาน คือ ห้องพัฒนานิสัยใฝ่ความสำเร็จ

        หน้าที่หลักของห้องทำงานมีอะไรบ้าง

        ๑)    ใช้ในการปลูกฝังสัมมาอาชีวะ ไม่หารายได้จากการผิดศีลธรรม ผิดกฎหมาย ผิดจารีตประเพณี

        ๒)     ใช้ปลูกฝังวินัยประจำห้องทำงาน

        ห้องทำงานบางคนอยู่ที่บ้าน บางคนอยู่นอกบ้าน นิสัยดี ๆ ที่ได้รับการอบรมมาจาก ๔ ห้องดังกล่าว จะเอามาใช้ที่ห้องนี้ ความรู้ดี ๆ ที่ศึกษามาตลอดชีวิต ก็ถูกเอามาใช้ที่นี่ มหาสมบัติจะไหลมาเทมาก็ห้องนี้ การฝึกสัมมาอาชีวะก็มาจากในห้องนี้ ใครจะมีสมบัติจักรพรรดิตักใช้ไม่พร่องเอามาสร้างบุญสร้างบารมี ก็เกิดขึ้นจากห้องนี้

        เพราะฉะนั้น ทุกห้องมีความสำคัญหมด และทุกห้องกลายเป็นแหล่งฝึกอริยมรรค มีองค์ ๘ นั่นเอง

        พวกเราเรียนเรื่องอริยมรรคมีองค์ ๘ กันมามาก แต่ว่าเราไม่รู้จะไปฝึกที่ไหน ก็ฝึกจาก ๕ ห้องนี้ เพราะฉะนั้น ช่วยไปดูด้วย แล้วไปถามตัวเองว่า พวกเราใช้ ๕ ห้องที่บ้านของเราถูกต้องแล้วหรือยัง ถ้ายังไม่ถูก รีบแก้ไขเสีย เดี๋ยวจะต้องไปอายเขาภพชาติเบื้องหน้า

        เพราะว่า วันหนึ่งหลวงพ่อเคยถามคุณยายว่า "ยาย กระจกหน้าต่างยาย ทำไมมันต้องเช็ดทุกวัน เช็ดวันเว้นวัน หรือเช็ดวันเว้นสักสองวัน มันก็ยังใสอยู่นะ"

        คุณยายบอกว่า "ไม่ได้หรอก เดี๋ยวติดนิสัยข้ามชาติ ถ้าเราเช็ดบ้านของเราสะอาดเรียบร้อยอยู่ตลอดเวลา แม้แต่บริวารที่รอเราอยู่บนวมานที่ชั้นดุสิต เขาก็ต้องรักความสะอาดเหมือนกับเรา เขาจะต้องดูแลที่นั่นให้เช้งวับอยู่ตลอดเวลา ภพชาติต่อไปเวลาเรามาเกิด สมบัติทุกอย่างของเราจะเป็นเงาวับอยู่ตลอดเวลา และที่สำคัญใจของเราจะคุ้นกับความสะอาดข้ามภพข้ามชาติ อะไรสกปรกนิดหนึ่งยอมไม่ได้ เพราะมันจะไปเพาะเชื้อให้กิเลส นิสัยรักความสะอาดจึงต้องทำข้ามภพข้ามชาติ"

        เรื่องทั้งหมดนี้หลวงพ่อขอฝากไว้ด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้หลวงพ่อรวบรวมมาให้แล้ว        

        ตั้งแต่สัมมาทิฐิ ทำให้มองชีวิตของตนเองออก

        รัฐศาสตร์เชิงพุทธ ทำให้มองประเทศทั้งประเทศ มองโลกทั้งโลกออก

        ทิศ ๖ ทำให้มองสังคมรอบตัวออก

        ๕ ห้องชีวิต เนรมิตนิสัย ทำให้มองออกว่า นิสัยของเราแต่ละอย่าง ออกมาจากแต่ละ ห้องอย่างนี้เอง

        เมื่อสำรวจตรวจสอบตนเองแล้ว ใครยังมีข้อบกพร่องอะไรอยู่ รีบไปแก้ไขให้เป็นนิสัย ปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ ๘ ให้ข้ามภพข้ามชาติเถิด

(อ่านต่อฉบับหน้า)

 
บทความนี้ ถูกใจคุณหรือไม่ + -

บทความอยู่ในบุญทั้งหมด ฉบับที่ 86 ธันวาคม ปี2552

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล