วารสารอยู่ในบุญ ธรรมะออนไลน์

พระธรรมเทศนา ปุจฉา-วิสัชนา บทความข่าว ผลการปฏิบัติธรรม ตักบาตรพระ บาลีน่ารู้ กฏแห่งกรรม ฝันในฝัน case study ตักบาตรพระ บวชพระ

บทความอยู่ในบุญ ไมเคิล หว่อง ดาวดังผู้มาไกล พบดวงใจจากดวงจันทร์

สมาธิเปลี่ยนชีวิต
เรื่อง : soon Backhome e-mail : gadboon_jdai@hotmail.com

 

 

      ฉันมาไกล มาไกลเหลือเกิน ฉันเดินทาง มาไกลแสนไกลแต่มีเธอนั้นเป็นจุดหมาย ต่อให้ไกลแสนไกลเท่าไร ไม่หวั่น....

     ..เมื่อ ๑๔ ปีก่อน ทันทีที่เพลงๆ นี้ดังขึ้น น้อยคนนักที่จะไม่รู้จักศิลปินผู้ขับร้อง เขาคือ ไมเคิล หว่อง นักร้อง นักแสดง ผู้กำกับ และโปรดิวเซอร์ชื่อดังจากประเทศฮ่องกงภาพยนตร์เรื่องที่โดดเด่น มากที่สุดของเขาคือเรื่อง Beast Cops ซึ่งได้รางวัลชนะเลิศในงานฮ่องกงฟิล์ม อวอร์ด ประจำปี ๑๙๙๘ โดย ไมเคิล หว่องเป็นนักแสดงนำ ก่อนหน้านั้น ในปี ๑๙๙๖ เขาเคยเป็นนักแสดงอยู่ในรายการทีวีของแคนาดา โดยการกำกับของจอห์น วู และในปี ๑๙๙๘ เขาได้สร้างภาพยนตร์ภาษาอังกฤษเรื่องหนึ่งชื่อ Tsui Hark"s Knock Off จนกระทั่งในปี ๒๐๐๐ ไมเคิล หว่อง ได้จารึกชื่อของตัวเองในการเป็น ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องMiles Apart ซึ่งเขาได้อำนวยการสร้างและแสดงในเรื่องนี้ด้วย

        ในระยะเวลาเพียงแค่ ๒๑ ปี ไมเคิล หว่องปรากฏตัวในภาพยนตร์กว่า ๕๐ เรื่อง บ่อยครั้งที่เราได้เห็นเขาโลดแล่นบนแผ่นฟิล์มในบทบาทของนักแสดงนำ และตอนนี้เราจะได้ทำความรู้จักเขาในบทบาทใหม่ที่นอกเหนือจากชีวิตการแสดงนั่นคือ ชีวิตของดาวดังผู้เข้าถึงสันติสุขภายใน

        นานมาแล้ว ดาวดังผู้นี้เคยตั้งคำถามกับพระจันทร์ว่า ทำไมเขาจึงชอบพระจันทร์นัก พระจันทร์มีความหมายใดกับชีวิตและวันนี้เขาก็ ได้รับคำตอบนั้นแล้ว "ตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็ก ผมมักจะเหม่อมองไปยังดวงจันทร์บนท้องฟ้าเสมอๆซึ่งก็ไม่ทราบเหมือนกันครับว่า เพราะอะไรผมจึงชอบดวงจันทร์ ทำไมดวงจันทร์จึงเป็นสิ่งที่อยู่ในชีวิตของผมเสมอมาและเมื่อไม่นานมานี้ ผมก็เริ่ม ได้รับคำตอบแล้วว่า ดวงจันทร์มีความหมายต่อชีวิต ของผมอย่างไร และคำตอบนั้น ผมได้รับจากเมืองที่ผมรัก คือเมืองไทย"

       เรื่องราวความผูกพันของไมเคิล หว่อง ที่มีต่อ เมืองไทย เปิดฉากขึ้นครั้งแรก เมื่อ ๑๔ ปีที่แล้ว (พ.ศ.๒๕๓๖) หลังจากได้รับการติดต่อให้เล่นโฆษณา สินค้าดังยี่ห้อหนึ่ง จากนั้นตัวเขาก็ดังเป็นพลุแตก และทางบริษัทแกรมมี่ก็ได้แต่งเพลง "ฉันมาไกล" ให้เขาร้องโดยเฉพาะ แม้ในขณะนั้นจะยังพูดภาษาไทยไม่ได้และสำเนียงที่ร้องก็ยังแปร่งๆ อีกด้วย แต่ คนไทยค่อนประเทศกลับร้องคลอตามเพลงนี้ได้เกือบ ทุกคน

       หลังเสร็จจากงานโฆษณา และงานเพลง ชิ้นนั้นแล้ว แม้ไมเคิลจะไม่ได้มีส่วนร่วมในวงการบันเทิงของเมืองไทยมากนัก แต่เขากลับรู้สึกผูกพันกับเมืองไทยมากขึ้นทุกวันเขาบอกว่า"เหมือนเพลงบทนั้นได้ขีดชะตาชีวิตของผมไว้เพราะจากวันนั้นถึงวันนี้ ๑๐ กว่าปีมาแล้ว ที่ผมเดินทางไกลมาเมืองไทยทุกเดือนมันช่างเริ่มต้นและลงท้ายเหมือนเพลงที่ผมร้องจริงๆ ครับ แม้จะเริ่มด้วยมาไกลเหลือเกิน..แต่ผมไม่คิดจะเดินกลับหลังไปเลย อยากจะขอพึ่งพาอาศัยที่ที่มีน้ำใจแห่งนี้ นาน...นาน ผมได้ตกหลุมรักคนไทย และทุกๆ สิ่งในเมืองไทย แม้คนไทยอาจจะลืมผมไปแล้ว แต่คนไทยทุกๆ คน ก็ยังคงอยู่ในหัวใจของผมเสมอ หัวใจของผมได้ฝากไว้ณ ดินแดนที่ชื่อ "Thailand" เสียแล้ว

 

 

      ก่อนที่หลวงพ่อจะนำนั่งสมาธิให้กับคณะของผมผมตื่นเต้นมาก เกรงว่าจะทำสมาธิได้ไม่ดี แต่พอหลวงพ่อบอกกับผมว่า "ไมเคิล คุณทำได้" ผมจึงลองหลับตาและเริ่มรู้สึกว่าสมาธินั้นง่ายจริงๆ ผมรู้สึกสบายมาก เหมือนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับจักรวาล ผมไม่อยากออกมาจากสมาธิในตอนนั้นเลย

     ตอนนี้ผมรู้แล้วว่า ถ้าเราได้นั่งสมาธิทุกวัน จิตใจของเราจะอ่อนโยนขึ้นและสมาธิจะช่วยเปิดเผยหัวใจที่แท้จริงออกมาผมอยากบอกทุกคนว่า ถ้าเรานั่งสมาธิ แม้กายจะไกลกันแต่ก็เหมือนอยู่ใกล้กัน เมื่อเราต่างก็มีใจดวงเดียวกัน ในเวลาเดียวกัน ชั่วขณะเดียวกัน อยู่ในตำแหน่งเดียวกันคือศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เราจะรู้สึกถึงความเหมือนกัน จะไม่เห็นความแตกต่างระหว่างมวลมนุษยชาติเลย

     และเมื่อไม่นานมานี้ ผมก็ได้สัมผัสสิ่งที่พิเศษ ที่สุดจากเมืองไทยแห่งนี้ หลังจากที่ผมได้รู้จักกับคุณหม่อม(หม่อมหลวงรัชฎาราศรี ชยางกูร) ท่าน ได้ชักชวนให้ผมนั่งสมาธิ และนำทางผมให้มาพบกับหลวงพ่อธัมมชโยเมื่อผมเห็นหลวงพ่อครั้งแรก ก็รู้สึกเหมือนถูกแรงดึงดูด และสัมผัสได้ถึงรัศมีจาก ตัวท่าน ก่อนที่หลวงพ่อจะนำนั่งสมาธิให้กับคณะของผม ผมตื่นเต้นมาก เกรงว่าจะทำสมาธิได้ไม่ดี แต่พอหลวงพ่อบอกกับผมว่า "ไมเคิล คุณทำได้" ผมจึงลองหลับตาและเริ่มรู้สึกว่าสมาธินั้นง่ายจริงๆ ผมรู้สึกสบายมาก เหมือนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับจักรวาล ผมไม่อยากออกมาจากสมาธิในตอนนั้นเลยครับ" นี่นับเป็นครั้งแรกที่หว่อง ได้นั่งสมาธิ และครั้งนี้เองเป็นจุดเริ่มต้นของการค้นพบคำตอบของตัวเองว่า ทำไมเขาจึงชอบพระจันทร์นัก

       "สิ่งพิเศษได้เกิดขึ้นกับผมอีกครั้งในคืนวันนั้น หลังกลับจากวัดพระธรรมกาย ผมได้นั่งสมาธิอีกรอบและคืนนี้เองที่ดวงจันทร์มีความหมายต่อชีวิตผมเป็นพิเศษ เพราะผมได้กำหนดนึกถึงดวงจันทร์ไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗เมื่อดวงใจของผมได้หยุดนิ่ง อยู่กับดวงจันทร์ในฐานที่ ๗ ผมรู้สึกสบายมากขึ้นๆ อย่างน่ามหัศจรรย์ แล้วก็ผ่อนคลายมาก ความเครียด ความกังวลต่างๆ ได้สูญสลายไปผมก็รู้สึกประหนึ่งว่า ตัวเองล่องลอยอยู่ในอวกาศที่เงียบสงบ โดยมีผมและดวงจันทร์เป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาลนั้น

         ผมชอบนั่งสมาธิตอนเย็นหรือก่อนนอนในห้องนั่งเล่น บางครั้งรู้สึกเหมือนมีแรงสั่นสะเทือน หรือความสว่างแบบเรืองแสงอยู่ในตัว แล้วสมองผม ก็จะโล่ง รู้สึกเหมือนเวลาผ่านไปแค่ ๕ นาทีด้วยสติที่ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่เวลาจริงๆ ผ่านไปตั้ง ๓๐ นาทีแล้ว คนส่วนใหญ่มักเลือกเสียเงินเพื่อแลกกับสิ่งที่มี คุณค่าให้ชีวิต โดยไม่รู้ว่าสมาธิเป็นของดีที่ทำได้เอง ฟรีๆ การที่ได้รู้จักสมาธิถือเป็นโอกาสที่ล้ำค่าที่สุด เหมือนได้พบกับสิ่งที่ทรงพลังมากที่สุด คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าสมาธิเป็นสิ่งที่ง่ายขนาดไหน กลับคิดว่ามันยากเกินความสามารถ แต่จริงๆ แล้วไม่ยากเลย ผมมักจะรู้สึกเสมอๆ ว่า ชีวิตเป็นสิ่งที่ง่าย แต่คนและสังคมนั่นแหละไปทำให้มันยาก

        ผมคิดว่าสมาธิมีผลต่ออาชีพนักร้อง นักแสดง ของผมมาก กล่าวคือ สมาธิจะช่วยทำให้อีโก้ (อัตตา) ของนักแสดงลดลง และเราก็สามารถที่จะจัดการกับสื่อ และความเป็นดาราของเราได้ เราจะสามารถ แสวงหาจุดที่สมดุล แล้ววางตัวได้อย่างเหมาะสมเมื่อต้องอยู่ท่ามกลางสาธารณชนและเมื่อพวกเราต้องเผชิญหน้ากับความกดดัน ซึ่งในอาชีพนี้จะมีความกดดันเข้ามามากเราก็จะไม่รู้สึกถึงความกดดันอันใด สมาธิช่วยทำให้เรามีความอดทน มีความเข้าใจ ให้อภัยในแฟนๆ หรือสื่อบางสื่อที่บางทีพวกเขาก็อาจจะไม่ต้องการพูดถึงสิ่งดีๆ ของเรา หรือเขียน โจมตีเราในเรื่องต่างๆ แต่ถ้าหากเราได้ฝึกสมาธิ ก็จะไม่ซีเรียสกับสิ่งเหล่านั้นมากจนเกินไป

        ยิ่งนั่งสมาธิยิ่งจะทำให้เรามีมุมมองใหม่ๆ ในชีวิตที่แตกต่างและดีกว่าเดิม หรือถ้าเป็นคนที่มี ปัญหาในครอบครัวสมาธิจะช่วยให้เรามองปัญหาอย่างกระจ่างแจ้งและเผชิญกับปัญหาในทิศทางที่ถูกต้อง ผมคิดว่าปัญหาในโลกนี้มันเกิดขึ้นมาจากความคิดของเราเองนั่นแหละ ดังนั้นเราจะต้องทำ บางสิ่งบางอย่าง ที่จะควบคุมความคิดของเรา ซึ่งสมาธิช่วยได้อีกอย่างสมาธิไม่ใช่เป็นเรื่องสำหรับ คนที่มีปัญหาเท่านั้น แต่สมาธิจะช่วยทำให้จิตใจ ร่างกาย และสติของคุณแข็งแกร่งขึ้นหรือถ้าชีวิตของ คุณดีอยู่แล้ว สมาธิก็จะทำให้มันดียิ่งๆ ขึ้นไปอีก"

        บ่อยครั้งที่มนุษย์มักจะคิดว่า เราเป็นแค่คนอื่น คนไกลของสิ่งมีชีวิตอื่นหรือคนอื่นๆ เหมือนการเพ่ง มองดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ ดวงดาวบนท้องฟ้าแล้ว บอกว่า มันช่างไกลตัวเหลือเกินแต่ยามใดที่เราขาด แสงสว่างในยามเช้าขาดแสงจันทร์ในยามกลางคืน ขาดแสงดาวในคราวแรมราตรี เราจักเริ่มรู้สึกว่า ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ดวงดาว แม้จักอยู่ไกลสายตา แต่ไม่ใช่สิ่งไกลตัวเลย ตรงข้ามสิ่งเหล่านี้ คือสิ่งใกล้ ตัวผูกพันกับชีวิตและจิตวิญญาณของเรามาตั้งแต่เกิด เช่นกันหากใจของเราเข้าถึงความสงบนิ่งภายในตัว เราจักรับรู้ว่า แท้แล้วเราไม่ได้เป็นคนอื่นคนไกลของ กันและกันแต่อย่างใด แต่เราเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันต่างหากเราต่างเกื้อกูลชีวิตซึ่งกันและกันอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว และลมหายใจออกของเรากำลัง สร้างความสมดุลแห่งบรรยากาศ แปรเปลี่ยนเป็นคาร์บอนไดออกไซด์เป็นอาหารแห่งต้นไม้ ใบหญ้า และย้อนกลับมาเป็นออกซิเจนบริสุทธิ์แก่โลกใบนี้แล้วเราก็ร่วมกันสูดอากาศที่บริสุทธิ์นั้นด้วยกัน โดยไมเคิล หว่องก็ได้สัมผัสและเข้าใจในความรู้สึกนี้แล้วเช่นกัน

     "ตอนนี้ผมรู้แล้วว่า ถ้าเราได้นั่งสมาธิทุกวัน จิตใจของเราจะอ่อนโยนขึ้น และสมาธิจะช่วยเปิดเผยหัวใจที่แท้จริงออกมาผมอยากบอกทุกคนว่า ถ้าเรานั่งสมาธิ แม้กายจะไกลกัน แต่ก็เหมือนอยู่ใกล้กัน เมื่อเราต่างก็มีใจดวงเดียวกัน ในเวลาเดียวกันชั่วขณะเดียวกัน อยู่ในตำแหน่งเดียวกัน คือศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เราจะรู้สึกถึงความเหมือนกัน จะไม่เห็นความแตกต่างระหว่างมวลมนุษยชาติ เลย"

 

        บรรณาการแห่งดวงอาทิตย์ คือ แสงแดดยาม ส่องฉาย บรรณาการแห่งดวงดาว คือ ราตรีที่ระยิบ ระยับพร่างพราย บรรณาการแห่งพระจันทร์ภายในคือ สันติสุขที่แท้จริง หากใครเคยปลื้มกับการนั่งมองพระจันทร์และเคยตั้งคำถามว่า อาทิตย์ดวงจันทร์ ดวงดาว มีความหมายต่อชีวิตของเราอย่างไรบ้างวันนี้เราลองย้ายตำแหน่งของสิ่งที่ี่เราเคยเพ่งมองเหล่านั้นจากท้องฟ้ามาตั้งไว้ที่กลางกาย และมองอย่างสบายๆ แล้วเราจะรับรู้ไปด้วยกันว่าสันติสุขที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร

บทความนี้ ถูกใจคุณหรือไม่ + -

บทความอยู่ในบุญทั้งหมด ฉบับที่ 61 พฤศจิกายน ปี 2550

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร