วารสารอยู่ในบุญ ธรรมะออนไลน์

พระธรรมเทศนา ปุจฉา-วิสัชนา บทความข่าว ผลการปฏิบัติธรรม ตักบาตรพระ บาลีน่ารู้ กฏแห่งกรรม ฝันในฝัน case study ตักบาตรพระ บวชพระ

บทความอยู่ในบุญ ทันโลก ทันธรรม : การอ่านสร้างปัญญา

ทันโลก ทันธรรม
เรื่อง : พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ(M.D.Ph.D)

 

 

   วันนี้ได้รับอาราธนาให้พูดถึงเรื่องของคนไทย กับการอ่าน เพราะมีข้อมูลมาจากสำนักงานสถิติแห่งชาติว่าคนไทยเราอ่านหนังสือน้อยมากเฉลี่ยแล้วตกปีหนึ่งคนละ ๕ เล่มเท่านั้น แล้ว ๕ เล่มที่ว่ารวมหนังสือเรียนด้วยนะ ถ้าหักหนังสือเรียนออกไปไม่รู้ว่าจะเหลือถึง ๑ เล่มหรือเปล่า ยิ่งถ้าหักหนังสือพิมพ์ออกไปอีกอาจจะแทบไม่เหลือเลยคนส่วนใหญ่่จะใช้เวลาไปกับการดูทีวี เล่นเกมส์เสียเยอะ พอไปดูประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่าคนเขาอ่านหนังสือปีหนึ่ง๕๐ เล่ม มากกว่าคนไทย ๑๐ เท่าตัว ถามว่าการฟังกับการอ่านต่างกันอย่างไร ถ้าเราไม่อ่านหนังสือใช้ดูทีวีเอาไม่ได้หรือ เพราะมันก็เป็นที่มาของข้อมูลความรู้เหมือนกัน คำตอบคือมันก็พอได้เหมือนกัน แต่ไม่สมบูรณ์

        เราลองสังเกตดูอย่างนี้ ถ้าเราไปดูภาพยนตร์ แล้วเอามาเล่าให้เพื่อนฟัง เราก็แทบไม่ต้องคิดอะไรมาก ดูมาอย่างไรได้ยินได้ฟังมาอย่างไรก็เอามาเล่าต่อ อาจจะใช้เวลา ๒๐ นาที หรือ ๓๐ นาที ก็แล้วแต่เรื่องว่ายาวละเอียดซับซ้อนแค่ไหน

       แต่ถ้าหากให้เราเขียนจดหมายไปเล่าให้เพื่อนที่อยู่ต่างถิ่นอ่านเรื่องเดียวกันเราอาจต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงเลยทีเดียว เผลอๆ เป็นวัน บางคนบอกเขียนจดหมายยาวสามหน้าบางทีสามวันยังไม่ค่อยอยากจะจบเพราะในการเขียนเราต้องใช้เวลาเรียบเรียง ถ้าเป็นการพูดก็พูดได้ทันทีเลย คิดอะไรได้ก็พูดไป วกหน้าวนหลังบ้าง ก็ไม่เป็นไร แต่พอเป็นการเขียนจะต้องมีการลำดับความคิด มีการกลั่นกรองคัดเลือกใช้ถ้อยคำที่เหมาะสม เพราะเรามีเวลาหยุดคิดมากกว่าเพื่อถ่ายทอดให้ตรงกับที่ตัวเองต้องการสื่อออกไปให้มากที่สุด เขียนเสร็จก็ตรวจเช็คได้อีกว่าประเด็นครบหรือยัง ตกหล่นอะไรไหม การเขียนจึงใช้เวลามากกว่าการพูด

      โดยสรุปคือ ข้อมูลที่ถูกถ่ายทอดเป็นตัวอักษร จะผ่านการกลั่นกรองพินิจพิจารณามาอย่างละเอียดรอบคอบมากกว่าข้อมูลจากการพูดซึ่งตรงนี้คือความแตกต่างที่สำคัญ ถ้าเราฟังข่าวจากทีวี แม้เป็นข่าวที่เขาได้เขียนบทมาก่อน ถึงเวลาก็อ่านที่เขียนออกอากาศ ในด้านเนื้อหาถือว่าใกล้เคียงกับการอ่าน แต่ความละเมียดละไมในการไตร่ตรองพินิจพิจารณาของเราจะหย่อน เพราะเราเป็นผู้รับข้อมูลโดยกึ่งเหมือนถูกบังคับ ลองคิดดู เวลาเราดูทีวี เราสามารถบอกเขาให้พูดช้าๆ หน่อย ให้แสดงช้าๆ หน่อยเพราะเราตามไม่ทัน ขอเวลาหยุดคิดก่อน ทำได้ไหม คำตอบคือ ทำไม่ได้เราถูกบังคับให้รับข้อมูลเร็วช้าตามแต่่เขาจะป้อนให้

       แต่ถ้าเป็นการอ่านหนังสือนอกเหนือจาก ผู้ให้ข่าวสารแก่เราเขาจะได้ไตร่ตรองพินิจพิจารณา การเรียบเรียงข้อมูลอย่างดีแล้วเราเองยังมีสิทธิ์หยุดคิดได้ จะอ่านเร็วก็ได้ จะอ่านช้าก็ได้ อ่านไปแล้วเกิดข้อคิดมีไอเดียอะไรขึ้น เราจะหยุดอ่านชั่วคราวนั่งคิดตรึกตรองสัก ๑๐ นาทีก็ทำได้ มันอยู่ที่เรา เราเป็นผู้กำหนดเกมส์เอง ดังนั้นข้อมูลที่เราได้รับจะถูกย่อยอย่างดีและเป็นประโยชน์กับตัวเรามาก

        แม้หนังสือที่เป็นเรื่องแต่งที่เขียนได้ดี ก็มีแง่คิดที่น่าสนใจเป็นประโยชน์ ยิ่งหนังสือที่ออกเป็นเชิงวิชาการผู้เขียนเขาต้องเค้นความสามารถและสติปัญญาที่มีอยู่ทั้งหมดออกมาอย่างเต็มที่ กว่าจะ ได้หนังสือเล่มหนึ่งบางครั้งหมดเวลาไปหลายๆ ปีเลยทีเดียว ต้องค้นคว้าหาข้อมูลไปขบคิดพิจารณามากมาย กว่าจะกลั่นผลึกความคิดถ่ายทอดออกมาเป็นตัวอักษรเป็นเล่ม ยิ่งหนังสือดีๆ ที่ได้รับความนิยม ผู้เขียนมีสติปัญญามาก มีความสามารถมาก หนังสือเล่มนั้นเสมือนการกลั่นเอาความคิดของสติปัญญาระดับโลกรวมบรรจุอยู่ในนั้นถ้าเราได้อ่านและได้ไตร่ตรองให้ดี ก็จะเป็นการย่นเวลาให้ตัวเองอย่างมหาศาลเลยทีเดียว แทนที่เราจะต้องมานั่งคิด ทุกอย่างทั้งหมดด้วยตัวเองเราจะทำหน้าที่เป็นผู้รับข้อมูลกลั่นกรองพิจารณาแล้วก็เลือก นำมาใช้ในสิ่งที่ถูกต้อง เราจะได้ประสบการณ์อย่างเยี่ยมจากการอ่านหนังสือเหล่านี้ เราอ่านไปสิบเล่มก็เท่ากับเราไปคว้าเอาสิ่งที่เป็นแก่นความคิดของผู้มีสติปัญญาระดับโลกสิบคนมา อ่านไปร้อยเล่มก็เท่ากับไปเอาสติปัญญาของคนร้อยคนมา ยิ่งหากเราสามารถวิเคราะห์ไตร่ตรองจนกระทั่งความรู้เหล่านั้น ถูกหลอมรวมเข้ากับฐานข้อมูลเดิมในใจของเราตกผลึกเป็นข้อมูลหรือแนวทางที่เราใช้ในการตัดสินใจในการทำสิ่งต่างๆ ต่อไปได้ เราจะได้เปรียบมากเลย

       การอ่านจึงเป็นสิ่งที่ให้คุณค่ามหาศาล พวกเราจึงควรเริ่มอ่านกันเถิด อ่านหนังสือให้มากกว่านี้ อาตมภาพยังจำได้ สมัยเด็กๆ ความที่ที่บ้านเป็นนักอ่าน โยมพ่อก็ชอบอ่านหนังสือ โยมแม่ก็นักอ่าน พี่ๆ ทุกคนก็ได้ดูพ่อแม่เป็นตัวอย่างก็เป็นนักอ่านเหมือนๆ กัน อาตมภาพก็เลยสนใจการอ่านตั้งแต่ยังเล็ก เมื่อตอนยังเด็กอ่านหนังสือไม่ออกก็นอนหนุนตักคุณแม่ ฟังท่านเล่านิทานให้ฟัง เนื้อหาในนิทานส่วนใหญ่เป็นคติธรรมทั้งนั้น เรื่องความเคารพบ้างความกตัญญูบ้าง ความเสียสละบ้างที่มาจากหนังสือที่ท่านอ่าน ตัวเราก็รอว่าเมื่อไรเราจะอ่านหนังสือออก จะได้ไปอ่านให้หนำใจเลย พอขึ้น ป.๑เริ่มจะอ่านหนังสือออก ก็รีบไปหาหนังสือมาอ่าน ใหม่ๆ ตามประสาเด็ก ก็มักจะเป็นเรื่องเล่า นิทานก่อนนอน ต่อมาเป็นนิยายกำลังภายใน นิยายไทย นิยายจีนก็อ่าน อ่านมากเข้าก็ค่อยๆ พัฒนาต่อไปจนถึงเรื่องในเชิงพงศาวดาร สามก๊ก เปาบุ้นจิ้น ซ้องกั๋ง รามเกียรติ์ ตามด้วยขุนช้างขุนแผน ก็ค่อยๆอ่านพัฒนาไป พออ่านมากเข้าๆ จะมีความคุ้นเคยและเกิดความเคยชินในการอ่าน ก็จะไม่จำกัดตัวเอง อยู่ในนิยายทั่วๆไป เริ่มเข้าหนังสือที่เป็นวิชาการและมีสาระมากขึ้น

 

 

        ตอนย้ายบ้านจากทางใต้ไปอยู่สกลนคร ตอนนั้นเพิ่งเรียนจบ ป.๔และกำลังจะขึ้นป.๕ยังจำได้พอไปโรงเรียนวันแรกเมื่อรู้จักเพื่อนที่เป็นคนท้องถิ่น ประโยคแรกที่ถามเพื่อนคือ ห้องสมุดประชาชนของ จังหวัดสกลนครอยู่ที่ไหน เพราะห้องสมุดโรงเรียนไปดูมาแล้วหนังสือมีนิดเดียว จึงคิดว่าห้องสมุดประชาชนน่าจะมีหนังสือมากกว่า ถามเพื่อนนักเรียน ป.๕ ไม่มีใครรู้เลยว่าห้องสมุดประชาชนอยู่ที่ไหนจึงต้องขี่จักรยานตระเวนหารอบเมือง หาอยู่เป็นสัปดาห์จนสุดท้ายก็พบอยู่ในอาคารเหล่ากาชาดของจังหวัด เห็นแล้วก็ดีใจรีบเข้าไป เรียกว่าเสาร์อาทิตย์นี่ก็ไปขลุกอยู่ในห้องสมุดเลย แปดโมงครึ่งไปรอแล้ว พอบรรณารักษ์มาเปิดห้องสมุดก็เข้าไปอ่าน พักเที่ยงห้องสมุดปิด บรรณารักษ์ไปทานข้าวก็ยืมหนังสือมานอนอ่านใต้ต้นไม้ที่หน้าห้องสมุด ห่อข้าวไปทานด้วย บ่ายโมงห้องสมุดเปิดก็เข้าไปอ่านต่อ พอสี่โมงห้องสมุดปิดก็ยืมกลับมาอ่านที่บ้าน อ่านจน บางครั้งเมื่อยตารู้สึกตามันร้อน เลยเอาผ้าเช็ดหน้า ห่อน้ำแข็งแล้วมาอังตา จึงถูกคุณพ่อดุเอา บอกว่าห้ามทำอย่างนี้นะ อ่านหนังสือไม่ห้ามหรอกแต่ถ้าเกิดตามันเมื่อยต้องพัก เอาน้ำแข็งมาอังไม่ได้เดี๋ยวตาจะเสีย ท่านบอกอย่างนั้นก็ต้องยอมฟังท่าน แต่พอท่านเผลอก็แอบไปอ่านอีกแล้วเพราะมีเรื่องที่อยากจะรู้เยอะไปหมด

        ไปห้องสมุดบ่อยจนบรรณารักษ์นี้คุ้นกัน วันไหนถ้าแปดโมงครึ่งบรรณารักษ์ยังไม่มาเปิดห้องสมุดอาตมภาพก็จะปั่นจักรยานไปตามถึงบ้านเลย บอกคุณลุงถึงเวลาแล้ว บรรณารักษ์ก็จะหัวเราะแล้วก็มาเปิดห้องสมุดด้วยกันถ้าห้องสมุดได้หนังสืออะไรมาใหม่ คุณลุงบรรณารักษ์จะเก็บหนังสือไว้ให้อาตมภาพอ่านก่อนเป็นคนแรกเลย ก็ได้อาศัยห้องสมุดเล็กๆประจำจังหวัดนี้แหละเป็นแหล่งข้อมูลอันสำคัญในชีวิตวัยเด็ก อ่านไปเรื่อยเท่าที่มี และสิ่งที่อ่านเหล่านั้นจะค่อยๆ ซึบซับเข้ามาเป็นข้อมูลของเรา เราก็สามารถเรียนรู้โลกได้จากตัวอักษรเหล่านี้นี่เอง และพอเราโตขึ้นแหล่งข้อมูลก็จะเปิดกว้างมากขึ้น

        นิสัยรักการอ่าน เมื่อเพาะขึ้นแล้วก็จะเป็นประโยชน์ต่อเรามาก ทำให้ข้อมูลของเรามีมากกว่าคนอื่นและก็จะได้สั่งสมประสบการณ์์สั่งสมทัศนะในการวิเคราะห์ ตรึกตรอง ขบคิดอยู่เรื่อยๆ ตั้งแต่เด็ก ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานเมื่อเติบโตขึ้น เพราะฉะนั้นขอให้พวกเราทุกคนช่วยกันปลูกฝังนิสัยรักการอ่านทั้งแก่ตัวเราเองและแก่ลูกหลานของเราด้วย

บทความนี้ ถูกใจคุณหรือไม่ + -

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร