วารสารอยู่ในบุญ ธรรมะออนไลน์

พระธรรมเทศนา ปุจฉา-วิสัชนา บทความข่าว ผลการปฏิบัติธรรม ตักบาตรพระ บาลีน่ารู้ กฏแห่งกรรม ฝันในฝัน case study ตักบาตรพระ บวชพระ

บทความอยู่ในบุญ ชะตากรรมของโลกอยู่ในมือครู ตอนที่ ๑

พระธรรมเทศนา

 



 

ชะตากรรมของโลกอยู่ในมือครู

ตอนที่ ๑

เรียบเรียงจากโอวาทพระภาวนาวิริยคุณ (หลวงพ่อทัตตชีโว)

         ครูที่เป็นแสงสว่างให้แก่ลูกศิษย์ได้ จะต้องเป็นครูที่มีความสว่างในจิตใจ จึงจะสามารถชี้ทางสว่างในการดำเนินชีวิตให้แก่ลูกศิษย์ได้ โดยเฉพาะการฝ่าวิกฤตปัญหาการดำรงชีพ ปัญหาการอยู่ร่วมกัน และปัญหาทุกข์จากอำนาจกิเลสได้สำเร็จด้วยตัวศิษย์เอง

ความเข้าใจโลกและชีวิตตามความเป็นจริง

         ความสว่างในจิตใจนั้น เริ่มต้นจากสัมมาทิฐิเบื้องต้น ๑๐ ประการ อันเป็นเสมือนจุดเริ่มต้นของแสงสว่างแห่งการดำเนินชีวิตไปบนหนทางที่ถูกต้องดีงาม ในขณะที่โลกยังมืดมิดอยู่นั้น ก่อนที่ดวงอาทิตย์จะโผล่พ้นขอบฟ้าฆ่าความมืดให้หมดไป ย่อมต้องมีแสง เงินแสงทองจับเหนือขอบฟ้าก่อน ฉันใด ในขณะที่ชีวิตยังมืดมนด้วยความไม่รู้ว่าเราเกิด มาทำไม อะไรคือเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิต สัมมาทิฐิเบื้องต้นก็เปรียบประดุจแสงเงินแสงทองที่ส่องสว่างหนทางดำเนินชีวิต ก่อนที่ความสว่างแห่งธรรมในจิตใจจะปรากฏขึ้น เป็นความสว่างที่ขจัดความมืดมิด ให้หมดสิ้นไปจากชีวิตได้อย่างเด็ดขาด ฉันนั้น

         สัมมาทิฐิเบื้องต้น ๑๐ ประการ แบ่งเป็น ๓ กลุ่ม ได้แก่

         กลุ่มที่ ๑ หลักการดำรงชีวิตให้เป็นสุข

         ๑. การให้ทานมีผล
         ๒. การสงเคราะห์มีผล
         ๓. การยกย่องบูชามีผล
         ๔. ผลแห่งวิบากกรรมดี-กรรมชั่วมีจริง

         กลุ่มที่ ๒ หลักการอยู่ร่วมกันให้เป็นสุข

         ๕. โลกนี้มีที่มา
         ๖. โลกหน้ามีที่ไป
         ๗. มารดามีพระคุณ
         ๘. บิดามีพระคุณ
         ๙. นรก-สวรรค์มีจริง

         กลุ่มที่ ๓ หลักการกำจัดทุกข์ให้เป็นสุข

         ๑๐. พระอรหันต์ผู้กำจัดกิเลสให้หมดสิ้นด้วยตนเอง และสอนผู้อื่นกำจัดกิเลสให้หมดสิ้นได้ตามมีจริง      

         ความเข้าใจโลกและชีวิตตามความเป็นจริงทั้ง ๑๐ ประการนี้ จะเป็นเสมือนแสงเงิน แสงทองให้แก่ชีวิตของเรา ทำให้เราสามารถกำหนดทิศทางได้ถูกต้องว่า ชีวิตที่ถูกต้องควร จะดำเนินไปในทางใด จึงจะพบความสว่างไสวอันไพบูลย์รออยู่ปลายทาง อีกทั้งยังสร้างความ มั่นใจได้ว่า สิ่งเราทำลงไปทั้งทางกาย วาจา และใจของเรานั้น จะมีผลกลับคืนมาสู่ชีวิตอย่างแน่นอน ถ้าเราทำความดีเราต้องได้รับผลดี ถ้าเราทำความชั่ว เราต้องได้รับผลชั่วนี้คือ สัจธรรมที่เป็นบทสรุปของหลักการดำเนินชีวิตให้เป็นสุข หลักการอยู่ร่วมกันให้เป็นสุข และหลักการกำจัดทุกข์ให้เป็นสุข

         บุคคลที่เป็นพยานยืนยันผลสัมฤทธิ์แห่งการสร้างกรรมดีนั้น คือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งพระองค์ทรงดำเนินตามเส้นทางแห่งความสว่างในชีวิตนี้ล่วงหน้ามาก่อนเรา ทรงฝ่าฟันอุปสรรคที่เกิดจากวิบากกรรม อันเป็นผลจากการดำเนินชีวิตที่ผิดพลาดมามาก แต่ไม่ว่าจะมากแค่ไหนพระองค์ก็ทรงอดทนแก้ไขข้อผิดพลาดเหล่านั้น จนกระทั่งพบหนทางที่ถูกต้องแม้บางครั้ง จะต้องลองผิดลองถูกจนเกิดความผิดพลาดซ้ำอีก แต่ก็ทรงฟื้นฟูกำลังใจแก้ไขซ้ำแล้วซ้ำอีกจนกว่าจะพบหนทางที่ถูกต้อง พระองค์ทรงแก้ไขซ้ำแล้วซ้ำอีกอยู่อย่างนี้ จนมีประสบการณ์ในการละเว้นความชั่ว ทำความดี และกลั่นใจให้ผ่องใส อย่างช่ำชอง จนกระทั่งได้ค้นพบหนทางที่ถูกต้องสมบูรณ์ที่สุด ทำให้ทรงสร้างแต่กรรมดีเรื่อยมาอย่างต่อเนื่อง โดยไม่สร้างกรรมชั่วเลย เมื่อผลแห่งกรรมดีนั้นสมบูรณ์แบบ พระองค์จึงทรงได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยพระองค์เอง จึงทรงสอนให้เรารู้หนทางสว่างที่ถูกต้อง และดำเนินตามพระองค์มาได้โดยไม่มีผิดพลาด เพราะฉะนั้น พระองค์จึงทรงเป็นเสมือนพยานบุคคลที่ยืนยันได้ว่า ผลแห่งกรรมดีและผลแห่งกรรมชั่ว มีจริง

         ยิ่งเมื่อศึกษาประวัติและผลงานตลอดพระชนมายุของพระองค์ จะยิ่งเป็นเครื่อง ยืนยันว่าความสว่างไสวในชีวิตของพระองค์นั้น เป็นผลมาจากการสร้างกรรมดีได้สมบูรณ์ แบบแล้วขอเพียงแต่เดินตามทางที่พระองค์ทรงแนะนำสั่งสอนมาด้วยความมั่นใจเท่านั้น ชีวิตจะต้องพบแต่ความสว่างไสวอย่างแน่นอน และแม้บางครั้งจะมีวิบากกรรมเก่า ที่เคยผิดพลาดไว้ก่อนจะพบพระองค์มาตัดรอนเพียงอาศัยความมั่นใจในสัมมาทิฐิเบื้องต้น ๑๐ ประการนี้ ส่องทางอันมืดมิดให้แก่ชีวิตตนเอง ก็จะสามารถประคับประคองตนให้ผ่านพ้นวิกฤตต่าง ๆ จากการดำเนินชีวิตจากการอยู่ร่วมกันจากอำนาจกิเลสไปได้อย่างปลอดภัย และปลายทางก็จะพบกับความสว่างนิรันดร์ ดังที่พระองค์ทรงเดินนำหน้ามาเป็นต้นแบบแห่งชีวิตที่มีแต่ความสว่างไสวให้ชาวโลกดูนั่นเอง

คุณสมบัติประจำตัวครู

         เมื่อครูมีสัมมาทิฐิเบื้องต้นเป็นดุจประทีปส่องสว่างหนทางการดำเนินชีวิตแล้ว มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็น บุคคลต้นแบบชีวิตที่สว่างไสวแล้ว ย่อมทำให้เกิดความมั่นใจที่จะทำแต่ความดีไปตามเส้นทางคำสอนของพระพุทธองค์ แต่การที่ครูจะรู้เส้นทางคำสอนของพระองค์นั้น ก็จำเป็นจะต้องอาศัยคุณสมบัติประจำตัวครู ๓ ประการ จึงจะสามารถฝึกฝนอบรมตนเอง ให้ชีวิตมีความสว่างไสวตามคำสอนของพระองค์ได้

         คุณสมบัติ ๓ ประการ ที่ครูต้องมีเพื่อชีวิตที่สว่างไสว คือ

         ๑. ความใฝ่รู้
         ๒. ความใฝ่ดี
         ๓. ความใฝ่รักษาสุขภาพ 


         เพราะคุณสมบัติทั้ง ๓ ประการนี้ เป็นเหมือนต้นทุนสำคัญในการที่จะใช้ทำความดีให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป เปรียบเหมือนบุคคลที่ต้องการข้ามมหาสมุทร ที่มีคลื่นลมแรงมีพายุฝนฟ้าคะนอง ก็จำเป็นต้องมีความใฝ่รู้ในเรื่องการแล่นเรือฝ่าลมพายุ มีความชำนาญในการเลือกเส้นทางที่ปลอดภัย และมีความชำนาญในการบำรุงรักษาเรือให้แข็งแรง ทนทานต่อสภาพแปรปรวนของลมฟ้าอากาศในมหาสมุทร จึงจะสามารถพาตนเองและลูกเรือแล่นเรือฝ่าลมมรสุมไปถึงอีกฟากฝั่งได้อย่างปลอดภัย

(อ่านต่อฉบับหน้า)

บทความนี้ ถูกใจคุณหรือไม่ + -

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร