วารสารอยู่ในบุญ ธรรมะออนไลน์

พระธรรมเทศนา ปุจฉา-วิสัชนา บทความข่าว ผลการปฏิบัติธรรม ตักบาตรพระ บาลีน่ารู้ กฏแห่งกรรม ฝันในฝัน case study ตักบาตรพระ บวชพระ

บทความอยู่ในบุญ " ศรัทธา" มีความหมายอย่างไร ในพระพุทธศาศนา?

 

" ศรัทธา" มีความหมายอย่างไร

ในพระพุทธศาศนา?

 

 

คำว่า "ศรัทธา" เราได้ยิน เราได้คุ้นกันมาตั้งแต่เล็ก จนกระทั่งมั่นใจว่าเราเข้าใจ แต่เอาเข้าจริง ๆ เราเข้าใจผิดกันเสียเป็นส่วนมาก คำว่า "ศรัทธา" ในพระพุทธศาสนา ถ้าจะแปลกันให้ชัด ๆ แปลว่า "ความเชื่อโดยปราศจากความสงสัย ในการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า" หรือเรียกให้ชัดลงไปว่า "ตถาคตโพธิสัทธา"

        การที่ใครจะเชื่อจนหมดสงสัย ก็แสดงว่าไม่ใช่ความเชื่อตาม ๆ กันมา แต่เป็นความเชื่อที่ได้เจาะลึกจนกระทั่งเข้าใจเหตุผลนั้นแล้ว เพราะฉะนั้น แค่คำว่า "ศรัทธา" คำเดียว ก็เป็นเรื่องที่เราจะดูเบาไม่ได้เสียแล้ว

        ในเบื้องต้นนั้น คนที่จะมี "ศรัทธา" คือความเชื่อเพราะหมดสงสัยในการตรัสรู้ของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น จะต้องประกอบเหตุ ๒ ประการ คือ

        ๑. ได้ค้นคว้าเจาะลึกในเรื่องราวประวัติการสร้างบารมีของพระพุทธองค์มามากพอสมควร

        ๒. ได้ศึกษาขั้นตอนในการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาอย่างชัดเจน

        ในทางปฏิบัติ ถ้าถามว่าคนที่จะเข้าใจเรื่องนี้ทำได้ยากไหม ก็คงไม่ง่ายนัก เพราะคนที่จะเข้าใจได้จริงนั้น นอกจากศึกษาพุทธประวัติหรือประวัติของพระองค์มาอย่างละเอียดแล้ว ยังจะต้อง ศึกษาเรื่องสมาธิมาอย่างลึกซึ้ง และเคยทดลองฝึกสมาธิจนกระทั่งได้รับผลการปฏิบัติในระดับใด ระดับหนึ่งแล้ว จึงจะหมดสงสัย

        ถ้าคน ๆ นั้นยังไม่เคยฝึกสมาธิ ก็ยากที่จะเข้าใจขั้นตอนการตรัสรู้ หรือแม้เคยฝึกมาบ้าง แต่ยังไม่ถึงกับมีประสบการณ์ภายในที่น่าพอใจ เช่น ยังไม่เคยเจอความสว่างจริง ๆ จัง ๆ ยังไม่เคยหาศูนย์กลางกายได้ ยังไม่เคยเห็นปฐมมรรคว่าเป็นอย่างไร หรือยังไม่เข้าถึงพระธรรมกาย ว่าเป็นอย่างไร ถ้าอย่างนั้น ความเข้าใจชัดเจนในเรื่องของการตรัสรู้ก็คงจะยาก

        ด้วยเหตุนี้ คำว่า ศรัทธา ซึ่งเป็นธรรมะเบื้องต้นในพระพุทธศาสนา จึงเป็นเรื่องที่ดูเบาไม่ได้ เพราะถ้าหากเพียงแต่อ่านพุทธประวัติผ่าน ๆ ไม่ได้เจาะลึกเหตุผลการสร้างบารมี ๑๐ ทัศ ไม่ได้นั่งสมาธิจนกระทั่งได้สัมผัสกับธรรมะภายใน บุคคลเหล่านี้ก็ยากที่จะรู้จักคำว่าศรัทธาในพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศรัทธาตัวจริงที่เรียกว่า "ตถาคตโพธิสัทธา"

        และเพราะญาติโยมที่ตั้งใจ จะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาไม่ค่อยจะเข้าใจคำว่า ศรัทธา ซึ่งเป็นธรรมะเบื้องต้นที่จะบรรลุธรรมต่อไปข้างหน้า จึงทำให้ความทุ่มเทใน ๓ เรื่องนี้ไม่เกิดขึ้นมา

        ๑. ความทุ่มเทที่จะประพฤติปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่เกิดขึ้นมา

        ๒. ความทุ่มเทที่จะรักษาพระพุทธศาสนาไม่ให้ถูกทำลายก็หย่อนลงไป ไม่เกิดขึ้นมา

        ๓. ความทุ่มเทที่จะป้องกันและรักษาศาสนสถานต่าง ๆ ตั้งแต่โบสถ์ วิหาร ให้เหมาะแก่การปฏิบัติธรรม ไม่เกิดขึ้นมา

        ความทุ่มเททั้ง ๓ เรื่องนี้ เป็นความทุ่มเทของคนส่วนใหญ่ ลองมาพิจารณาดูว่า แค่ความทุ่มเทที่จะรักษาพระพุทธรูปประจำวัดให้เป็นที่เคารพสักการะของคนทั้งหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ ในย่านนั้น ถ้าหากไม่มีศรัทธาในระดับที่ลงมือนั่งสมาธิตามพระองค์ไป ก็ยากจะมีความทุ่มเท ขึ้นมา แม้แต่โต๊ะหมู่ หรือหิ้งพระที่บ้านตัวเอง เมื่อถึงวันคล้ายวันเกิดหรือวันปีใหม่ ก็จัดดอกไม้ธูปเทียนมาบูชาอย่างดี แต่หลังจากทำบุญวันนั้นแล้ว ดอกไม้ก็เสียบอยู่ในแจกันนั่นแหละ แล้วก็ปล่อยทิ้งเอาไว้ เริ่มตั้งแต่ก้านที่แช่น้ำในแจกันก็เน่า ยุงก็ลงไปไข่ในแจกันนั้น ลูกน้ำก็เกิดอยู่ในแจกัน จนกลายเป็นยุงเต็มบ้าน ผ่านไปแรมเดือนแรมปี แจกันก็ยังตั้งอยู่ที่หิ้งพระ เห็นแต่ดอกไม้แห้ง ๆ ก้านเน่า ๆ อยู่ที่หิ้งพระ อยู่ที่โต๊ะหมู่ตามเดิม จนกระทั่งครบวันเกิดอีกที หรือปีใหม่อีกที ก็ค่อยไปจัดโต๊ะหมู่บูชาใหม่ แล้วก็ไปทำบุญอีกที ดอกไม้ชาวพุทธคงทนเหลือเกิน ช่อเดียว ดอกเดียวบูชาได้ตลอดปี บูชาตั้งแต่สดจนกระทั่งเน่า จากเน่าแล้วก็แห้ง

        ทำไมเป็นอย่างนี้ ก็เพราะว่าศรัทธาในพระพุทธศาสนาของคน ๆ นั้น ยังไม่ถึงระดับที่ลงมือ ศึกษาและนั่งสมาธิจนกระทั่งสิ้นสงสัย ในการตรัสรู้ธรรมของพระพุทธองค์

        การที่เราศรัทธาในพระพุทธศาสนานั้น ก็เพราะว่าพ่อแม่ ปู่ย่า ตาทวด นับถือกันมา ก็เลยนับถือตาม ๆ กันไป ส่วนว่าพระพุทธศาสนาจะดีจริงแค่ไหน อย่างไร ก็ไม่เคยศึกษากันอย่างจริงจัง อาการหิ้งพระร้างที่ยกตัวอย่างมานี้จึงเกิดขึ้นให้เห็น

        เมื่อหิ้งพระที่บ้านยังร้าง ก็ไม่ต้องแปลกใจว่า ทำไมวัดร้างในประเทศไทยจึงมีเพิ่มขึ้นทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี อย่าไปโทษใคร ต้องโทษว่าชาวพุทธเองไม่ตั้งใจศึกษาหาความรู้ในศาสนาของ ตัวเอง และเราก็เป็นผู้หนึ่งที่อยู่ในนั้นด้วย

        เพราะฉะนั้น วันนี้รู้แล้วก็ขอให้ศึกษา และปฏิบัติธรรมให้เต็มที่ อย่างน้อยที่สุดก็รู้ในระดับ ที่สำนึกตัวเองได้ว่า เราผิดพลาดไป

        แต่ว่าเราจะต้องทำอย่างไรศรัทธาจึงจะเพิ่มพูนเต็มที่ทั้งในระดับของการนั่งสมาธิ และระดับ ของการอธิบายให้คนอื่นเข้าใจเหตุผล จนลงมือปฏิบัติธรรมตามพระพุทธองค์ไป นี่ก็เป็นศรัทธาที่ต้องใช้การฝึกฝน ให้เกิดความสามารถอีกระดับหนึ่ง

        อุปมาเหมือนหัวรถจักรกับขบวนรถไฟ หัวรถจักรที่ใช้ลากขบวนรถไฟต้องมีแรงมากพอจะขับเคลื่อนตัวเอง และมีแรงมากพอจะดึงขบวนรถไฟทั้งขบวนให้วิ่งตามไปด้วย

        ถ้าหัวรถจักรมีแรงขับเคลื่อนน้อย ก็ขับเคลื่อนไปได้เฉพาะการเคลื่อนที่ของตัวเองเท่านั้น ไม่สามารถดึงขบวนรถไฟไปได้

        ถ้าหัวรถจักรนั้นออกแบบก่อสร้างมาอย่างดี ให้มีแรงขับเคลื่อนมาก ก็สามารถดึงขบวนรถไฟ ทั้งขบวนไปได้ แต่ในบรรดาหัวรถจักรที่มีกำลังมาก ก็ยังมีกำลังลากแบ่งเป็นหลายระดับ บาง ประเภทดึงรถไฟได้ขบวนเล็ก ขบวนกลาง ขบวนใหญ่ ซึ่งขึ้นอยู่กับพลังขับเคลื่อนของหัวรถจักรนั้น

        ศรัทธาของคนเราก็เช่นกัน ถ้าคนที่ไม่ตั้งใจฝึกสมาธิให้เต็มที่ อย่าว่าแต่มีพลังไปชวนพ่อแม่ ลุงป้า น้าอา ครูอาจารย์ หรือผู้มีพระคุณ ให้เกิดความศรัทธาได้เลย แม้แต่ศรัทธาของตัวเองก็ยังไม่แน่ว่าจะฉุดดึงตัวเองไปได้

        ดังนั้น คนที่จะมีศรัทธาไปชักชวนให้คนอื่น ๆ ทำความดีได้ ก็ต้องตั้งใจนั่งสมาธิให้มาก ๆ ถ้ายังไม่เข้าถึงพระธรรมกายในตัว ก็ยากที่จะเข้าใจการตรัสรู้ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อย่างชัดเจน และยากที่จะไปฉุดดึงคนอื่น ๆ ให้มีกำลังใจในการปฏิบัติธรรมตามมา

        เพราะฉะนั้น เราต้องเริ่มที่ศรัทธาของตัวเราเองก่อน ต้องพยายามรักษาอารมณ์ให้ดีในแต่ละวัน ไม่ให้ไปหงุดหงิดใครได้ง่าย ๆ เพราะคนเราที่อยู่ด้วยกันนั้น ทั้งเขาและเราก็ยังมีข้อบกพร่องอยู่ เพราะยังไม่หมดกิเลสด้วยกันทั้งคู่ โอกาสที่จะทำให้เกิดความหงุดหงิดต่อกันก็เกิดขึ้นได้

        นอกจากบังคับตัวเองให้ดี ที่จะไม่ไปทำอะไรที่ไม่เหมาะไม่ควร ที่จะไม่ไปกระทบกระทั่งคนอื่น ๆ ให้หงุดหงิดด้วยแล้ว ก็ต้องพยายามรักษาใจให้นิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกายตลอดทั้งวัน พยายาม ฝึกให้ใจของเราชุ่มเย็นอยู่ที่ศูนย์กลางกายตลอดทั้งวัน ฝึกไปวันต่อวัน

        เมื่อเราพยายามฝึกอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ โอกาสที่ใจของเราจะนิ่งอย่างต่อเนื่องในศูนย์กลางกาย ก็มีมาก แล้วการทำใจหยุดใจนิ่งให้เข้าถึงพระธรรมกาย ก็ไม่ใช่เรื่องเหลือวิสัยอีกต่อไป

        เมื่อใดที่เข้าถึงพระธรรมกาย เมื่อนั้น ศรัทธา ในระดับที่เรียกว่า "ตถาคตโพธิสัทธา" ซึ่งเป็นศรัทธาในระดับที่ทุ่มชีวิตจิตใจให้กับการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาก็จะบังเกิดขึ้นอย่างมั่นคง ไม่ว่าจะมีอุปสรรคใด ๆ เกิดขึ้น ก็จะไม่หวั่นไหวโยกคลอนไปจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

        เมื่อใจของเราแช่อิ่ม อยู่กับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าภายในตัวของเราแล้ว กำลังใจที่จะไปฟื้นฟูพระพุทธศาสนา จะฟื้นฟูวัดร้าง จะฟื้นฟูศีลธรรมโลก ก็จะบังเกิดขึ้นอย่างมากมายมหาศาล กำลังใจที่จะทำหน้าที่กัลยาณมิตรชักชวนคนทั้งโลกให้ปิดหนทางนรก เปิดหนทางสวรรค์ ถางทาง ไปพระนิพพาน ก็จะสถิตแน่นมั่นคงอยู่ในใจ อุปสรรคใด ๆ ที่บังเกิดขึ้น ก็จะถูกแก้ไขด้วยปัญญาไปตามลำดับ ๆ ในที่สุด ความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาเหมือนย้อนยุคพุทธกาล ก็จะต้องกลับมาอีกครั้งในยุคของพวกเราอย่างแน่นอน

        ดังนั้น ศรัทธาของตัวเราที่ได้จากการเข้าถึงพระธรรมกายภายในมีมากเท่าใด ศรัทธาที่จะฟื้นฟูพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองไปทั่วโลกก็มีมากเท่านั้น ศรัทธาจึงเป็นธรรมะเบื้องต้นในพระพุทธศาสนาที่ชาวพุทธทุกคนจะดูเบาหรือมองข้ามไปไม่ได้

บทความนี้ ถูกใจคุณหรือไม่ + -