การรบที่แท้จริง

วันที่ 03 กพ. พ.ศ.2546

 

.....เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้ไม่นาน แต่ชีวิตหลังความตายนั้นยาวนาน นานมากจนเราแทบไม่เชื่อทีเดียวว่า จะนานเป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสน เป็นล้านกัป เป็นมหากัป ไม่ว่าเราจะเกิดในอบายภูมิ หรือสุคติภูมิก็ตามมันยาวนานมาก

 

.....ชีวิตที่มีเนื้อหนังเป็นกายมนุษย์อยู่นั้นมันสั้นนิดเดียว อย่างที่คนโบราณกล่าวว่า คนที่มีอายุ ๖๐ ปีมีสิทธิ์ตายทุกปี คนอายุ ๗๐ ปีมีสิทธิ์ตายทุกเดือน คนอายุ ๘๐ ปีมีสิทธิ์ตายทุกอาทิตย์ ส่วนคนอายุ ๙๐ ปี มีสิทธิ์ตายได้ทุกวัน แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ยิ่งกว่านั้นอีกว่า " เรามีสิทธิ์ตายได้ทุกอนุวินาทีแค่ชั่วระยะลมหายใจเข้าออกเท่านั้น " หายใจเข้าแล้วไม่หายใจออกก็ตาย หายใจออกแล้วไม่หายใจเข้าก็ตาย หรือไม่หายใจทั้งเข้าหรือออกก็ตาย หมายความว่า ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ไม่ว่าจะอยู่ในปฐมวัย มัชฌิมวัย หรือปัจฉิมวัย ทุกคนมีสิทธิ์ตายได้เท่ากัน อย่าไปคิดว่าคนแก่จะต้องตายก่อนคนหนุ่มคนสาวหรือเด็ก เพราะเราก็เห็นกันอยู่บ่อยๆว่า บางครั้งลูกก็ตายก่อนพ่อแม่ บางครั้งพ่อแม่ก็ตายก่อนลูก นี่เป็นสัจธรรม แต่บางครั้งก็มองข้ามไป ไม่ได้มานำพิจารณาว่า ชีวิตมนุษย์นี่สั้นนัก เพราะฉะนั้นผู้ฉลาด ผู้ไม่ประมาทในชีวิตย่อมใช้วันเวลาให้เป็นประโยชน์ในการสร้างบารมี ด้วยการทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา

 

.....ข้าศึกที่แท้จริงนั้นอยู่ภายในตัวมนุษย์ทุกคนในโลก เป็นฉากหลังในฉากหลัง เป็นแหล่งกำเนิดของผู้ต้นคิด เขาสอดสั่งกันลงมาตามลำดับถึงมนุษย์ มนุษย์ไม่รู้เรื่องเพราะถูกเขาบังคับบัญชาเอาไว้ และถูกตรึงให้อยู่ในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และธรรมารมณ์ สิ่งเหล่านี้มาบดบังดวงปัญญา และไม่ให้โอกาสกับตัวเองได้ศึกษาค้นคว้าาเข้าไปรู้ของจริง สู้รบกันอย่างนั้นกี่ล้านครั้งก็ไม่ถูกตัวจริง หนำซ้ำยังเกิดการผูกเวรกันร่ำไป น่าเสียดายทรัพยากร เสียดายเวลา แล้วก็เสียดายที่เขาจะต้องไปผูกเวรกันต่อไป

 

.....มีวิธีการรบอีกประเภทหนึ่งซึ่งไปถูกตัวจริง เป็นการสู้รบที่ไม่ต้องใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ ไม่มีความตาย ไม่มีความโศกเศร้าเกิดขึ้น มือไม่ต้องชุ่มด้วยโลหิต จะมีแต่ความสุขทุกขั้นตอน
ข้าศึกที่แท้จริงนั้นคือ พญามารที่อยู่ในตัวมนุษย์ทุกคนนั่นแหละ ต้องเข้าถึงธรรมกาย ได้ศึกษาวิชชาธรรมกายแล้วจึงจะไปรู้ไปเห็นว่าเขาอยู่ฉากหลัง คอยบังคับโอกาสโลก ขันธโลก สัตวโลก สรรพสัตว์สรรพสิ่งทั้งหลาย ทั้งมนุษย์ ทิพย์ ธรรม นั่นแหละข้าศึกตัวจริง

 

.....มนุษย์ทุกคนตกเป็นเชลย เชลยของความโลภ ความโกรธ และความหลง ที่พญามารนำมาบังคับบัญชาเอาไว้ เชลยแบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ เชลยผู้รู้ กับ เชลยผู้ไม่รู้ เชลยผู้ไม่รู้ก็รบกันไปตามแบบที่เราได้เห็น ได้ยิน ได้ฟังกันอย่างนั้น แต่เชลยผู้รู้ คือรู้ว่ามนุษย์เป็นบ่าวเป็นทาสของพญามาร เชลยผู้รู้จึงพยายามช่วยตัวเองด้วยการปฏิบัติธรรม นำใจเข้าสู่ธรรมะภายใน

 

.....เมื่อพบความจริงแล้วจะได้เป็นนักรบที่แท้จริง รบกับกิเลสอาสวะภายในนั่นแหละ รบกับตัวจริง ถ้าจับต้นของเขาได้ ความทุกข์ทรมานทั้งหลายก็หมดไป

 

.....สันติสุขและสันติภาพที่แท้จริงนี้ สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ เป็นจริงได้ ไม่ใช่เป็นเรื่องเพ้อฝัน เพราะนี่เป็นสัจธรรม คือเป็นสิ่งที่มีจริงและทำได้จริง แต่ว่ามนุษย์ขาดกัลยาณมิตร หรือมีกัลยาณมิตรแต่ก็ชะล่าใจมัวประมาทอยู่ จึงไม่ให้โอกาสกับตัวเองทำหยุดทำนิ่ง จึงไม่ได้เข้าถึงของจริงที่เป็นจริง ดังนั้นก็เลยพลอยทุกข์ พลอยวิตกกังวลไปกับเขาด้วย แต่ลูกหลวงพ่อคงไม่เป็นเช่นนั้น เพราะเราได้สร้างบารมีด้วยความสุข สนุกสนาน เบิกบาน บุญบันเทิงกันมาตลอดทุกวันทุกคืนทุกเวลา

 

.....เพราะฉะนั้น ให้สร้างบารมีกันต่อไป การชิงช่วงกับช่วงชิงนั้นเกิดขึ้นตลอดเวลา เป็นการรบระหว่างธรรมะกับอธรรม โดยอาศัยมนุษย์เป็นหุ่นหยาบๆเป็นสงครามตัวแทนของธรรมะกับอธรรม เข้าใจยากสักนิด จนกว่าจิตของลูกจะหยุดนิ่ง กระทั่งเข้าถึงวิชชาธรรมกาย นั่นแหละลูกจึงจะเข้าใจ…