ตอนที่ 2 (เสด็จออกบวช แสวงหาทางหลุดพ้นทุกข์)

วันที่ 22 มิย. พ.ศ.2557

<<< ตอนที่ 2 (เสด็จออกบวช  แสวงหาทางหลุดพ้นทุกข์) >>>

               

     เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะ  พระชนมายุ  29  พรรษา  พระองค์ทรงเห็นนิมิตของคนเกิด แก่ เจ็บ ตาย  ระหว่างประพาสอุทยาน  ทรงตัดสินพระทัยเสด็จออกบวชเพื่อแสวงหนทางพ้นทุกข์  ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิด วันนั้นพระนางพิมพา  พระมเหสี  ประสูติพระโอรสพอดี  พอทรงทราบข่าว  ทรงเปล่งวาจาอุทานว่า “ราหุล” แปลว่าบ่วง  แล้วเสด็จไปยืนทอดพระเนตรพระโอรสในอ้อมแขนพระมารดา  เสด็จอำลาโดยไม่บอกกล่าวแต่มิได้ทอดทิ้ง  เพราะทรงรู้ดีว่า  ทั้งพระราชโอรสและพระมเหสี  ประทับอยู่ในปราสาทราชวัง  ย่อมได้รับการเลี้ยงดูอย่างดียิ่ง  ในฐานะพระราชนัดดาของพระมหากษัติย์  ทรงตั้งพระทัยว่า  เมื่อตรัสรู้ธรรมแล้วจักเสด็จกลับมาโปรดทีหลัง

              

     เจ้าชายสิทธัตถะ  ทรงแสวงหาความรู้จากดาบสชั้นเลิศในยุคนั้น  แต่ก็ยังไม่พบหนทางจึงทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา  ทรมานตัวเองตามความเชื่อของนักบวชลัทธิโยคี  อยู่ถึง  6  ปี  กระทั่งพระวรกายซูบผอม  เหลือแต่  เอ็นหนัง  หุ้มกระดูกแต่ก็ยังไม่บรรลุธรรม               

     ในที่สุดทรงระลึกถึงครั้ง  ทรงพระเยาว์ขณะพระราชบิดาพระเจ้าสุทโธทนะ  เสด็จกระทำพิธีแรกนาขวัญ  พระพี่เลี้ยงนางนมตามไปดูพิธี  ปล่อยให้พระองค์ประทับอยู่ในพลับพลาใต้ต้นไม้หว้าตามลำพัง  เมื่อไม่เห็นใคร  จึงเสด็จลุกขึ้นนั่งสมาธิมีจิตสงบนิ่ง  จิตละเอียดหยั่งลงสู่ปฐมฌานได้โดยง่าย  มองเห็นดวงสว่างอยู่ภายใน  ขณะที่เจ้าชายสิทธัตถะประทับนั่งสมาธิอยู่นั้น   แม้ตะวันบ่ายแล้ว  แต่ร่มไม้หว้ายังตั้งตรง  เป็นที่อัศจรรย์ใจแก่พระราชบิดาและเหล่าข้าราชบริพาร             

     ครั้นพระบรมโพธิสัตว์ย้อนระลึกได้ดังนั้นจึงตัดสินพระทัยเลิกบำเพ็ญทุกรกิริยา  หันมาเสวยพระยาหาร  ฟื้นพระวรกายให้คืนสู่สภาพปกติ  เพื่อเตรียมนั่งสมาธิภาวนาอย่างต่อเนื่อง  ทรงรู้ด้วยพระองค์เองแล้วว่า  ธรรมะ เป็นเรื่องของจิตใจไม่ใช่การทรมานกายเพื่อบีบคั้น  แสวงหาธรรมะพระปัญจวัคคีย์  ซึ่งเฝ้าติดตามปรนนิบัติพระบรมโพธิสัตว์  ต่างพากันสิ้นหวังพากันละทิ้งพระองค์ไป

     เมื่ออยู่ตามลำพังเพียงพระองค์เดียว  เจ้าชายสิทธัตถะหันมาเจริญสมาธิภาวนา  ยังจิตใจให้ละเอียดอ่อนสงบนิ่ง  กระทั่งถึงวันเพ็ญเดือน  6  พระบรมโพธิสัตว์  ประทับนั่งสมาธิบนรัตนบัลลังก์  ซึ่งปูลาดด้วยหญ้าคา  ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์  ทรงตั้งสัจจะอธิษฐานว่า  

" แม้เลือดเนื้อ  หนังเอ็น  กระดูกจะแห้งเหือดแตกทำลายไปหากไม่บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ  จักไม่ทรงลุกขึ้นจากที่นั่งสมาธิ " 

ในที่สุดท่ามกลางคืนเพ็ญจันทร์กระจ่างฟ้า  พระบรมโพธิสัตว์ได้ตรัสรู้พระอนุตารสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  เมื่อพระชนมายุ  35  พรรษา 

           

     เมื่อพระบรมศาสดาได้เสวยวิมุตติสุข  ตลอดระยะเวลา  3  เดือน แล้วทรงสอดส่องพระญาณดูว่าใครคือบุคคลแรกที่ควรเสด็จไปเทศน์โปรด  ทรงนึกถึงท่านอาฬารดาบสและอุทกดาบส  แต่ก็รู้ได้ด้วยญาณทัสสนะว่าทั้งสองท่านสิ้นชีวิตไปเกิดเป็นพรหมแล้ว


บทสารคดี  รัตนวนาลี

20/6/57

 

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร