ปรับสมดุลร่างกายด้วยการล้างพิษ

วันที่ 29 กค. พ.ศ.2558

 

ปรับสมดุลร่างกายด้วยการล้างพิษ


                การดำเนินชีวิตของคนเราในปัจจุบันต้องเผชิญกับสารเคมี รวมทั้งต้องกินอาหารที่ปนเปื้อนสารพิษมากมาย ทำให้ผู้คนสนใจเรื่องของการล้างพิษมากขึ้น เพราะมีความเชื่อว่าถ้าสามารถขับสารพิษออกจากร่างกายได้เราก็จะมีสุขภาพที่ดีขึ้น


“ สารพิษ ” เรื่องที่เราหลีกเลี่ยงได้ยาก
                ในปัจจุบันสารพิษเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงได้ยาก สารพิษที่เกิดขึ้นมีอยู่ 2 ชนิดด้วยกัน สารพิษชนิดแรกมาจากสิ่งแวดล้อม ทุกวันนี้สิ่งแวดล้อมปนเปื้อนด้วยโลหะหนัก สารเคมีต่างๆ เช่นยาฆ่าแมลง ตลอดจนกระบวนการผลิตพลาสติก ซึ่งการดำเนินชีวิตทุกวันนี้เราหลีกเลี่ยงได้ยาก เราต้องใช้วัสดุที่ทำจากพลาสติก ยกตัวอย่าง ภาชนะต่างๆที่ใช้ในชีวิตประจำวันล้วนเป็นพลาสติกที่ปล่อยสารพิษเข้าสู่ร่างกายเราทั้งนั้น เช่นในกล่องโฟมบรรจุอาหารมีสารพิษก่อมะเร็ง สไตรีน ดังนั้นทุกๆวันร่างกายเราได้รับสารพิษมากเกินกว่าที่ร่างกายจะขับออกได้หมด


                นอกจากนี้ ยังมีสารพิษอีกประเภทหนึ่ง คือ สารพิษที่เกิดขึ้นจากการเผาผลาญของร่างกายเราเอง เมื่อเรากินอาหาร อาหารเข้าสู่ระบบเผาผลาญในร่างกาย ส่วนหนึ่งกลายเป็นพลังงาน ส่วนหนึ่งกลายเป็นน้ำ ส่วนหนึ่งกลายเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ และอีกส่วนที่เหลือกลายเป็นสารพิษที่เกิดจากกระบวนการย่อยสลายภายในร่างกาย


วิธีจัดการกับสารพิษที่เข้าสู่ร่างกาย
                ร่างกายคนเราพยายามที่จะขับสารพิษออกหลายทาง เช่น ทางเหงื่อ ปัสสาวะ อุจจาระ เป็น “ กระบวนการล้างพิษ ” โดยธรรมชาติ ในกรณีที่ร่างกายได้รับสารพิษจากภายนอกจำนวนน้อยบวกกับสารพิษที่เราผลิตขึ้นเองจากกระบวนการย่อยอาหาร ร่างกายเราสามารถขับสารพิษออกไปได้เองทั้งหมด แต่ปัญหาคือในปัจจุบัน เราได้รับสารพิษจากปัจจัยภายนอกมากเกินไป ทั้งทางอาหาร อากาศ น้ำ ทำให้มีสารพิษตกค้างในร่างกาย


ล้างพิษ = ปรับสมดุลร่างกายใหม่
                การล้างพิษ คือ การปรับสมดุลร่างกายใหม่ ยกตัวอย่างการล้างพิษแบบอดอาหาร โดยการเลือกดื่มแต่น้ำสะอาด และกินผลไม้ชนิดเดียวกันซ้ำๆ ส่งผลให้ร่างกายต้องดึงแหล่งพลังงานสำรองที่สะสมอยู่มาใช้ ทำให้สารพิษที่สะสมอยู่ในพลังงานสำรองในตับ เนื้อเยื่อ ไขมันถูกนำออกมาใช้ด้วย ส่งผลให้ปริมาณสารพิษที่สะสมอยู่ในร่างกายถูกขับออกไป นอกจากนี้ ยังมีวิธีการล้างพิษอื่นๆ อีก เช่น การล้างพิษด้วยการสวนทวารล้างลำไส้ วิธีการนี้ทำได้โดยการใช้น้ำสะอาดเป็นหลัก ส่วนการใช้กาแฟสวนล้างลำไส้เรียกว่า Coffee Enema สำหรับการล้างพิษโดยการสวนล้างลำไส้ด้วยน้ำสะอาดเหมาะกับผู้ที่มีอาการท้องผูกบ่อยครั้ง เนื่องจากในร่างกายของคนที่ท้องผูกเรื้อรังนั้นมีอาหารเก่าหมักอยู่ในลำไส้เป็นเวลานานอาจก่อให้เกิดเยื่อเมือกบุลำไส้ที่ข้นเหนียวขึ้น


                วิธีการนี้คือ ใส่น้ำเข้าไปทางลำไส้ทีละน้อยๆ แล้วให้น้ำค่อยๆไหลขึ้นไปถึงลำไส้ช่วงบนโดยอาจใช้การนวดช่วยเล็กน้อยเสร็จแล้วจึงปล่อยน้ำออกมาพร้อมกันทั้งหมด น้ำก็จะช่วนชะล้างเอาสารพิษที่หมักหมมอยู่ในลำไส้ออกมา


วิธีสังเกตปริมาณสารพิษในตัวเอง
                ไม่มีอาการจำเพาะเจาะจงที่บ่งชี้ให้เห็นว่าในร่างกายเรามีสารพิษตกค้างอยู่ ผู้ป่วยที่ร่างกายได้รับสารพิษในปริมาณมากอาจจะมีอาการรวมๆ คือ เหนื่อยง่าย ใจสั่น อ่อนเพลีย หงุดหงิดง่าย เนื่องจากมีอาการท้องอืดแน่นเฟ้อ แต่พอไปตรวจหาโรคกลับไม่พบ ในปัจจุบันพบว่า สารพิษที่เกิดจากโรงงานอุตสาหกรรมจำพวกโลหะหนักสะสมอยู่ในร่างกายคนทั่วไปค่อนข้างมาก สารพิษเหล่านี้ก่อให้เกิดโรคมะเร็งและโรคเสื่อมทั้งหลาย เช่น เส้นเลือดเสื่อม สมองเสื่อม หัวใจทำงานบกพร่อง เส้นเลือดตีบ แตก ตัน เป็นต้น

 
                การตรวจหาสารพิษจำพวกโลหะหนักในร่างกายนั้นควรปรึกษาแพทย์โดยตรง ซึ่งเราสามารถตรวจหาปริมาณของสารพิษชนิดนี้ได้ด้วยการตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ และตรวจเส้นผม มีกระบวนการรักษาผู้ป่วยโรคสารพิษโลหะหนักโดยการขับโลหะหนักออกจากร่างกายด้วยวิธีคีเลชั่น คือการให้น้ำเกลือที่มีสารประกอบทำหน้าที่สำคัญในการจับสารโลหะหนักซึ่งสะสมตกค้างในเนื้อเยื่อ และพอกอยู่ตามผนังหลอดเลือดของเรา เพื่อขจัดออกจากร่างกายทางระบบขับถ่าย


                ในสหรัฐอเมริกามีการศึกษาวิจัยครั้งใหญ่ว่า การทำคีเลชั่น มีประโยชน์กับผู้ที่เป็นโรคหัวใจตีบหรือไม่ ซึ่งถือว่าเป็นแนวโน้มใหม่ของวงการแพทย์เลยทีเดียว ในส่วนของวงการแพทย์แผนไทยก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ไม่แพ้กัน แต่มุ่งไปที่ประเด็นของการล้างพิษออกทางผิวหนังพร้อมกับเหงื่อ เช่น การอยู่ไฟ การประคบ อบสมุนไพร รวมถึงการนวดล้างพิษเพื่อปรับระบบไหลเวียนน้ำเหลืองให้ดีขึ้น ซึ่งวิธีการเหล่านี้ถูกระบุไว้ในคัมภีร์ระบบธาตุของอายุรเวทที่เน้นเรื่องการล้างพิษ


หลักในการล้างพิษ
                การล้างพิษมีหลักง่ายๆคือ พยายามไม่รับเอาพิษใหม่ๆเข้าร่างกาย โดยการเลือกรับอาหาร น้ำ และอากาศที่สะอาดบริสุทธิ์และพยายามเอาพิษเก่าที่สะสมอยู่ในร่างกายออกด้วยการดีท็อกซ์ การดีท็อกซ์มีหลายวิธี เราควรศึกษารายละเอียด และข้อห้ามต่างๆ ก่อนทำเช่น วิธีการสวนล้างลำไส้ไม่เหมาะกับผู้ป่วยที่เคยเป็นมะเร็งลำไส้ เคยตัดต่อลำไส้ เคยมีอาการอักเสบของลำไส้ ผู้ป่วยที่เคยเป็นริดสีดวงทวาร เพราะมีความเสี่ยงว่าอาจจะมีเลือดออกเพิ่มขึ้นเป็นต้น 
                ดังนั้น เราควรศึกษารายละเอียดรวมถึงข้อห้ามต่างๆ ให้ดีก่อนทำดีท็อกซ์ ตลอดจนการล้างพิษด้วยวิธีคีเลชั่นก็มีข้อจำกัดเช่นกัน เพราะของเสียจำพวกโลหะหนักต้องถูกขับออกทางไต ดังนั้น ผู้ป่วยต้องมีร่างกายแข็งแรง โดยเฉพาะระบบการทำงานของไตที่เป็นปกติ


สูตรล้างพิษด้วยตัวเอง
               เราสามารถล้างพิษได้เองง่ายๆ ได้ที่บ้านด้วยสูตรอาหารล้างพิษ โดยใช้โยเกิร์ตครึ่งถ้วยผสมกับน้ำผึ้งและน้ำมะนาวคนให้เข้ากันแล้วรับประทาน ก็จะช่วยล้างพิษในร่างกายเราออกไปได้ เนื่องจากกรดบางตัวในอาหารมีฤทธิ์ในการกำจัดสารพิษ เช่น กรดบางชนิดในน้ำมะนาว กระเทียมและหัวหอม เป็นต้น
              การล้างพิษต้องดูให้ครบวงจร เมื่อล้างพิษที่ตกค้างภายในร่างกายแล้ว เราต้องไม่ลืมที่จะล้างพิษภายในจิตใจด้วย เพราะเหนือสิ่งอื่นใดร่างกายของเราจะทำงานได้ดี อารมณ์และจิตใจก็เป็นส่วนสำคัญ มีการค้นพบว่า การทำงานของร่างกายคนเราอาศัยการสวิตซ์ผ่านเส้นประสาทที่เชื่อมโยงระหว่างกัน โดยถูกควบคุมจากส่วนกลางคือสมอง แล้วเซลล์สมองก็มีการเชื่อมต่อถึงกัน ซึ่งถ้าเราคิดในเรื่องร้ายๆ อารมณ์ขุ่นมัวก็จะเกิดการเชื่อมต่อกันในทางลบ ข้อมูลในสมองก็จะเปลี่ยนเป็นลบ แต่ถ้าเราคิดในเรื่องดีๆ อารมณ์ก็จะเบิกบานผ่องใส ทำให้เกิดการเชื่อมต่อกันทางบวก ข้อมูลในสมองก็จะเปลี่ยนเป็นบวก


                กระบวนการเชื่อมโยงของสมองซับซ้อนและทรงพลังสามารถสร้างพลังบวกหรือพลังลบก็ได้ ถ้าสมองเกิดการเชื่อมโยงกันเป็นพลังลบก็จะส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอ เกิดโรคต่างๆ อาทิ มะเร็ง ความดัน เบาหวาน ถ้าเราล้างพิษจิตใจได้สำเร็จ เปลี่ยนประจุสมองที่จุดเชื่อมต่อของสมองให้เป็นพลังบวก ก็จะส่งผลให้ระบบร่างกายของเราขับพิษได้ดี พิษก็จะไม่คั่งค้างอยู่ในตัวเรา สรุปว่าเราต้องล้างพิษอารมณ์ก่อน เพื่อเป็นการกลั่นใจทำให้ธาตุต่างๆในร่างกายของเราสะอาดขึ้น เราก็จะมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง

---------------------------------------------------------------

หนังสือ " รู้ทันชีวิต " 
ธรรมะขัดเกลานิสัย สร้างสุขภาพที่ดี ให้ร่างกายพร้อมสร้างบารมีต่อไป
โดย พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ