ลักษณะของภพภูมิทางวิทยาศาสตร์กับพระพุทธศาสนา

วันที่ 13 สค. พ.ศ.2558

 

ลักษณะของภพภูมิทางวิทยาศาสตร์กับพระพุทธศาสนา

            แม้ว่าภพภูมิจะเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วตามธรรมดา แต่มนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลายยากที่จะมองเห็น เพราะความจำกัดของดวงตา ที่มองเห็นเฉพาะสิ่งที่สัมผัสได้ แม้ว่าเครื่องมือในปัจจุบันจะมีวิวัฒนาการจนสามารถมองเห็นดวงดาวและจักรวาลอื่นๆ จนถึงบอกขนาดของเอกภพ และสันนิษฐานถึงลักษณะของการเกิดเอกภพได้ แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้ความรู้เกี่ยวกับภพภูมิในทางพระพุทธศาสนาแจ่มแจ้ง ดวงตาของพระธรรมกายจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ไปรู้เห็นเรื่องราวของโลก จักรวาลและภพภูมิอย่างแท้จริง ต่อไปนี้จะได้ให้เห็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบกับความรู้ในทางพระพุทธศาสนาว่ามีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันอย่างไร

ลักษณะโครงสร้างของภพภูมิ

            ในทางวิทยาศาสตร์เห็นจักรวาลของเรา มีลักษณะเป็นรูปก้นหอย มีจุดศูนย์กลางลักษณะเป็นจานแบนๆ เป็นเกลียวก้นหอยหมุนอยู่รอบศูนย์กลาง ในทางพระพุทธศาสนากล่าวไว้ว่า ในทุกๆ จักรวาล จะมีภูมิทั้ง 31 อยู่ โดยใจกลางจักรวาล คือ เขาพระสุเมรุ ดังนั้น กลุ่มแก๊สขาวๆ สว่างๆ อยู่ตรงกลาง ที่เป็นศูนย์กลางของก้นหอย ซึ่งอยู่ในกลางของกาแล็กซีก็คือเขาพระสุเมรุ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของจักรวาลตลอดทุกจักรวาล แต่เป็นธาตุที่เป็นส่วนละเอียด

 

 


             ในทางวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า ระบบสุริยะของเราอยู่ ณ แขนของจักรวาล อยู่ห่างจากจุดศูนย์กลางไปประมาณ 26,000 ปีแสง ซึ่งตรงกับลักษณะของจักรวาลในพระพุทธศาสนา คือ โลกของเรา ชื่อว่าชมพูทวีป ตั้งอยู่รอบเขาพระสุเมรุ ทางด้านทิศใต้ โดยจะมีทวีปอื่นๆ อีก 3 ทวีป อยู่ทางด้านทิศเหนือ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตก แม้ว่าทางวิทยาศาสตร์จะยังไม่เห็นทวีปอื่นๆ ตรงกับทางพระพุทธศาสนา แต่ตำแหน่งของโลกของเราในทางวิทยาศาสตร์ก็ตรงกันกับทางพระพุทธศาสนา ดังนั้นเราจึงสามารถเขียนแผนที่ของทวีปอีก 3 ทวีปได้ดังนี้


 

 


            นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า เอกภพเกิดจากการระเบิดครั้งใหญ่ ที่เรียกว่า บิ๊กแบงค์ การระเบิดครั้งใหญ่ เกิดมาจากจุดศูนย์กลาง เมื่อระเบิดแล้วก็ทำให้เกิดการรวมตัวของฝุ่นละออง ทำให้เกิดกาแล็กซีน้อยใหญ่ขึ้นมา ในทางพระพุทธศาสนาได้กล่าวถึงการที่โลกถูกทำลายในสุริยสูตร5) และเกิดการตั้งกัปใหม่ ในอัคคัญญสูตร6) ได้กล่าวไว้ว่า เมื่อโลกถูกทำลายด้วย ไฟ น้ำ หรือลม จนหมดสิ้น ในท้องจักรวาลจะไม่มีสิ่งใด เป็นอากาศที่เวิ้งว้างว่างเปล่า ต่อมาก็จะมีฝนตกลงมาจนท่วมทั้งท้องจักรวาล แล้วระดับน้ำก็ลดลงเรื่อยๆ ทำให้เกิดที่ตั้งของภพภูมิต่างๆ เมื่อน้ำลดลงจนถึงระดับคงที่ไม่ลดลงอีก ก็จะเกิดการรวมตัวของธาตุหยาบเป็นตะกอนลอยอยู่เหนือผิวน้ำ เรียกว่า ง้วนดิน ซึ่งต่อมาก็กลายเป็นแผ่นดินรองรับสิ่งต่างๆ

 

             หากเราเชื่อมโยงกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์จะพบว่ามีลักษณะคล้ายกัน อย่างเช่น ทฤษฎีบิ๊กแบงค์ ตามที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบนั้น ก็คือช่วงเกิดการสิ้นสุดของโลกด้วย ไฟบรรลัยกัลป์ทุกอย่างก็จะสลายเป็นหมอกเพลิงแล้วจะเริ่มเย็นตัวลง เมื่อเย็นตัวลงแล้วก็เริ่มเกิดแผ่นดิน ซึ่งตอนแรกมีลักษณะเป็นแผ่นแบนๆ ที่เชื่อมต่อกัน ถ้าลองสังเกตง่ายๆ ก็คล้ายๆ กับน้ำนมที่ต้มแล้ว เอาไปวางทิ้งไว้ให้เย็นก็จะทำให้เกิดเป็นฝ้าบางๆ จักรวาลในตอนแรกที่ธาตุหยาบ เกิดขึ้นก็เป็นกาแล็กซีแผ่นแบนๆ เชื่อมกัน พอเย็นตัวลง ธาตุดินก็เริ่มหดเข้าหากันแล้วมี การเกาะกลุ่มกันกลายเป็นดวงดาวต่างๆ บนท้องฟ้า

 

            จากการค้นพบเรื่องสสารมืดในปัจจุบัน แม้ว่าจะยังไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนว่า สสารนี้คืออะไรกันแน่ แต่ก็รู้ว่าเป็นสิ่งที่มีมวล มีความหนาแน่นสูง และประมาณว่ามีจำนวนมากถึง 90 % ซึ่งถ้าหากเชื่อมโยงกับความรู้ในทางพระพุทธศาสนาก็จะทราบว่า ธาตุนั้นก็คือ น้ำ ซึ่งเป็นสิ่ง ที่มีีอยู่ในจักรวาลเป็นจำนวนมาก แต่น้ำนี้คงไม่ใช่น้ำตามที่เราเห็นกันว่า เป็นน้ำในมหาสมุทร ในแม่น้ำลำคลอง แต่เป็นธาตุส่วนละเอียดซึ่งนักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถตรวจสอบลักษณะได้ หากพิจารณาเทียบเคียงให้ดีก็จะทราบว่า ดวงดาวต่างๆ ที่อยู่ในจักรวาล มีลักษณะคล้ายๆ กับผลมะพร้าว จอก แหน ที่ลอยอยู่บนน้ำ นักบินอวกาศกล่าวว่า การไปอยู่ในอวกาศจะทำให้รู้สึก ตัวเบาเหมือนการดำน้ำในอากาศ หรือหากไปดูการฝึกซ้อมของนักอวกาศ ก่อนที่พวกเขาจะออกไปสู่อวกาศ ก็จะต้องมาฝึกซ้อมในสระน้ำขนาดใหญ่ เพราะลงไปในน้ำแล้วก็อยู่ในสภาวะที่ไร้น้ำหนัก ซึ่งน้ำจะมีลักษณะภาวะคล้าย ๆ กับไร้น้ำหนัก การลงไปในน้ำจะทำให้ตัวเบา

 

           เอกภพ หรือ Universe นี้ ในทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า โลกธาตุ ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์พยายามค้นหาคำตอบ และสันนิษฐานว่า ในเอกภพหนึ่งๆ น่าจะมีจักรวาลมากกว่าแสนล้านจักรวาล ซึ่งในทางพระพุทธศาสนาก็ได้แสดงถึงโลกธาตุ 3 ประเภทดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่ามีโลกธาตุขนาดพันจักรวาล โลกธาตุล้านจักรวาล และโลกธาตุแสนโกฏิจักรวาล แสดงให้เห็นความรู้ในทางวิทยาศาสตร์ได้ประมาณจำนวนของจักรวาลได้ใกล้เคียงกันกับในทางพระพุทธศาสนา แต่ในทางพระพุทธศาสนาระบุไว้ชัดเจนกว่า

 

            แม้ว่าพระพุทธศาสนาจะเกิดมากว่า 2,500 ปีแล้ว แต่ความรู้นั้นก็ไม่เคยล้าสมัย สามารถที่จะเชื่อมโยงความรู้เรื่องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ได้ นี่เป็นสิ่งที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของความรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าเป็นความรู้ที่กว้างไกล รู้จริง เห็นจริง และสามารถพิสูจน์ได้ ซึ่งความรู้เหล่านี้จะเกิดขึ้นก็ต้องอาศัยปัญญาขั้นสูงสุด ที่เรียกว่า ภาวนามยปัญญา

 

------------------------------------------------------------------------

5) อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต, มก. เล่ม 37 ข้อ 63 หน้า 214-215.
6) ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค, มก. เล่ม 15 ข้อ 55 หน้า 150.

MD 408 สมาธิ 8: วิปัสสนากัมมัฏฐาน