วารสารอยู่ในบุญ ธรรมะออนไลน์

พระธรรมเทศนา ปุจฉา-วิสัชนา บทความข่าว ผลการปฏิบัติธรรม ตักบาตรพระ บาลีน่ารู้ กฏแห่งกรรม ฝันในฝัน case study ตักบาตรพระ บวชพระ

บทความอยู่ในบุญ ทำอย่างไรจึงจะปลูกฝังให้คนไทย ทำงานแบบเอาจริงเอาจัง ฯ

ทำอย่างไรจึงจะปลูกฝังให้คนไทยทำงานแบบเอาจริงเอาจัง

 





คนไทยมีปัญหามาก ในเรื่องการทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม ประเทศชาติจึงพัฒนาได้ช้า ทำอย่างไรจึงจะปลูกฝังให้คนไทย ทำงานแบบเอาจริงเอาจัง เหมือนอย่างกับคนในประเทศที่ เขาพัฒนาแล้ว ได้บ้างครับ ?

             คนที่จะทำงานอย่างเอาจริงเอาจังได้นั้น มีความจำเป็นว่า เขาจะต้องมีเป้าหมายชีวิตเสียก่อน หากยังไม่มีเป้าหมายชีวิต แล้วจะให้เขาทำงานอย่างเอาจริงเอาจัง ก็เป็นเรื่องยาก
คำว่า "เป้าหมายชีวิต" นั้น ก็มีตั้งแต่ระดับล่างๆ จนกระทั่งถึงระดับสูง คือ
             ๑. ระดับพื้นดิน

            ๒. ระดับบนฟ้า

            ๓. ระดับเหนือฟ้า


            สำหรับวันนี้ เราจะมาศึกษาเฉพาะเป้าหมายชีวิตในระดับพื้นดินกันเสียก่อน

            เป้าหมายชีวิตในระดับพื้นดิน คือ อย่างน้อยต้องคิดว่าจะตั้งเนื้อตั้งตัวให้ได้ หรือมีเป้าหมายชีวิตอย่างต่ำสุดว่า ชาตินี้ฉันจะทำมาหากินเอง ไม่พึ่งพาอาศัยใคร ไม่เบียดเบียนใคร ไม่หวังให้ใครมาเลี้ยง ฉันจะเลี้ยงตัวเองด้วย ๑ สมอง ๒ มือ ๒ เท้าของฉันนี่แหละ พูดง่ายๆ จะยืนหยัดอยู่ในโลกอันกว้างใหญ่นี้ ด้วยตัวของฉันเอง

            ในขั้นต้นขอให้มีเป้าหมายแค่นี้เสียก่อน ก็จะเป็นเหตุให้เกิดความขยันหมั่นเพียรได้
แต่ถ้าจะมีเป้าหมายให้สูงยิ่งขึ้นไปอีกว่า นอกจากตั้งเนื้อตั้งตัวได้แล้ว ยังจะเลี้ยงดูคุณพ่อคุณแม่ เลี้ยงดูผู้มีพระคุณที่เคยโอบอุ้มเรามาอีกด้วย

            หรือนอกจากตอบแทนพระคุณพ่อแม่และผู้มีพระคุณแล้ว ยังมีเป้าหมายว่า ถึงคราวมีสามี หรือมีภรรยา มีลูก ก็จะดูแลทุกคนในครอบครัวให้อยู่เป็นสุข ไม่ให้ต้องน้อยหน้าน้อยตา ไม่ให้ต้องน้อยเนื้อต่ำใจ เมื่อไปเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้าน

            ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีเป้าหมายว่า จะตั้งหน้าตั้งตาทำการงาน เพื่อจะได้มีหน้ามีตา มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ มีศักดิ์ศรี ไม่น้อยหน้าใคร

            การที่ใครคนใดคนหนึ่ง อย่างน้อยมีเป้าหมายชีวิตในระดับพื้นดิน อย่างที่ว่ามานี้ ก็จะกลายเป็นแรงพลังส่งผลให้เขามีความขยันหมั่นเพียร

            ถึงแม้เขาจะไม่ได้รู้ธรรมะ อะไรมากมายนัก ความขยันหมั่นเพียรในระดับนี้ ก็พอที่จะทำให้เขาไม่เป็นภาระต่อสังคมได้


            แต่ว่าถ้าใครแค่เป้าหมายชีวิตในระดับพื้นดินอย่างนี้ ก็ยังไม่มี ทำงานไปๆ ไม่ใช่เช้าชามเย็นชามหรอกคุณเอ๋ย แต่จะเหลือแค่เช้าช้อนเย็นช้อนเท่านั้น

            ยิ่งถ้าไปจมอยู่ในอบายมุขเข้าไปอีก เช่น ติดสุรา ติดการพนัน ชอบเล่นพนันม้า ชอบเล่นพนันมวย เดี๋ยวเถอะ แม้เช้าช้อนเย็นช้อนยังไม่ได้เลย แถมยังเอาช้อนไปขายเสียอีก ในที่สุดก็กลายเป็นตัวถ่วงความเจริญของบ้านเมือง อย่างที่คุณเห็นอยู่นั่นแหละ

            เพราะฉะนั้น ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว พ่อแม่ปู่ย่าตาทวดของเรา ท่านจึงสอนลูกสอนหลาน ตั้งแต่หัวเท่ากำปั้น ให้มีกำลังใจ ให้มีเป้าหมายชีวิตเอาไว้
เช่น ถามว่า ลูกเอ๊ย โตขึ้นอยากจะเป็นอะไร อยากจะเรียนนั่นไหม อยากจะเรียนนี่ไหม อยากจะรับราชการไหม จะเป็นแพทย์ เป็นพยาบาล เป็นครู เป็นเกษตรกร หรือจะเป็นอะไรก็ไม่ว่า แต่ว่าต้องมีเป้าหมายชีวิตนะลูก

            ปัจจุบันคำถามประเภทนี้มักจะหายไป และสิ่งที่เห็นก็คือ ลูกหลานของเราไม่ค่อยมีเป้าหมายเหล่านี้กันแล้ว แต่กลับมีบางอย่างเข้ามาแทนที่ ซึ่งหลวงพ่ออยากจะเรียกว่า อบายมุข

            ยกตัวอย่าง อยากจะเป็นนักร้อง อยากจะเป็นนักดนตรี อยากจะเป็นดารา อยากจะเป็นเทพี อยากจะเป็นนางสาวไทย เป้าหมายเหล่านี้เป็นเป้าหมายที่เคว้งคว้าง เพราะว่ามีไม่กี่คนหรอก ที่จะไปถึงได้

            หรือว่ามีเป้าหมายในการเสี่ยงโชค เช่น เกมเสี่ยงโชคที่เห็นอยู่ตามโทรทัศน์เป็นต้น เราอาจจะมองว่าเป็นของสนุก มองเผินๆ ไม่น่าจะมีอะไร แต่ว่านั่นแหละ กำลังเพาะนิสัยให้ลูกหลานของเรา เอาชีวิตฝากไว้กับดวงชะตา กับโชคลาภที่ลอยมา ซึ่งสิ่งเหล่านี้น่าจะกำจัดทิ้งไปจากแผ่นดินไทยของเราให้หมด

            แม้กระทั่งการเล่นเกมคอมพิวเตอร์ แบบไม่รู้จักกำหนดเวลาให้ดี ทำให้ความกระตือรือร้นที่จะศึกษาหาความรู้ ที่จะขวนขวาย สร้างฐานะ สร้างชื่อเสียงในทางที่ถูกที่ควรหายไป เนื่องจากปล่อยใจเอาไว้กับเกมที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์เท่านั้น

            เพราะฉะนั้น ถ้าคุณอยากจะเห็นบ้านเมืองไทย มีแต่คนขยันทำมาหากิน สิ่งที่หลวงพ่ออยากจะฝากไว้เป็นข้อคิดก็คือ

            นับตั้งแต่นี้ไป ทั้งคุณพ่อคุณแม่ ทั้งครูบาอาจารย์ ทั้งผู้บริหารประเทศชาติ ต้องช่วยกันชี้แนะลูกหลานไทย ให้รู้จักตั้งเป้าหมายชีวิตของตนเองไว้ให้ชัดเจน ว่าเด็กไทยควรจะตั้งเป้าหมายชีวิตว่าอย่างไร

            หนุ่มไทย สาวไทย เมื่อเติบโตเป็นวัยรุ่นขึ้นมา ควรจะตั้งเป้าหมายชีวิตในทางที่ถูกต้องว่าอย่างไร ประเภทตั้งเป้าหมายจะไปประกวดโน่น ประกวดนี่ โชว์ความงามอย่างนั้น อย่างนี้ หยุดเสียทีเถอะ เพราะมันไม่จีรังยั่งยืนหรอก

            ที่ถูกนั้นต้องตั้งเป้าหมายว่าจะมีความรู้ มีความสามารถ ขนาดนั้น ขนาดนี้ จะได้เลี้ยงตัวเอง เลี้ยงพ่อ เลี้ยงแม่ เลี้ยงลูก เลี้ยงภรรยา หรือว่าเลี้ยงสามีได้ และต้องเลี้ยงได้ในทางที่ชอบด้วย

            การตั้งเป้าหมายในทางที่ถูกที่ควรอย่างนี้ จะช่วยให้คนของเราเกิดความกระตือรือร้นขึ้นมา ไม่ทำงานกันอย่างเช้าชามเย็นชาม เช้าช้อนเย็นช้อน แต่ว่าเป้าหมายเหล่านี้จะพินาศสิ้นไป ถ้ามีอบายมุขเข้ามาเกี่ยวข้อง

            และอบายมุขที่อยู่ใกล้ตัวลูกหลานของเรา หรือคนของเรา คือเจ้าเพื่อนชั่วที่คอยจะพาไปเข้าบาร์ เข้าคลับ พาไปเล่นการพนัน พาไปเที่ยวกลางคืน เพื่อนชั่วพวกนี้ อย่าให้เข้ามาใกล้เด็ดขาด

            แต่ว่ามีเพื่อนชั่วประเภทหนึ่ง ที่คอยจ้องทำลาย จนกระทั่งเข้าไปถึงห้องนอนของเราทีเดียว ได้แก่ สื่อที่ไม่มีความรับผิดชอบ สื่อที่เกี่ยวกับอบายมุข สื่อที่เกี่ยวกับการฟุ้งเฟ้อ และเจ้านี่แหละ คือเพื่อนชั่วตัวร้ายที่สุด

            หากไม่กำจัดสิ่งเหล่านี้ออกไปให้สิ้นแผ่นดินไทย ลูกหลานไทยของเรา แม้ปัจจุบันนี้ก็ตาม ต่อไปในภายภาคหน้าก็ตาม มโนปณิธาน หรือเป้าหมายชีวิตของเขา ที่จะเป็นคนเก่งและดีของโลก ก็จะหมดไป

            เมื่อความคิดที่จะเป็นคนเก่งและดีของโลกหมดไป เราก็จะได้แต่คนประเภทเช้าชามเย็นชาม เช้าช้อนเย็นชามเกิดขึ้นมาแทน

            เพราะฉะนั้น ในฐานะที่คุณมองเห็นโทษภัย และมีความคิดที่จะแก้ไข เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน การแก้ไขในระดับชาตินั้น วางเอาไว้ก่อน แล้วมาเริ่มที่ทำงานกับที่บ้านของเราดีกว่า โดยการทำตัวของคุณโยมเองให้เป็นมาตรฐานที่ดีเสียก่อน

            ยกตัวอย่าง ทำงานก็ตรงเวลา อยู่ในกฎ อยู่ในระเบียบ อยู่ในวินัย ให้เป็นต้นแบบที่ดีของเพื่อนร่วมงาน ของลูกน้อย ผู้ใต้บังคับบัญชา

            จากนั้น ความรู้ ความสามารถต่างๆ ทางโลก ในด้านวิชาการ คุณโยมก็ต้องพัฒนาตัวเอง ให้สมกับตำแหน่ง ให้สมกับฐานะ ที่จะต้องไต่เต้าขึ้นไป ตามลำดับอายุราชการ

            ในเวลาเดียวกัน การเข้าวัดปฏิบัติธรรมก็อย่าทิ้ง เพราะว่าเมื่อเราเข้าวัดปฏิบัติธรรม เราจะฉลาดในเรื่องของธรรมะ จะมีธรรมะที่ลึกซึ้งมาฝากลูกน้อง มาฝากเพื่อนร่วมงาน รวมกระทั่งผู้บังคับบัญชา

            เมื่อทำอย่างนี้ ก็จะเป็นที่ยอมรับของทุกคนในที่ทำงาน จากนั้นก็นำเขาเข้าวัดปฏิบัติธรรม ซึ่งเป็นการนำเขาเหล่านั้นออกมาจากอบายมุข และเป็นการเพิ่มความเคร่งครัดทั้งวินัยทางโลก ทั้งวินัยทางธรรมให้กับเขาด้วย

            การกระทำอย่างนี้นี่เอง ที่จะช่วยแก้ไขเรื่องการทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม หรือว่าทำงานแบบเช้าช้อนเย็นช้อนให้หมดไป แล้วยังเป็นการปลูกฝังให้คนไทยทำงานแบบเอาจริงเอาจังอีกด้วย

            เพราะฉะนั้น ถ้าอยากจะให้วิถีชีวิตการทำงานแบบไม่เอาไหน หมดไปจากบ้านเมืองไทยของเรา ก็ต้องเริ่มต้นที่ตัวคุณโยมเองเป็นคนแรกนะ


www.kalyanamitra.org

บทความนี้ ถูกใจคุณหรือไม่ + -

บทความอยู่ในบุญทั้งหมด ฉบับที่ ๑๗ ประจำเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร