วารสารอยู่ในบุญ ธรรมะออนไลน์

พระธรรมเทศนา ปุจฉา-วิสัชนา บทความข่าว ผลการปฏิบัติธรรม ตักบาตรพระ บาลีน่ารู้ กฏแห่งกรรม ฝันในฝัน บวชพระ

บทความอยู่ในบุญ เครือข่ายคนดีสัมพันธ์ โดย หลวงพ่อทัตตชีโว

 

     วันนี้ หลวงพ่อมีเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มาฝากพวกเรา ซึ่งจะมีความสำคัญกับพวกเราในอนาคต เนื่องจากได้ยินเสียงพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยปรารภว่า พวกเราตามสมาชิกใหม่มาวัดน้อยเกินไป ถ้าท่านปรารภอย่างนี้แสดงว่าต้องมีเหตุ วันนี้หลวงพ่อจึงขอโอกาสเทศน์เรื่อง "การสร้างเครือข่ายคนดี" ให้แก่พวกเรา

ทำไมต้องสร้างเครือข่ายคนดี ?
ความสำคัญของเรื่องนี้ มีปรากฏให้ เห็นชัดในพระไตรปิฎกอยู่ ๒-๓ เรื่อง เมื่อ เราศึกษาเรื่องราวแล้ว ก็จะเกิดความเข้าใจ เหมือนกับที่หลวงพ่อเข้าใจว่า ทำไมต้อง สร้างเครือข่ายคนดี

๑. สร้างเครือข่ายคนดีมากพอ ระงับ การจองเวรได้
เรื่องที่ ๑ ศึกแย่งชิงน้ำ 
      ในสมัยพุทธกาล เมืองกบิลพัสดุ์และเทวทหะ ซึ่งเป็นเมืองพ่อเมืองแม่ของพระ สัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งสองเมืองนี้มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบเชิงเขา มีแม่น้ำไหล ผ่าน อาชีพหลักคือทำนา ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา น้ำท่าก็อุดมสมบูรณ์ มีอยู่ปีหนึ่งอากาศแห้งแล้ง น้ำท่าไม่อุดมสมบูรณ์เหมือนอย่างเคย ชาวเมืองทั้งสองฝ่ายเกิดการทะเลาะแย่งน้ำ กัน เรื่องจึงลุกลามใหญ่โตจนถึงระดับบ้านเมือง พระญาติทั้งสองฝ่ายซึ่งเป็นผู้ปกครอง ถึงกับยกกองทัพมา เพื่อเตรียมทำสงคราม แย่งชิงน้ำกัน โดยต่างฝ่ายต่างถือเอาความ รับผิดชอบที่ตัวเองมีต่อชีวิตประชาชนเป็น สำคัญ เพราะเกรงว่า ถ้าเกิดความแห้งแล้ง มากไปกว่านี้ ประชาชนในปกครองของตัว เองจะเดือดร้อน 
       เหตุการณ์นี้ไปปรากฏในข่ายพระ ญาณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ จึงรีบเสด็จมาห้ามทัพ โดยตรัสถามกับพระ ญาติเพียงสั้น ๆ ว่า าระหว่างน้ำในแม่น้ำ กับเลือดในกายของพระญาติ อย่างไหนมี ค่ามากกว่ากันำ พระญาติทั้งสองฝ่ายตอบ ชัดเจนว่า าเลือดมีค่ามากกว่า พระพุทธองค์จึงตรัสสรุปว่า าถ้าเลือดมีค่ามากกว่า น้ำ แล้วทำไมจึงเอาเลือดไปแลกกับน้ำล่ะ พระญาติทั้งหมดได้หยุดคิด แล้วต่างฝ่ายก็ เลิกราถอยทัพกลับไป ไม่มีการสู้รบเกิดขึ้น

เรื่องที่ ๒ จองเวรข้ามชาติ 
      ในสมัยพุทธกาล มีหญิงคนหนึ่ง คลอดลูกออกมาครั้งใด จะมีนางยักษิณี มาจับเอาลูกไปกินหมดทุกครั้ง ครั้งสุดท้าย นางจึงอุ้มลูกหนีนางยักษ์ มาที่เชตวันมหาวิหาร เพราะเขตวัดอยู่ในรัศมีคุ้มครองของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า นางยักษิณีจึงตาม เข้ามาไม่ได้ 
       พระพุทธองค์ทรงทราบเรื่องราว แต่หนหลังของคนทั้งสอง จึงเรียกทั้งสอง เข้ามาไกล่เกลี่ย ทรงระลึกชาติหนหลัง เล่าอดีตชาติให้ฟังว่า ทั้งแม่ของเด็กและ นางยักษ์ เคยเป็นคู่อาฆาตจองเวร ต่างฝ่าย ต่างเกิดมาตามฆ่าลูกของอีกฝ่ายหนึ่งอย่าง ไม่รู้จบสิ้น และตกนรกกันมาหลายภพ หลายชาติแล้ว หากไม่พบพระพุทธองค์ จะไม่มีทางเลิกจองเวรกันได้ เมื่อทั้งสองรู้ ที่มาที่ไปของสาเหตุการผูกอาฆาตแล้ว จึง ได้คิดพร้อมทั้งอโหสิกรรมให้แก่กัน หลังเทศนาจบลงนางยักษิณีจึงบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน ตั้งแต่นั้นมาก็พึ่งพาอาศัยซึ่งกัน และกัน
      จากทั้ง ๒ เรื่องนี้ จะเห็นว่าคนเมื่อ ได้จองเวรกันแล้ว ยากเหลือเกินที่จะมาให้ อโหสิกรรม จะทำได้ก็ต่อเมื่อทั้ง ๒ ฝ่ายมา นั่งต่อหน้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีพระ องค์ทรงเป็นประธานให้ แล้วระลึกชาติไปดู ให้รู้ที่มาที่ไปของการผูกเวร ทั้งคู่จึงจะเต็ม ใจให้อโหสิกรรมให้กันและกัน แต่ถ้าชาติ นั้นเกิดมาไม่พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว จะทำอย่างไร มีทางเดียวคือ ทั้งคู่ต้องเข้า ถึงพระธรรมกายในตัวแล้วอโหสิกรรมให้ แก่กัน 
      พวกเราเคยคิดบ้างไหมว่า ทำไมผู้ที่ จองเวรถึงได้ยอมความกัน เมื่อพบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ?
      เพราะว่าเขาเหล่านั้น ภพอดีตชาติ เคยได้พบพระองค์มาก่อน เมื่อครั้งยังทรง เป็นพระโพธิสัตว์ เคยเป็นลูกศิษย์ เคยเป็น ญาติของพระองค์ เคยเกื้อกูลผูกพันกันมา เพราะฉะนั้น เมื่อเจอพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสไม่กี่คำในชาตินี้ ก็ทรงสามารถห้ามศึก ได้นี่คือฤทธิ์ของการสร้างเครือข่ายคนดีมา มากพอ

๒. สร้างเครือข่ายคนดีน้อย ระงับการ จองเวรไม่ได้
      ถ้าหากสร้างเครือข่ายคนดีได้น้อย แล้วจะเป็นอย่างไร? หลวงพ่อก็อยากจะชี้แจงให้พวกเราเห็นภาพจากเหตุการณ์ เหล่านี้

เรื่องที่ ๑ ศึกฆ่าล้างโคตร
      เรื่องมีอยู่ว่า พระเจ้าปเสนทิโกศล กษัตริย์ผู้ปกครองแคว้นโกศลที่มีอำนาจมาก แม้แต่กรุงกบิลพัสดุ์ ก็ตกอยู่ใต้อำนาจ ของแคว้นนี้ ด้วยความที่พระองค์มีความรัก เคารพในพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาก อยาก เป็นพระญาติด้วย จึงไปสู่ขอธิดาของพระญาติของพระพุทธองค์ แต่พวกศากยวงศ์ ถือชั้นวรรณะจัด แทนที่จะให้ธิดาที่เกิดจาก นางกษัตริย์ กลับเอาธิดาที่เกิดจากคนใช้ ซึ่ง เป็นคนจัณฑาลมาให้อภิเษกสมรสแทน แล้วปกปิดเป็นความลับจนกระทั่งมีพระราช โอรสชื่อเจ้าชายวิฑูฑภะ 
กาลต่อมาเจ้าชายวิฑูฑภะโตขึ้นจึงไป เยี่ยมพระเจ้าตาที่กรุงกบิลพัสดุ์ ไปถึงนอก จากจะไม่ได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติ แล้ว ยังถูกเขาดูถูกว่าเป็นจัณฑาลอีกด้วย พระองค์พอรู้ความจริงเข้าก็โกรธมาก แต่ เก็บความแค้นไว้ในใจ เพื่อรอการแก้แค้น ต่อมาได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ จึงยกกองทัพเตรียม จะไปฆ่าล้างโคตรศากยวงศ์ 
พระพุทธองค์ทรงทราบในข่ายพระญาณ จึงทรงมาห้ามด้วยการมานั่งอยู่ที่ กลางแดด พระเจ้าวิฑูฑภะทรงเห็นเข้าจึง ถามเหตุแห่งการมาประทับนั่งที่นี่ พระองค์ ตรัสว่า าร่มเงาของพระญาติเย็นกว่าร่มไม้ำ พอได้ยินเช่นนี้ก็ได้คิด จึงยกทัพกลับไป
วันเวลาผ่านไป พระองค์นึกถึงความ แค้นนี้ขึ้นมาได้ จึงยกทัพมาตีอีก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เสด็จมาห้ามอีก แล้วก็ยกทัพ กลับไปอีก เหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นถึง ๓ ครั้ง พอครั้งที่ ๔ พระองค์ดูแล้วว่า ห้ามไม่ อยู่เลยต้องปล่อยให้ยกทัพไปฆ่าล้างโคตร ศากยวงศ์จนหมด 
หลวงพ่ออ่านเรื่องนี้แล้วทำให้ได้ข้อ คิดว่า ใครที่จองเวรกันมามากๆ แล้วในอดีต ชาติก็ไม่เคยสร้างบุญมากับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือผูกพันกันมามากพอ เมื่อ ทั้งสองฝ่ายมีเรื่องบาดหมางใจกันอีก แม้พระ พุทธองค์ทรงมาห้ามเองก็ห้ามไม่อยู่ เพราะความผูกพันมีน้อย

เรื่องที่ ๒ คนงานทะเลาะกัน
      อีกเรื่องหนึ่ง ที่ หลวงพ่อเจอมากับตัว เอง สมัยที่วัดของเรา กำลังสร้างโบสถ์ ผู้รับ เหมาก่อสร้างรายหนึ่ง เขาไม่ได้คัดคนงานมา ดีเท่าที่ควร คนงานดื่ม เหล้าแล้ว ก็มาทะเลาะ ต่อหน้าต่อตา หลวงพ่อจึงเข้าไปไกล่เกลี่ย หลวงพ่อก็คิดว่าห้ามอยู่แล้ว จึงเดินออกมา เพียงแค่หันหลังเท่านั้น เขากลับทะเลาะ กันอีก 
      จากเหตุการณ์นี้ ก็ทำให้หลวงพ่อได้ ข้อคิดว่า ขนาดเราเป็นพระ ไปห้ามไปเตือน ยังไม่ฟัง นั่นแสดงว่า
๑) กำลังบุญของเรายังไม่พอ
๒) ความเคารพความเกรงใจของเขาที่มีต่อ เรา ยังมีไม่พอ 
      คุณยายอาจารย์เคยบอกว่า คนที่จะ ไปห้ามไปเตือนใครได้นั้น ต้องมีบุญมากพอสมควร ถ้าคนบุญน้อยจะห้ามหรือเตือนใครๆ ก็ยาก เหมือนหิ่งห้อย แต่เมื่อไรที่บุญของเรามากกว่านี้ สว่างเป็นดวงตะวันขึ้นมา จึงจะไปห้ามเขาอยู่ การที่เขาจะมีบุญมากขึ้นได้ ก็ต้องอาศัยเราไปทำหน้าที่กัลยาณมิตร ให้
      การจะแก้ไขความพยาบาทของใคร ต่อใครได้ มีทางเดียวคือ เขาต้องเคยผูกพัน เคารพเชื่อฟังเราข้ามภพ ข้ามชาติ
งานเราที่จะต้องทำ ร่วมไปกับพระเดชพระคุณ หลวงพ่อธัมมชโย ก็คือ การรื้อวัฏสงสาร และ หัวใจของการทำงานนี้ก็ คือ การสร้างเครือข่าย คนดีให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้โดยมีหลักว่า
      ในการสร้างญาติธรรมหรือเครือข่าย คนดีนั้น เราต้องเอากำลังบุญ เอาความ เมตตาและความปรารถนาดีของเรา ผูกเข้า กับคนหมู่มากให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ยิ่งมากเท่าไรก็จะเป็นประโยชน์ต่อการรื้อ สัตว์ขนสัตว์มากเท่านั้น ถ้าน้อยก็ไม่พอที่ จะให้สัตวโลกเลิกจองเวรต่อกัน
      เมื่อเข้าใจอย่างนี้แล้ว ขอให้พวกเรา ขยันมาช่วยกันสร้างเครือข่ายคนดีตั้งแต่ บัดนี้เป็นต้นไป ถ้าเป็นอย่างนี้ งานรื้อวัฏสงสารในภายภาคหน้าของหมู่คณะเราคง จะง่ายขึ้น และใช้เวลาน้อยลง

บทความนี้ ถูกใจคุณหรือไม่ + -