วารสารอยู่ในบุญ ธรรมะออนไลน์

พระธรรมเทศนา ปุจฉา-วิสัชนา บทความข่าว ผลการปฏิบัติธรรม ตักบาตรพระ บาลีน่ารู้ กฏแห่งกรรม ฝันในฝัน case study ตักบาตรพระ บวชพระ

บทความอยู่ในบุญ อานิสงส์บูชาการอุบัติขึ้น ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

อานิสงส์แห่งบุญ
เรื่อง : พระมหาเสถียร สุวณฺณฐิโต ป.ธ.๙ / พระมหาวิริยะ ธมฺมสารี ป.ธ.๙ 
ภาพประกอบ : กองพุทธศิลป์

 

อานิสงส์บูชาการอุบัติขึ้น
ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 

สุโข พุทธานัง อุปปาโท 
การอุบัติเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าทั้งหลายนำสุขมาให้ 
ดวงจันทร์ในคืนวันเพ็ญโคจรไปในอากาศ สว่างกว่าหมู่ดวงดาวด้วยกำลังแห่งรัศมี 
เฉกดังพระชินสีห์เมื่ออุบัติในโลก รุ่งโรจน์กว่าสัตว์ทั้งมวล

 


    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์เป็นบุคคลศักดิ์สิทธิ์และอัศจรรย์ แม้ขณะยังทรงมิได้ตรัสรู้ก็ตาม ทรงมีพระประวัติที่งดงามหมดจด ไม่มีใครเปรียบได้เลย ควรแก่การบูชาอย่างยิ่ง สมควรที่จะศึกษาเรื่องราวของพระองค์ และน้อมจิตระลึกถึงเป็นพุทธานุสติแน่นแฟ้นในใจ เหมือนเรื่องของ พระชาติปูชกะเถระ ผู้ได้ทำการบูชาในความยิ่งใหญ่ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านับตั้งแต่ช่วงที่พระองค์เพิ่งประสูติทีเดียว 


    ย้อนหลังไปในยุคพระวิปัสสีพุทธเจ้า ท่านได้เกิดเป็นลูกเศรษฐี เมื่อเติบโตขึ้นได้ทราบเรื่องราวความมหัศจรรย์ของพระกุมารวิปัสสีโพธิสัตว์ว่า ขณะที่อุบัติด้วยรูปกายนั้น เกิดแสงสว่างเจิดจ้าไปทั่วทุกทิศทุกทาง พื้นแผ่นดิน ทะเล มหาสมุทร ภูเขา ก็หวั่นไหว เหล่าโหราจารย์ได้พากันพยากรณ์พระกุมารว่า ต่อไปพระองค์จะได้เป็นพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่าชาวโลกทั้งปวง และจักขนเหล่าสรรพสัตว์ออกจากห้วงทุกข์แห่งวัฏสงสาร 


    เมื่อเขาทราบเรื่องมหัศจรรย์เช่นนั้น ก็มีจิตเลื่อมใส คิดที่จะทำการบูชาพระกุมารวิปัสสีโพธิสัตว์ โดยได้ทำการบูชาตามลำดับใน ๓ ช่วงวัยของพระองค์ คือ ๑. ทำการบูชาในเวลาที่พระองค์ยังทรงเป็นพระกุมาร ๒. ทำการบูชาในช่วงที่พระองค์ทรงเจริญวัยขึ้น  ๓. ทำการบูชาในช่วงที่พระองค์ทรงครองสมบัติ แต่เสียดายที่ท่านเสียชีวิตลงก่อน ยังไม่ทันเห็นพระกุมารเสด็จออกผนวชและตรัสรู้ธรรม เมื่อละโลกก็ได้ไปบังเกิดในสวรรค์ จากนั้นเวียนว่ายตายเกิดในสุคติภูมิอย่างเดียว


    ในชาติสุดท้ายนี้ ท่านได้บังเกิดในตระกูลหนึ่ง ครั้นอายุล่วงมาได้ ๘๗ ปี ได้เกิดความเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วออกบวชบำเพ็ญเพียร ไม่นานนักก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ จากนั้นได้ระลึกชาติย้อนไปดู ผลบุญในอดีต เมื่อเห็นด้วยญาณทัสนะชัดเจนแล้ว จึงพรรณนาอานิสงส์การบูชานี้ว่า “...เมื่อถือกำเนิดในสุคติภูมิ ไม่ว่าจะเป็นเทวดาหรือมนุษย์ ย่อมโดดเด่นเลิศล้ำกว่าใคร ๆ แม่นมพี่เลี้ยงทั้งหลายดูแลบำรุงรักษาเป็นอย่างดีคอยเอาใจประคบประหงมตามที่ใจต้องการ โดยไม่มีใครทำให้ขุ่นเคืองหรือขัดใจเลย อีกทั้งผลบุญแห่งการบูชาอย่างนี้ ยังทำให้ได้เกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓๔ ครั้ง และได้บรรลุปฏิสัมภิทาญาณ ๔ วิโมกข์ ๘ อภิญญา ๖...” พุทธลักษณะที่น่าอัศจรรย์

 


    เรื่องราวของพระวิปัสสีพุทธเจ้าในช่วงครองฆราวาสวิสัยนั้น จะขยายความเพิ่มเติมจากข้างต้น เพื่อให้เข้าใจ เห็นภาพชัดขึ้น และเพิ่มความเลื่อมใสในพระพุทธองค์ยิ่ง ๆ ขึ้นไป 


    เมื่อพระวิปัสสีโพธิสัตว์เสด็จออกจากพระครรภ์พระมารดา ทั่วหมื่นจักรวาลได้เกิดแสงสว่างเจิดจ้ากว่ารัศมีเทวดานับประมาณมิได้ และเกิดสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วหมื่นจักรวาล พวกพราหมณ์พยากรณ์ได้กราบทูลพระเจ้าพันธุมา ผู้เป็นพระราชบิดาของพระ-โพธิสัตว์ว่า “ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงดีพระทัยเถิด พระราชโอรสของพระองค์ที่ได้ประสูติแล้วจะทรงมีศักดิ์ยิ่งใหญ่ พระกุมารนี้มีลักษณะมหาบุรุษครบบริบูรณ์ ๓๒ ประการ” ความพิเศษของลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการของพระวิปัสสีกุมารนี้มีมากมาย เช่น 


    ลักษณะพิเศษทางตา คือ ไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน สามารถทอดพระเนตรเห็นได้ไกลในรัศมี ๑ โยชน์ อีกทั้งไม่เคยต้องกะพริบพระเนตรเลย  ไม่เหมือนตาของคนทั่วไปที่ต้องคอยกะพริบบ่อย ๆ เพื่อหล่อเลี้ยงนัยน์ตาให้ชุ่มชื่นเสมอ ดังนั้นพระเนตรของพระองค์จึงเป็นเหมือนนัยน์ตาของเทวดาชาวสวรรค์ที่ไม่ต้องกะพริบ พระองค์จึงได้พระนามว่า วิปัสสี แปลว่า ผู้เห็นแจ้งวิเศษ

 


    ลักษณะพิเศษทางเสียง คือ ทรงเป็นผู้มีพระสุรเสียงกลมกล่อมไพเราะ เป็นที่ตั้งแห่งความรักแก่ผู้ได้สดับ คล้ายเสียงของนกการเวกที่ป่าหิมพานต์ คือ เมื่อนกการเวกใช้จะงอยปากจิกดื่มน้ำหวานในมะม่วงสุก มันจะกระพือปีกร้องดีใจเป็นอย่างมาก เสียงร้องนั้นสามารถทำให้สัตว์ทั้งหลายที่ได้ยินรู้สึกเคลิบเคลิ้มแทบคุมสติไม่อยู่ สัตว์บางตัวก็ทิ้งหญ้าที่คาบไว้เพื่อหยุดฟังเสียง สัตว์นักล่า ขณะไล่ล่าอยู่ก็ชะงักเท้าหยุดจังงัง สัตว์ที่ถูกล่าก็ทิ้งความกลัวตายชะงักนิ่งเช่นกัน แม้นกในอากาศก็เหยียดปีกไว้แล้วหยุดฟัง ส่วนปลาในน้ำกระดิกครีบหยุดฟังเสียง แต่กระนั้นก็ตาม พระสุรเสียงของพระองค์ยังไพเราะกว่าเสียงนกการเวกหลายร้อยหลายพันเท่า  


    เปี่ยมด้วยพุทธิปัญญา พระวิปัสสีกุมารทรงมีความพิเศษตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ วันหนึ่งพระราชบิดาได้ประทับนั่งในศาลเพื่อพิพากษาคดี โดยทรงวางพระกุมารให้นั่งบนพระเพลา (ตัก) แล้วทำการไต่สวนพิจารณาคดี พระกุมารทรงใช้พระปัญญาพิจารณาคดีตามไปด้วย ทรงทราบคดีนั้นอย่างทะลุปรุโปร่ง หากอำมาตย์พิจารณาตัดสินคนถูกให้กลายเป็นคนผิด พระกุมารก็จะทรงเปล่งพระสุรเสียงแสดงความไม่พอพระทัย สัญญาณนี้ทำให้
พระราชาต้องตรัสว่า “พวกท่านช่วยพิจารณาคดีนี้อีกครั้งสิ” เมื่อพวกอำมาตย์พิจารณาคดีใหม่อย่างรอบคอบ ทำให้การวินิจฉัยคดีถูกต้อง พอทรงเจริญวัย พระราชบิดาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างปราสาท ๓ ฤดู พระราชกุมารทรงเสวยสุขสมบัติในปราสาทแต่ละหลังเป็นเวลา ๔ เดือน ทรงครองฆราวาสวิสัยยาวนานถึง ๘,๐๐๐ ปี เมื่อทรงเห็นเทวทูต ๔ จึงเสด็จออกผนวชด้วยรถม้าและตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 
ฝึกพุทธานุสติอย่างง่าย...ด้วยพุทธประวัติ

 


    หากเรามีโอกาสทำการบูชาพระพุทธคุณในทางใดทางหนึ่งเหมือนการบูชาของพระเถระองค์นี้ ย่อมจะได้อานิสงส์เหมือนกับที่ท่านได้ เช่น หากเลื่อมใสการประสูติของพระองค์ จะได้อานิสงส์มีผู้เลี้ยงดูอย่างดี หรือหากเลื่อมใสการตรัสรู้ของพระองค์ จะได้อานิสงส์ทำให้มีสถานที่สัปปายะเหมาะแก่การเจริญภาวนาและเข้าถึงธรรมอย่างง่ายดาย เป็นต้น


    ปัจจุบันเราสามารถทำจิตให้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้าได้โดยผ่านการฟัง การอ่าน และการทบทวนประวัติของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์เสมอ ๆ เมื่อซาบซึ้งดีแล้ว เราจึงจะเกิดความภาคภูมิใจที่ได้เกิดเป็นชาวพุทธ ขณะที่อ่านก็ให้สร้างมโนภาพตามให้ชัดเจนจนติดเข้าไปในใจประดุจเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้น ๆ จะทำให้พุทธประวัติที่เราได้ศึกษาเป็นการฝึกพุทธานุสติ สามารถน้อมจิตภาวนาตรึกระลึกถึงองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ง่ายขึ้นอีกด้วย...  


วิสาขบูชา วันพระสัมมาสัมพุทธเจ้า


วิสาขบูชา.. เป็นวันประสูติ
    ประสูติวันเพ็ญเดือนหก วิสาขปุณณมี จุติจากดุสิตบุรี ประสูติทรงเดิน ๗ ก้าวทันที
พระมหาบุรุษผู้เปี่ยมบารมีได้เปล่งอาสภิวาจา “เราเป็นผู้เลิศในโลก เป็นผู้เจริญที่สุดในโลก 
เป็นผู้ประเสริฐที่สุดในโลก นี่เป็นชาติสุดท้าย ภพใหม่ของเราไม่มี”


วิสาขบูชา.. เป็นวันตรัสรู้
    เพ็ญวันวิสาขมาส ทรงตั้งจิตอธิษฐาน “ตราบใดยังไม่บรรลุธรรมพระสัพพัญญุตญาณ
แม้เลือดและเนื้อในกายเหือดแห้งหายไปจะไม่ลุกจากบัลลังก์” มัชฌิมาปฏิปทา ท่านทำใจหยุดนิ่ง ดำดิ่งเข้าสู่กลางของกลาง ได้ตรัสรู้ธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า


วิสาขบูชา.. เป็นวันปรินิพพาน
    ดวงจันทร์นำความสว่างเจิดจ้ากลางท้องนภา องค์พระศาสดาส่องธรรมสว่างกลางใจ 
ก่อนจะปรินิพพาน ประทานปัจฉิมโอวาท “สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง มีความเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงรีบทำประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท”

 

บทความนี้ ถูกใจคุณหรือไม่ + -

บทความอยู่ในบุญทั้งหมด ฉบับที่ ๑๕๒ เดือนมิถุนายน ๒๕๕๘

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร