วารสารอยู่ในบุญ ธรรมะออนไลน์

พระธรรมเทศนา ปุจฉา-วิสัชนา บทความข่าว ผลการปฏิบัติธรรม ตักบาตรพระ บาลีน่ารู้ กฏแห่งกรรม ฝันในฝัน case study ตักบาตรพระ บวชพระ

บทความอยู่ในบุญ ครอบครัวเป็นสุข เรียบเรียงจากพระธรรมเทศนา พระภาวนาวิริยคุณ (หลวงพ่อทัตตชีโว)

 

 

 

เรียบเรียงจากพระธรรมเทศนา
พระภาวนาวิริยคุณ
(หลวงพ่อทัตตชีโว)



             ลูกเอ๊ย มีเรื่องหนึ่งในครอบครัวของพวกเรา ซึ่งถ้าใครปล่อยปละละเลย พยายามแก้ไขเสียเถอะ ถ้าแก้ไขได้ พี่น้องทุกๆ คนในครอบครัวจะรักกัน หลวงพ่อเคยเตือนพวกเรามาแล้วว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในครอบครัวซึ่งพ่อแม่จะต้องรีบแก้ไข คือ ทำอย่างไรลูกๆ ทุกคนจึงจะรักกัน ในขณะที่พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ ถ้าลูกยังไม่รักกันแล้วจะไปหวังว่า เราตายแล้วลูกคงจะรักกัน ช่วยเหลือกัน ย่อมเป็นไปไม่ได้


 

            ส า เ ห ตุ ที่ ลู ก ไ ม่ รั ก กั น

            หลวงพ่อเห็นครอบครัวของพวกเรา หลายๆ คน ลูกๆ ไม่ค่อยถูกกัน ทั้งที่กินข้าวหม้อเดียวกัน วันเกิดก็คลอดตามกันมาจากพ่อแม่เดียวกัน แต่เสร็จแล้วลูกก็ยังไม่ถูกกัน

            จะใช้ได้อย่างไร ถ้ากินข้าวด้วยกันยังไม่พูดกัน
ยกตัวอย่าง แม่ใช้ลูกคนโตไปสั่งงานลูกคนเล็ก เจ้าคนเล็กไม่พูดด้วยเสียอย่างนั้นแหละ พอแม่ใช้เจ้าคนเล็กไปเรียกเจ้าคนโต เจ้าคนเล็กก็ไม่ยอมไป ขนาดพ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ยังมีสภาพอย่างนี้ นี่เป็นความพินาศของครอบครัววงศ์ตระกูล
อะไรเป็นสาเหตุใหญ่ของสิ่งเหล่านี้ ที่ทำให้พี่ๆ น้องๆ ลูกๆ ในครอบครัวไม่รักกัน


            ประการแรก พ่อแม่ไม่ได้ฝึกลูกให้มีความเคารพกันตามลำดับอาวุโส

            พี่ต้องเป็นพี่ น้องต้องเป็นน้อง ให้เคารพนับถือกันตามอาวุโสอย่างนี้ ตั้งแต่เล็กจึงจะถูกต้อง

            ถ้าน้องคนไหนเรียกพี่ว่า "ไอ้ อี" ขึ้นมาละก็ พ่อแม่ต้องห้ามปรามดุว่าไปเลยตั้งแต่ยังเล็ก สอนเขาให้เรียกพี่เรียกน้องกันว่า "พี่ครับ พี่จ๋า" "แม่จ๊ะ แม่จ๋า" "พ่อจ๊ะ พ่อจ๋า"

            ถ้าลูกพูด "จ๊ะ จ๋า" "ครับ ผม" ไม่เป็นตั้งแต่เล็ก โตขึ้นลูกก็พูดไม่เป็น แล้วคำพูดทุกคำเวลาเขาโตขึ้น จะเป็นคำพูดที่ระคายหู ไม่เพียงระคายหูเฉพาะเราหรอก กับคนอื่นก็ระคายหูไปหมด แล้วลูกเราก็คือคนที่โลกไม่ต้องการ เข้าไปที่ไหนคนเขาก็รังเกียจ เพราะลูกพูดจาระคายหู เหมือนอย่างเอาลวดหนามแยงหูอย่างนั้นแหละ


            ประการที่ ๒ พ่อแม่บางคนลำเอียงรักลูกไม่เท่ากัน

            นี่ก็ความผิดของพ่อแม่ ถามใจตัวเองดูว่า เรามีลูกกี่คน แล้วรักลูกเท่ากันไหม ถ้ารักไม่เท่ากัน นี่จะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ลูกมองหน้ากันไม่ติด ถึงแม้สมมติว่า เรารักลูกไม่เท่ากัน ก็ต้องเก็บเรื่องนี้ไว้ข้างในใจ ข้างนอกต้องปฏิบัติกับลูกให้เสมอกันให้ได้ ถ้าไม่อย่างนั้นลูกจะไม่ถูกกัน ใครรักลูกไม่เท่ากัน แก้ไขเสีย


            ประการที่ ๓ ถึงเวลากินข้าว กินไม่พร้อมกัน

            ระวังนะ ถ้ากินไม่พร้อมกัน แม้กับข้าวเตรียมไว้เพียงพอสำหรับทุกๆ คน แต่ถ้ามากิน ไม่พร้อมกัน คนหนึ่งมาก่อน มือหนักกินมากไปบ้าง คนหลังมา เหลือแต่น้ำแกง เขาก็ขุ่นอยู่ในใจ แล้วก็เก็บไว้ข้างใน วันหลังเจออย่างนั้นอีก ก็ยิ่งขุ่นใจหนักเข้าไปอีก แต่ไม่รู้ว่าจะพูดว่าอย่างไร มีความรังเกียจกันอยู่ในใจ แต่ยังหาเหตุไม่ได้ พอไปหาเหตุอะไรได้สักอย่างหนึ่ง ระเบิดตูมเลย แล้วตั้งแต่นั้นมาพี่น้องจะกินใจกัน

            แล้วไปสังเกตเถอะ ถ้าบ้านไหนกินข้าวไม่พร้อมกัน ลูกคนขี้เกียจที่สุดนั่นแหละ จะรีบมากินก่อน เขาจะเป็นคนที่อิ่มที่สุด ในขณะที่ลูกคนขยันจะเป็นลูกที่อดที่สุด แล้วลูกขยันคนนี้แหละ ก็จะหาทางออกจากบ้านให้เร็วที่สุด ไม่รู้จะอยู่ทำไม ส่วนลูกคนขี้เกียจ ก็รู้ตัวว่าทำงานไม่เป็น เขาก็ประจบแม่ประจบพ่ออย่างที่สุด ให้พ่อให้แม่โอ๋ ต่อหน้าทำตัวให้น่ารัก แต่ลับหลังกลับไปก่อเรื่องแสบที่สุดเอาไว้ เมื่อเป็นอย่างนี้ต่อไป เจ้าลูกดีๆ ออกจากบ้านหมด เหลือเจ้าลูกเกเรอยู่ในบ้าน แล้วพ่อแม่ก็มาบ่น "แหม..ลูกมันไม่รักเรา ลูกทิ้งๆ ขว้างๆ เรา"
ความจริงคือมันรักไม่ไหวหรอก เพราะเขาทนเจ้าคนขี้เกียจรังแกไม่ได้ ก็เลยต้องไป อย่างนี้เรียกว่า เลี้ยงลูกไม่เป็น


            ประการที่ ๔ ไม่เคยสอนลูกให้สวดมนต์ ไหว้พระ

            เมื่อไม่เคยสอนลูกให้สวดมนต์ไหว้พระ แต่ละคนก็พูดแต่ว่า "กูเก่งๆ" คนเราถ้าได้สวดมนต์ไหว้พระกราบพระเป็นประจำแล้ว เท่ากับฝึกลูกให้รู้ตัวว่า คนเก่งกว่าเขายังมี อย่างน้อยก็คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าไม่เคยสวดมนต์ ไม่เคยไหว้พระเลย ลูกจะมีความนึกคิดอย่างนี้เข้ามาว่า "กูก็หนึ่ง ใครๆ ก็สู้กูไม่ได้" แล้วถ้ามี พี่น้องกัน ๓ คน ๕ คน แต่ละคน "กูก็หนึ่ง แล้วกูก็เก่ง" ใครจะไปยอมกันได้อย่างไร ลูกเอ๊ย

            ถ้าเราช่วยกันแก้ไขในสิ่งเหล่านี้ ครอบครัว เราจะอยู่เย็นเป็นสุข พ่อแม่มีชีวิตอยู่ก็ชื่นใจ เพราะลูกเต้าไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน ตายก็นอนตาหลับ มั่นใจว่าพี่ๆ น้องๆ คงจะประคับประคองกันไปได้ ใครยังไม่ได้ทำ รีบทำเสีย ถึงแม้บางท่าน ไม่มีลูก แต่ขณะนี้ยังอยู่กับพ่อกับแม่ ลองถาม ตัวเองสิว่า "ขณะนี้ในบ้านเราเป็นอย่างไร กินข้าว พร้อมกันไหม พี่ๆ น้องๆ พูดกันเพราะดีไหม เคารพกันตามอาวุโสไหม หรือเรียกพี่ก็เรียก "อี" เรียก "ไอ้" เวลาอยู่ในบ้านก่อนนอนสวดมนต์กันบ้างหรือเปล่า ถ้าสวดมนต์สวดพร้อมกันไหม ไปดูแก้ไขกันให้ครบให้ถ้วน ถ้าไม่อย่างนั้นอย่าหวังเลยว่า ที่บ้านจะมีความสุข มีพี่น้องก็เหมือนเป็นคนอื่น เพราะถ้ากินใจกันเพียงแค่กินข้าวไม่พร้อมหน้ากัน ก็พอมีเหตุที่จะทำให้พี่ๆ น้องๆ แตกแยกกันได้ ขอให้พิจารณากันให้ดี แล้วครอบครัวจะได้เป็นสุข

 

 

บทความนี้ ถูกใจคุณหรือไม่ + -

บทความอยู่ในบุญทั้งหมด ฉบับที่ ๒๓ ประจำเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๔๗

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร