วารสารอยู่ในบุญ ธรรมะออนไลน์

พระธรรมเทศนา ปุจฉา-วิสัชนา บทความข่าว ผลการปฏิบัติธรรม ตักบาตรพระ บาลีน่ารู้ กฏแห่งกรรม ฝันในฝัน case study ตักบาตรพระ บวชพระ

บทความอยู่ในบุญ พุทธประวัติ "พระพุทธเจ้า ๓ ประเภท"

 

(ภาพต่อจากฉบับที่แล้ว เรื่องอาภัพ ๑๘ ประการ)
๘. เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์ ย่อมไม่เป็นคน นิยตมิจฉาทิฏฐิ หมายถึง พวกที่มีความเห็นผิด อันไม่มีขอบเขต เป็นรากเหง้าของวัฏฏะ ไม่มีโอกาสหลุดพ้นจากภพ เป็นผู้ถูกห้ามหนทางสวรรค์ และหนทางมรรคผลนิพพาน


             การสร้างบารมีเพื่อที่จะเป็นพระพุทธเจ้าได้นั้น จะต้องอาศัยกำลังใจอันมหาศาลและใช้ระยะเวลาในการสร้างบารมีที่ยาวนาน จนกว่าจะได้มาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง พระพุทธเจ้าจึงแบ่งได้เป็น ๓ ประเภท ตามพระบารมีที่ได้สั่งสมอบรมมา คือ

 
๙. เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์ ย่อมไม่เป็นเพศหญิง หรือเป็นบัณเฑาะว์ หรือเป็นกะเทย หรือเป็นบุคคลมี ๒ เพศ (อุภโตพยัญชนก)
๑๐. เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์ ย่อมไม่ทำ อนันตริยกรรม คือ กรรมหนัก ๕ อย่างคือ
 
(๑) ไม่ฆ่าพ่อของตนเอง
(๒) ไม่ฆ่าแม่ของตนเอง


            ๑.พระปัญญาธิกพุทธเจ้า คือ พระพุทธเจ้าที่ทรงสร้างบารมีประเภทมีปัญญาแก่กล้า มีปัญญาบารมีมาก คือรีบจะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ก็จะมีพุทธบริษัท ๔ อยู่จำนวนหนึ่งที่จะพาเข้านิพพาน

            ใช้ระยะเวลาในการสร้างบารมี ๒๐ อสงไขยกับอีกแสนมหากัป เริ่มตั้งแต่ทรงดำริในพระทัยว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าใช้เวลา ๗ อสงไขย เมื่อสั่งสมกุศลธรรมแล้ว เปล่งวาจาว่าอยากจะเป็น พระพุทธเจ้าใช้เวลาอีก ๙ อสงไขย แล้วหลังจากได้รับพุทธพยากรณ์ครั้งแรกว่า จะได้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคตกาลภายภาคเบื้องหน้าใช้เวลาอีก ๔ อสงไขยกับอีกแสนมหากัป รวมแล้วใช้เวลาสร้างบารมีทั้งหมด ๒๐ อสงไขยกับอีกแสนมหากัป


(๓) ไม่ฆ่าพระอรหันต์
(๔) ไม่ทำให้พระพุทธเจ้าทรงห้อพระโลหิต
(๕) ไม่ทำให้สงฆ์แตกแยกกัน
๑๑. เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์ ย่อมไม่เป็นคนโรคเรื้อน โรคร้ายแรง
๑๒. เมื่อกำเนิดในสัตว์ดิรัจฉาน ย่อมเป็นสัตว์อยู่ในประเภท ที่มีกายไม่เล็กกว่านกกระจาบ และไม่ใหญ่กว่าช้าง
๑๓. ไม่เกิดในขุปปิปาสิกเปรต (เปรตผู้หิวกระหาย) และ นิชฌามตัณหิกเปรต (เปรตผู้ถูกความอยากเผาผลาญ) และกาลกัญชิกาสูร (เปรตชนิดหนึ่งที่ตัวสูงใหญ่มาก)
๑๔. ไม่เกิดในอเวจีมหานรก และโลกันตนรก
๑๕. เมื่อเกิดเป็นเทวดาในสวรรค์ ชั้นกามาวจร ก็ไม่เป็นเทวดาผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ และไม่เป็นเทวบุตรมาร
๑๖. ไม่เกิดเป็นอสัญญีพรหม ซึ่งเป็นพรหมที่มีแต่รูปร่าง ไม่มีความรู้สึกนึกคิด และไม่เกิดเป็นสุทธาวาสพรหม เพราะว่า สุทธาวาสพรหมจะต้องบรรลุเป็นพระอรหันต ์ในไม่ช้า


            ๒.พระสัทธาธิกพุทธเจ้า คือ พระพุทธเจ้าที่ทรงสร้างบารมีประเภทมีศรัทธาแก่กล้า คือมีศรัทธามาก ยืดเวลาไปอีกอยู่ในระดับกลาง ยังไม่รีบเข้านิพพาน จะขอรวบรวมพุทธบริษัท ๔ ให้ได้มากๆ แล้วจะได้พาเข้านิพพานทีละมากๆ

            ใช้ระยะเวลาในการสร้างบารมี ๔๐ อสงไขยกับอีกแสนมหากัป เริ่มตั้งแต่ทรงดำริในพระทัยว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าใช้เวลา ๑๔ อสงไขย เมื่อสั่งสมกุศลธรรมแล้วเปล่งวาจาว่าอยากจะเป็นพระพุทธเจ้าใช้เวลาอีก ๑๘ อสงไขย และหลังจากได้รับพุทธพยากรณ์ครั้งแรกว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าใช้เวลา ๘ อสงไขยกับอีกแสนมหากัป รวมแล้วใช้เวลาสร้างบารมีทั้งหมด ๔๐ อสงไขยกับอีกแสนมหากัป

 
๑๗. ไม่เกิดในอรูปภพ เพราะเป็นอรูปพรหมที่ทำ ฌานที่ไม่มีรูปมากำหนดเป็นอารมณ์ จักมีอายุยืน ยาวมาก
๑๘. ไม่ไปเกิดในจักรวาลอื่น


            ๓.พระวิริยาธิกพุทธเจ้า คือ พระพุทธเจ้าที่พระองค์ทรงสร้างบารมีประเภทมีความเพียร แก่กล้า เรียกว่า ปรารถนาจะนำพาพุทธบริษัท ๔ เข้านิพพานไปให้ได้มากๆ จะใช้เวลานานแค่ไหนก็ยอม เหมือนอย่างพระศรีอาริย ์

            ใช้ระยะเวลาในการสร้างบารมี ๘๐ อสงไขยกับอีกแสนมหากัป อีกหนึ่งเท่าของประเภท สัทธาธิกพุทธเจ้า เริ่มตั้งแต่ทรงดำริในพระทัยว่าอยากจะเป็นพระพุทธเจ้าใช้เวลา ๒๘ อสงไขย เมื่อสั่งสมกุศลธรรมแล้ว เปล่งวาจาว่าอยากเป็นพระพุทธเจ้าอีก ๓๖ อสงไขย และหลังจากได้รับพุทธพยากรณ์ครั้งแรกว่า จะได้เป็นพระพุทธเจ้าใช้เวลาอีก ๑๖ อสงไขยแสนมหากัป รวมแล้ว ๘๐ อสงไขยกับอีกแสนมหากัป

พระพุทธเจ้าแบ่งได้ ๓ ประเภท ตามพระบารมีที่ได้สั่งสมอบรมมา

(๑) พระปัญญาธิกพุทธเจ้า คือ พระพุทธเจ้าที่ทรงสร้างบารมี ประเภทมีปัญญาแก่กล้า มีปัญญามาก ระยะเวลาการสร้างบารมี ๒๐ อสงไขย กับอีกแสนมหากัป
เริ่มตั้งแต่ทรงดำริในพระทัยว่า จะเป็นพระพุทธเจ้าใช้เวลา ๗ อสงไขย เมื่อสั่งสมกุศลธรรมแล้ว เปล่งวาจาว่าอยากจะเป็น พระพุทธเจ้าใช้เวลาอีก ๙ อสงไขย แล้วหลังจากได้รับพุทธพยากรณ์ครั้งแรกว่า จะได้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ในอนาคตกาลภายภาคเบื้องหน้า ใช้เวลาอีก ๔ อสงไขย กับอีกแสนมหากัป รวมแล้วใช้เวลาสร้างบารมีทั้งหมด ๒๐ อสงไขยกับอีกแสนมหากัป
(๒) พระสัทธาธิกพุทธเจ้า คือ พระพุทธเจ้าที่ทรงสร้างบารมี ประเภทมีศรัทธาแก่กล้า คือมีศรัทธามาก ระยะเวลาการสร้างบารมี ๔๐ อสงไขย กับอีกแสนมหากัป
เริ่มตั้งแต่ทรงดำริในพระทัยว่า จะเป็นพระพุทธเจ้าใช้เวลา ๑๔ อสงไขย เมื่อสั่งสมกุศลธรรม แล้วเปล่งวาจาว่า อยากจะเป็นพระพุทธเจ้า ใช้เวลาอีก ๑๘ อสงไขย และหลังจากได้รับพุทธพยากรณ์ครั้งแรกว่า จะได้เป็นพระพุทธเจ้า ใช้เวลา ๘ อสงไขย กับอีกแสนมหากัป รวมแล้วใช้เวลาสร้างบารมีทั้งหมด ๔๐ อสงไขย กับอีกแสนมหากัป
(๓) พระวิริยาธิกพุทธเจ้า คือ พระพุทธเจ้าที่พระองค์ทรงสร้างบารมี ประเภทมีความเพียร แก่กล้า ระยะเวลาการสร้างบารมี ๘๐ อสงไขย กับอีกแสนมหากัป


            พระพุทธเจ้าทั้ง ๓ ประเภท เมื่อจะได้รับคำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าเป็นครั้งแรกนั้น ถ้าหากพระโพธิสัตว์เปลี่ยนใจไม่ปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้า แต่มีความประสงค์ที่จะเป็นพระสาวกของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ก็สามารถบรรลุเป็นพระอรหันตสาวกได้ทันที คือมีกำลังบารมีมากถึงขนาดนั้น แต่ว่าถ้าตั้งใจอย่างแน่วแน่แล้วมักจะไม่ค่อยเปลี่ยนใจ ที่เปลี่ยนใจก็มีมากเหมือนกัน ไม่เปลี่ยนใจก็มาก มากกว่า เมล็ดทรายในท้องมหาสมุทรทั้ง ๔ นั่นแหละ

เริ่มตั้งแต่ทรงดำริในพระทัยว่า อยากจะเป็นพระพุทธเจ้าใช้เวลา ๒๘ อสงไขย เมื่อสั่งสมกุศลธรรมแล้ว เปล่งวาจาว่า อยากเป็นพระพุทธเจ้าอีก ๓๖ อสงไขย และหลังจากได้รับพุทธพยากรณ์ครั้งแรกว่า จะได้เป็นพระพุทธเจ้าใช้เวลาอีก ๑๖ อสงไขยแสนมหากัป รวมแล้ว ๘๐ อสงไขย กับอีกแสนมหากัป
การสร้างบารมีเพื่อจะเป็นพระพุทธเจ้าได้นั้น
จะต้องอาศัยกำลังใจอันมหาศาล กับระยะเวลาในการสร้างบารมีที่ยาวนาน จนกว่าจะได้มาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าทั้ง ๓ ประเภท เมื่อจะได้รับคำพยากรณ์ จากพระพุทธเจ้าเป็นครั้งแรกนั้น ถ้าหากพระโพธิสัตว์เปลี่ยนใจ ไม่ปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้า แต่มีความประสงค์ที่จะเป็นพระสาวก ของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ก็สามารถบรรลุเป็นพระอรหันตสาวกได้ทันที


           อันที่จริง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราพระองค์นี้ พระองค์ปรารถนาจะมีอายุยืนถึง ๑ กัป ได้ทรงให้นัยกับพระอานนท์ถึง ๑๖ ครั้งว่า ตถาคตเจ้ารู้วิธีการที่จะทำให้อายุยืนถึง ๑ กัป ไม่ใช่กัปแค่ ๑๒๐ ปี อย่างที่เขาเขียนกันในตำรับตำรานะ ๑ กัปนี่ยาวเลยนะ ยาวนานมาก พระองค์ทรงรู้วิธีการ คือเข้าอนิมิตเจโตสมาธิ โดยมีอิทธิบาท ๔ คือ มีฉันทะปรารถนาจะอายุยืนๆ อย่างนั้น มีวิริยะ คือ ความเพียรที่จะให้อายุยืนๆ มีจิตตะ คือ มีใจจดจ่อที่จะทำให้อายุยืนให้ได้เลย และมีวิมังสาคือดูว่า ทำอย่างไรอายุจะยืน แล้วเข้า อนิมิตเจโตสมาธิโดยอาศัยธรรมกายอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งทำได้เฉพาะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์เดียว 

 

บทความนี้ ถูกใจคุณหรือไม่ + -

บทความอยู่ในบุญทั้งหมด ฉบับที่ ๒๓ ประจำเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๔๗

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร