วารสารอยู่ในบุญ ธรรมะออนไลน์

พระธรรมเทศนา ปุจฉา-วิสัชนา บทความข่าว ผลการปฏิบัติธรรม ตักบาตรพระ บาลีน่ารู้ กฏแห่งกรรม ฝันในฝัน case study ตักบาตรพระ บวชพระ

บทความอยู่ในบุญ มารดาพระสารีบุตร เลิกนับถือเทพเจ้าไปนานแล้ว

ธรมมะอินเทรนด์
เรื่อง : ชนนี e-mail:crystalball072@yahoo.com

 

 

  ในการดำรงชีวิตของมนุษย์ทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมา มวลมนุษย์ต่างเสาะแสวงหาที่พึ่ง ที่ยึดเหนี่ยว เพื่อความปลอดภัยเพื่อความมั่นคงทางจิตใจ และเพื่อตอบข้อสงสัยต่างๆ ที่อยู่เหนือความสามารถที่ตนเองจะวินิจฉัยได้เช่น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นฟ้าร้อง ฟ้าผ่า น้ำท่วม แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด และอื่นๆ ทำให้มนุษย์ในสมัยโบราณเหมารวมไปว่า ตนกำลังถูกลงโทษจากผู้มีอำนาจลี้ลับ จึงหาทางวิงวอนร้องขอ เพื่อให้รอดพ้นจากการถูกลงโทษและเพื่อให้ผู้มีอำนาจบันดาลสิ่งที่ปรารถนาให้นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการเริ่มนับถือภูเขา ต้นไม้ จอมปลวก ฯลฯ รวมทั้งเทพเจ้าต่างๆ

        แม้ในปัจจุบันนี้ก็ตาม ด้วยสภาพสังคมที่สับสนและชีวิตที่เต็มไปด้วยปัญหานานัปการ ทำให้ผู้คนต่างดิ้นรนแสวงหาที่พึ่งให้กับตนเองได้ยินข่าวว่ามีอะไรดีที่ไหนก็เฮตามๆ กันไป ด้วยหวังว่าจะได้ของขลังมาครอบครอง จะได้มีโชค มีลาภ และแคล้วคลาดปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง

       แต่การจะดำเนินชีวิตให้ปลอดภัยไร้ทุกข์ได้จริงๆ ทั้งในปัจจุบันนี้และในภพชาติเบื้องหน้าไม่ใช่เรื่องง่าย จะต้องรู้ว่าสิ่งใดกันแน่คือที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง เพราะถ้าเดินทางผิดความเสียหายที่ได้รับนั้นมหาศาลจริงๆ เพราะจะทำให้เรายิ่งห่างไกลจากพระรัตนตรัยและเส้นทางพระนิพพาน ซึ่งเป็นเส้นทางที่จะนำไปสู่ความดับทุกข์ที่แท้จริงมากยิ่งขึ้น

       วันนี้มีเรื่องราวจากพระไตรปิฎก(1) มาเล่าสู่กันฟัง เป็นเรื่องของพระสารีบุตร อัครสาวกเบื้องขวา ผู้สามารถแสดงพระธรรมจักรและอริยสัจ ๔ ได้เหมือนพระพุทธองค์ และได้รับการแต่งตั้งจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เป็นเอตทัคคะในทางผู้มีปัญญามาก

       วันหนึ่ง พระสารีบุตรตรวจดูอายุสังขาร ทราบว่าจะอยู่ได้อีกเพียง ๗ วัน ท่านนึกถึงโยมมารดาว่า "มารดาของเรา เป็นมารดาของพระอรหันต์ถึง ๗ องค์ แต่ยังไม่เลื่อมใสในพระรัตนตรัยเลย" ท่านจึงตกลงใจที่จะไปปรินิพพานที่บ้านเกิด เพื่อโปรดโยมมารดา

       จากนั้น ท่านได้ไปกราบทูลลาพระบรมศาสดา แล้วเดินทางออกจากพระนครสาวัตถีพร้อมภิกษุ ๕๐๐ รูปผู้เป็นศิษย์เมื่อพระสารีบุตรมาถึงบ้าน นางพราหมณีมารดาของท่านดีใจมาก เพราะคิดว่าท่านคงจะมาสึก

        ในคืนนั้น นางเห็นเทวดามาเยี่ยมพระลูกชาย ด้วยความประหลาดใจนางจึงถามว่า"พวกใครมา"

       พระสารีบุตรตอบว่า "ท้าวมหาราชทั้ง ๔ (ท้าวจตุโลกบาล)"
        โยมมารดา : "เจ้าใหญ่กว่าท้าวมหาราชทั้ง ๔ หรือพ่อ"
       พระสารีบุตร : "ท้าวมหาราชทั้ง ๔ เปรียบเสมือนเด็กวัด ตั้งแต่พระศาสดาของพวกเราถือปฏิสนธิก็ถือพระขรรค์เฝ้าคอยดูแลรักษา"
        โยมมารดา : "ท้าวมหาราชไปแล้ว ใครมาเล่า"
       พระสารีบุตร : "ท้าวสักกะจอมเทพ"
       โยมมารดา :"เจ้าใหญ่กว่าจอมเทพหรือ"
       พระสารีบุตร : "ท้าวสักกะก็เช่นเดียวกับสามเณรผู้ถือสิ่งของ เมื่อครั้งที่พระศาสดาของพวกเราเสด็จลงจากดาวดึงส์ ก็ถือบาตรจีวรตามลงมา"
       โยมมารดา : "หลังจากที่ท้าวสักกะไปแล้ว ดูเหมือนสว่างไสว ใครมา"
       พระสารีบุตร : "นั่นก็คือมหาพรหม ผู้เป็นพระเจ้าและศาสดาของโยม"

       เมื่อโยมมารดาทราบว่าท้าวมหาพรหมก็มาเยี่ยมพระสารีบุตร นางจึงถามด้วยความอัศจรรย์ใจอย่างยิ่งว่า "พ่อยังใหญ่กว่าท้าวมหาพรหมผู้เป็นพระเจ้าของแม่อีกหรือ" พระสารีบุตรรับว่า "ใช่ เล่ากันมาว่า มหาพรหมสี่เหล่านั้นวันที่พระศาสดาของพวกเราประสูติ ได้เอาตาข่ายทองรองรับพระมหาบุรุษ"

  นางพราหมณีคิดว่า "ขนาดลูกของเรายังมีอานุภาพขนาดนี้พระศาสดาซึ่งเป็นพระเจ้าของลูกจะมีอานุภาพขนาดไหนหนอ"มหาปีติพลันบังเกิดขึ้นแผ่ซ่านไปทั่ว ร่างกาย

     พระสารีบุตรทราบว่า ปีติโสมนัสเกิดขึ้นแก่มารดาแล้ว เป็นเวลาสมควรแก่การแสดงธรรม จึงกล่าวว่า "ขณะที่พระศาสดาประสูติ เสด็จออกผนวช ตรัสรู้ และประกาศพระธรรมจักรนั้น หมื่นโลกธาตุยังหวั่นไหว ทั่วสากลโลกไม่มีใครมีศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติและวิมุตติญาณทัสสนะ เสมอกับพระพุทธองค์" แล้วพระสารีบุตรก็แสดงธรรม เมื่อจบพระธรรมเทศนา นางพราหมณีได้บรรลุโสดาบัน หลังจากนั้น พระสารีบุตรเถระได้ดับขันธปรินิพพานในห้องที่ท่านเกิดนั่นเอง"

        นางพราหมณีได้เห็นอานุภาพอันไม่มีประมาณของพระสารีบุตรเถระ ผู้เป็นพระสงฆ์สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านางจึงบังเกิดความศรัทธาเลื่อมใสอย่างยิ่งในพระรัตนตรัย ประกอบกับมีโอกาสได้ฟังธรรมจากพระสารีบุตรนางจึงได้บรรลุโสดาบันอีกไม่เกิน ๗ ชาติก็จะบรรลุอรหัตผล พ้นจากห้วงทุกข์ในวัฏสงสาร ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป

      ผู้ใดเลื่อมใสในสิ่งที่เลิศ คือ พระรัตนตรัย ผลอันเลิศย่อมเกิดแก่ผู้นั้น เราชาวพุทธมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุดอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องดิ้นรนแสวงหาที่พึ่งอื่นใด เพราะนอกจากพระรัตนตรัยซึ่งมีอานุภาพอันไม่มีประมาณแล้ว ไม่มีที่พึ่งที่ระลึกใดที่จะช่วยให้เราพ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริง 
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

บทความนี้ ถูกใจคุณหรือไม่ + -

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร