วารสารอยู่ในบุญ ธรรมะออนไลน์

พระธรรมเทศนา ปุจฉา-วิสัชนา บทความข่าว ผลการปฏิบัติธรรม ตักบาตรพระ บาลีน่ารู้ กฏแห่งกรรม ฝันในฝัน case study ตักบาตรพระ บวชพระ

บทความอยู่ในบุญ การรู้จักตนเองตามคำสอนของ พระพุทธศาสนาหมายถึงอย่างไร?

หลวงพ่อตอบปัญหา
เรื่อง : พระราชภาวนาจารย์ (หลวงพ่อทัตตชีโว)

 

 

การรู้จักตนเองตามคำสอนของ
พระพุทธศาสนาหมายถึงอย่างไร?

 

ANSWER
คำตอบ

 

    คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าล้วนเกี่ยวกับกายที่ยาววาหนาคืบกว้างศอกของเรานี้เอง หากเราต้องการรู้จักตัวเราเอง ต้องมาศึกษาคำสอนของพระพุทธองค์ว่าท่านทรงสอนให้เรารู้จักตนเองอย่างไร และควรทำอย่างไรต่อไป ถึงจะเป็นการรักตัวเองอย่างแท้จริง


    การทำความรู้จักตนเองขั้นพื้นฐานนั้น มีอยู่ ๔ เรื่อง


    ๑) กายมนุษย์ประกอบจากธาตุไม่บริสุทธิ์


    กายของมนุษย์ประกอบด้วยธาตุสี่ ได้แก่ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม และธาตุไฟ ซึ่งธาตุสี่ ที่ประกอบเป็นเซลล์ในร่างกายมนุษย์เป็นธาตุไม่บริสุทธิ์ จึงทำให้เซลล์ในร่างกายของเราเสื่อมสลายและตายไปสามร้อยล้านเซลล์ต่อนาทีโดยประมาณ 


    สิ่งที่ปรากฏเกิดขึ้นเนื่องจากเซลล์ที่ตายไป คือ อาการหนาวที่เกิดขึ้นของร่างกาย และหากปล่อยให้เซลล์ตายลงไปเรื่อย ๆ เราก็จะมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้ จะถึงซึ่งความตายในที่สุด 


    ดังนั้น จึงต้องหาธาตุสี่จากภายนอกมาเติมให้ร่างกายอบอุ่น แต่ธาตุสี่ที่หามาได้จากภายนอกนั้นก็เป็นธาตุสี่ที่ไม่บริสุทธิ์ เซลล์ใหม่ที่เกิดขึ้นมาทดแทนเซลล์เก่า เนื่องจากได้มาจากธาตุสี่          ที่ไม่บริสุทธิ์ แม้ได้มาเพิ่มใหม่ มันก็ต้องตายต่อไป ฉะนั้นเราก็ต้องหาธาตุสี่มาเติมให้ร่างกาย     ต่อไปตลอดชีวิต วันใดที่ร่างกายไม่สามารถรับธาตุสี่เพิ่มได้อีกต่อไปก็เป็นวันสิ้นสุดชีวิตนี้

 

“ยิ่งรักษาศีลได้มากเท่าไร ยิ่งนั่งสมาธิได้มากเท่าไร อัตราการตายของ

เซลล์ซึ่งมาจากธาตุที่ไม่บริสุทธิ์เหล่านี้ก็จะยิ่งลดลง ๆ ไปอีกเรื่อย ๆ 

นี้คือ ปฏิกิริยาชีวเคมีที่เกิดขึ้นในร่างกายของเรา”


    เมื่อเติมธาตุสี่เข้าไป ร่างกายสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาพร้อมกับได้พลังงานด้วย ความร้อนก็เกิดขึ้นในร่างกาย 


    ความหนาว ความร้อน ที่มีอยู่ในตัวเรา เป็นตัวฟ้องว่า ในกายเรานี้ ทุกนาทีมีตายมีเกิด  และมีเกิดมีตายอยู่ตลอดเวลา ไม่มีอะไรยืนยงคงที่เลย


    การที่เรารู้สึกหิวก็เพราะต้องการธาตุดิน ที่รู้สึกกระหายก็เพราะต้องการธาตุน้ำมาเติม ที่รู้สึกอึดอัดเพราะต้องการหายใจเอาธาตุลมเข้าไป ที่รู้สึกหนาวก็เพราะต้องการธาตุไฟ ทำให้ต้องไปหาเสื้อผ้ามานุ่งห่ม


    อาการเดี๋ยวหนาว เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหิว เดี๋ยวกระหายนี้ เริ่มตั้งแต่เมื่อใด เริ่มตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของมารดา อาการเหล่านี้เกิดขึ้นในครรภ์ และบอกให้รู้ว่าร่างกายของเรานั้นมีตายมีเกิดมาตั้งแต่ก่อนเกิดจากครรภ์มารดาเสียอีก 


    อะไรเป็นเครื่องยืนยันว่าธาตุสี่เหล่านี้ไม่บริสุทธิ์ ก็อุจจาระ ปัสสาวะ ที่อยู่ในตัวเรา ที่ต้อง ขับถ่ายออกมาเพราะมันเป็นกาก เป็นของเสีย ที่ร่างกายเอาไปใช้ไม่ได้ ไม่ใช่ประโยชน์ จึงบอกได้ ว่าธาตุเหล่านี้ไม่บริสุทธิ์ 


    ๒) ความทุกข์เกิดจากธาตุไม่บริสุทธิ์


    อาการต่าง ๆ เหล่านี้ ทั้งหนาว ร้อน หิว กระหาย ขับอุจจาระออก ขับปัสสาวะออก รวมกันเรียกว่า ความทุกข์ประจำตัวหรือประจำสรีระ ซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติของสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ ไม่มีใครทำให้เกิดขึ้น


    ในชีวิตประจำวัน ถ้าเรามีความสำรวมกาย สำรวมวาจา ความทุกข์จำพวกนี้จะบรรเทาเบาบางลงไปได้บ้าง จากที่มีการตายของเซลล์นาทีละสามร้อยล้านเซลล์ ก็ตายน้อยลงไปกว่านั้น ยิ่งรักษาศีลได้มากเท่าไร ยิ่งนั่งสมาธิได้มากเท่าไร อัตราการตายของเซลล์ซึ่งมาจากธาตุที่ไม่บริสุทธิ์เหล่านี้ก็จะยิ่งลดลง ๆ ไปอีกเรื่อย ๆ นี้คือ ปฏิกิริยาชีวเคมีที่เกิดขึ้นในร่างกายของเรา


    ยิ่งเราสามารถควบคุมกาย ควบคุมวาจาของเรา อันเกี่ยวกับการประกอบอาชีพของเราได้ ก็จะยิ่งช่วยลดความทุกข์ที่เกิดขึ้นนี้ลงไปอีกมาก 


    ๓) งานเลี้ยงชีพของมนุษย์คือการเติมธาตุ


    จากต้นเหตุเพราะธาตุสี่ในกายเราที่ไม่บริสุทธิ์ ส่งผลให้เราต้องไปหาธาตุสี่จากภายนอก      มาเติม เพราะว่าเราต้องหาธาตุสี่นี้เอง จึงทำให้เราต้องทำงานหาเลี้ยงชีพ ดังนั้นความจริงมนุษย์เราที่ต้องทำงานก็เพราะต้องการธาตุสี่นั่นเอง 


    แต่การทำงาน เราได้สิ่งตอบแทนเป็นเงินตรา จากนั้นจึงนำเงินตรามาแลกเปลี่ยนเป็น     ปัจจัยสี่อันได้แก่ ที่อยู่อาศัย อาหาร เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค 


    ความซับซ้อนในการดำรงชีวิตของมนุษย์นั้นมีมาก แม้เราจะรับธาตุสี่เข้าไป เราก็ยังไม่รับเข้าไปตรง ๆ ต้องรับผ่านในรูปของปัจจัยสี่ 


    ดังนั้น เมื่อมีใครถามว่า เราทำงานไปเพื่ออะไร ส่วนใหญ่คนจะตอบแค่ว่าทำงานเพื่อให้ได้เงินมา หาได้ยากที่ใครจะมองลึกไปถึงว่าเป้าหมายที่แท้จริงของการทำงานเพื่อธาตุสี่


    เหตุนี้เองมนุษย์จึงทำความเดือดร้อนให้มนุษย์ด้วยกันเองได้ง่าย เพราะมนุษย์มองตื้น ๆ เพียงว่า ไม่ว่าจะประกอบอาชีพดีหรืออาชีพชั่ว ต่างก็ได้มาซึ่งเงินตราเพื่อเอามาใช้จ่ายในชีวิตได้  เหมือนกัน


    แต่ความจริงของชีวิตไม่ได้หยุดแค่นั้น เมื่อทำงานก็เกิดกรรมดีกรรมชั่วขึ้นมา และทั้ง      กรรมดีกรรมชั่วต่างก็ดำเนินไปตามกฎแห่งกรรม นั่นคือ “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” เมื่อมนุษย์ไม่คำนึงถึงปลายทางของกรรม ตรงนี้คือจุดอันตรายของมนุษย์ผู้ยังไม่รู้ ไม่เข้าใจความจริงของชีวิต


    กฎแห่งกรรมที่เกิดขึ้นในชาตินี้ ที่เราสามารถตรองตามได้นั้นมีอยู่ เมื่อมนุษย์ทำกรรมดี ตั้งแต่ความคิด คำพูด และการกระทำก็ดี ส่งผลให้สุขภาพร่างกาย จิตใจ อารมณ์ทุกอย่างดีหมด       บุญเกิด นิสัยดี ๆ เกิด มิตรเกิด การงานก็เจริญก้าวหน้าประสบความสำเร็จ ชีวิตรุ่งเรือง 


    สิ่งที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ที่ทำกรรมชั่วนั้นตรงกันข้าม ตั้งแต่บั่นทอนทำลายสุขภาพกาย จิตใจ อารมณ์ บาปก็เกิด นิสัยเลวก็เกิด ก่อแต่ศัตรู มีอันตรายรอบด้าน การงานตกต่ำ ชีวิตถดถอย      นี้คือสิ่งที่มนุษย์ทำความผิดพลาด เพราะผิดพลาดเช่นนี้คนชั่วจึงเกิดขึ้นในสังคมมนุษย์ 


    ๔) การบรรเทาทุกข์จากธาตุไม่บริสุทธิ์


    กฎแห่งกรรมไม่ได้จบแค่ชีวิตนี้ ยังปรุงแต่งภพชาติต่อไปว่าตายแล้วจะไปเสวยสุขในสวรรค์หรือรับทัณฑ์ทรมานในนรก ซึ่งเรื่องสวรรค์นรกนี้พิสูจน์ได้ด้วยการฝึกสมาธิจนสามารถไปเห็นด้วยตนเองได้ 


    แต่ในขณะที่เรายังพิสูจน์ไม่ได้ เพราะสมาธิยังไม่พอที่จะไปพิสูจน์ว่าตายแล้วไม่สูญ สวรรค์มี นรกมี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงให้ข้อคิดเอาไว้ว่า ควรตั้งใจทำความดีไปก่อน ถ้าแม้ไม่มี    ชาติต่อไป ผู้ทำความดีมาตลอดชาตินี้ก็ประสบแต่ความสุข ถ้ามีชาติต่อไปก็ประสบความสุขทั้งใน    ชาตินี้และในชาติหน้า ซึ่งแตกต่างกับผู้ที่ทำกรรมชั่ว ถ้าแม้ไม่มีชาติต่อไป ผู้ทำกรรมชั่วก็ประสบแต่ความทุกข์ตลอดชาติอยู่แล้ว แม้มีชาติต่อไป ผู้ทำกรรมชั่วก็ประสบกับความทุกข์ทั้งในชาตินี้และชาติต่อไปอีก ดังนั้นไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อว่าตายแล้วสูญ บุคคลก็ควรทำแต่กรรมดี


    ถ้าเราควบคุมสำรวมกาย สำรวมวาจา สำรวมใจของเราอย่างดี และสำรวมในอาชีพ        ของเราอย่างดี ก็จะทำให้ความทุกข์ที่ประสบลดน้อยถอยลง แม้จะยังไม่หมด เพราะเรายังทำความบริสุทธิ์ให้ตัวเองไม่ได้ก็ตาม 


    การที่เราจะสำรวมอาชีพได้อย่างไรนั้น 


    ขั้นแรก ต้องไม่ทำความเดือดร้อนให้ใคร 


    ขั้นที่สอง นอกจากไม่ให้เดือดร้อนใครแล้ว เรายังรักที่จะทำอาชีพนั้นด้วย 


    แต่ที่จะได้ขั้นที่สองดังใจนั้นไม่ง่ายนัก ยกเว้นคนที่ทำความดีมามากพอ จึงมีสิทธิ์มีทางเลือกได้มาก 


    ด้วยเหตุนี้ พระพุทธองค์จึงทรงสอนว่า เมื่อมีโอกาสทำความดีแก่คนทั้งหลายให้รีบทำไว้    ให้มาก ถึงขีดถึงคราวที่บุญส่งผล จะทำให้เรามีโอกาส มีทางเลือกที่ดี  ถ้าไม่อย่างนั้นโอกาสที่จะได้เลือกในสิ่งที่เราต้องการก็มีไม่มาก ก็ได้แต่ต้องอดทนกันไป


    ดังนั้น ตลอดชีวิตให้เลือกทำแต่ความดี ให้รีบทำแต่ความดี เพราะความจริงของชีวิตเป็นเช่นนี้ เราเผชิญกับทุกข์มาตั้งแต่เกิด จะบรรเทาทุกข์ได้ก็ด้วยการทำแต่ความดีเท่านั้น จะขจัดทุกข์ได้ต้องมาฝึกสมาธิตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า


    ดังนั้น โดยสรุปแล้ว คนที่รู้จักตนเอง คนที่เข้าใจชีวิต จะต้องรู้จัก ๔ เรื่องนี้ และตั้งใจสร้างแต่กรรมดี ทั้งในขณะที่เติมธาตุสี่ ทั้งในขณะที่ประกอบอาชีพหาธาตุสี่ มาเติมให้ชีวิต เพราะว่าทำกรรมดีย่อมได้ดี ทำกรรมชั่วย่อมได้ชั่ว คนที่ยังไม่เข้าใจ ๔ เรื่องนี้ จึงยังไม่อาจเรียกได้ว่า     เป็นคนที่รู้จักตนเองแล้ว   

 

บทความนี้ ถูกใจคุณหรือไม่ + -

บทความอยู่ในบุญทั้งหมด ฉบับที่ ๑๔๘ เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๘

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร