วารสารอยู่ในบุญ ธรรมะออนไลน์

พระธรรมเทศนา ปุจฉา-วิสัชนา บทความข่าว ผลการปฏิบัติธรรม ตักบาตรพระ บาลีน่ารู้ กฏแห่งกรรม ฝันในฝัน case study ตักบาตรพระ บวชพระ

บทความอยู่ในบุญ อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้สังคมแตกแยก ?

 

อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้สังคมแตกแยก ?

 

          อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้สังคมโลก เกิดความเดือดร้อนวุ่นวายจนบานปลาย ไปสู่ความแตกแยก บางครั้งก็รุนแรง ถึงขั้นเกิดสงครามโลก


          เมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ ระเบิดขึ้น ถ้ามองในสายตาของชาวโลก ก็บอกว่าเพราะประเทศนั้นประเทศนี้ เป็นตัวต้นเหตุ ในแง่ของประวัติศาสตร์ ก็มักจะโทษประเทศญี่ปุ่นและประเทศเยอรมัน ว่าเป็นผู้ก่อเหตุ ทำให้สงครามโลกเกิดขึ้น ผู้คนต้องล้มตายกันมากมาย นี้คือการมองแบบชาวโลก มองในแง่ของประวัติศาสตร์ หลวงพ่อเกิดเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๘๓ เป็นภาวะที่ขณะนั้นใกล้สงครามโลกครั้งที่ ๒ เต็มที ในช่วงนั้น ถ้าจะว่าไปแล้วประเทศไทยกำลังอยู่ในภาวะคับขัน ถูกอำนาจทางการเมืองโลก รวมทั้ง สภาพเศรษฐกิจสังคมทั่วโลก บีบเข้ามาอย่างแรง แล้วผลที่ตามมาก็คือ ความระส่ำระสายทั้งประเทศไทย และความไม่สงบเรียบร้อยในพระพุทธศาสนาก็เกิดขึ้นเป็นอันมาก แต่พวกเราซึ่งเกิด มาในภายหลังไม่ค่อยจะรู้กัน จะมีก็แต่หลวงปู่ หลวงพ่อ บางรูปในยุคนั้นเท่านั้นเอง สภาพต่าง ๆ เหล่านี้ส่งผลกระทบกระเทือนอย่างยิ่งในกาลต่อมา

          แต่ถ้ามองแบบชาวพุทธมอง เราไม่ได้มองอย่างนั้น เรามองว่าขณะนี้มารฝูงใหญ่ ๆ ฝูงหนึ่ง ที่เรียกกันว่า "กิเลสมาร" กำลังอาละวาดด้วยการแทรกเข้าไปอยู่ในใจคน แล้วทำให้คนโลภ โกรธ หลงอย่างหนัก แล้วชักใยให้คนทั้งโลกรบราฆ่าฟันจนล้มหายตายจากกันไป

          และทั้ง ๆ ที่เจ้ามารฝูงนี้ คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ซึ่งรวมเรียกว่า กิเลสมาร เข้าไปชักใยอยู่ในใจคน จนกระทั่งคนฆ่ากันตายเป็นล้าน ๆ คน แต่มนุษย์ที่เหลือก็ยังมองไม่ออกอีกว่า สาเหตุแห่งความตายนั้นมาจากกิเลสของคน หรือมารฝูงหนึ่งที่เรียกว่า "กิเลสมาร"

          ต้นเหตุที่ทำให้คนตาย คือ กิเลสมาร ซึ่งมี ๓ ลักษณะ
          ลักษณะที่ ๑ คือ ความโลภ ความเห็นแก่ได้ ทำให้ตามล้างตามผลาญกัน
          ลักษณะที่ ๒ คือ ความโกรธ ความพยาบาท ทำให้จองล้างจองผลาญกัน
          ลักษณะที่ ๓ คือ ความหลง ความโง่ ความไม่รู้ตามความเป็นจริง ทำให้จองล้างจองผลาญกัน

          กิเลสมารย่ำยีมนุษย์ถึงขนาดนี้ แต่ว่าคนทั้งโลกในยุคนั้นที่จะรู้อย่างนี้กลับมีไม่กี่คน อย่าว่าแต่ในยุคนั้น แม้ผ่านมาแล้วตั้ง ๔๐ กว่าปี คนที่จะรู้อย่างนี้ นอกจากผู้ที่เป็นชาวพุทธและสนใจพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง ปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง จนเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่มีใครรู้

          แล้วท่านที่สนใจประพฤติปฏิบัติธรรมอย่างจริงจังในพระพุทธศาสนานั้น เราก็รู้ว่าเอาจริง ๆ เข้าก็มีกันไม่กี่คน อย่าว่าแต่ชาวโลกมีไม่กี่คนเลย

          แม้แต่พระภิกษุที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนา ที่สนใจปฏิบัติธรรมอย่างจริงจังก็มีน้อย อย่าง ที่พวกเราเห็นกันอยู่นี้แหละ เวลาพวกเราเข้ามาบวชแต่ละรุ่น โดยเฉพาะรุ่นที่อบรมธรรมทายาทในภาคฤดูร้อน เข้ามาอบรมคราวละเป็นพันคน แต่เหลือมาบวชประมาณ ๖๐๐-๗๐๐ คน ถ้าจะว่า ไปก็คือ เหลือมาบวชสัก ๖๐-๗๐ เปอร์เซ็นต์

          ในจำนวน ๖๐๐-๗๐๐ คน หรือที่บวชมา ๖๐-๗๐ เปอร์เซ็นต์นี้ เมื่อผ่านการอบรมไปแล้วได้เดือนหนึ่ง ก็สึกไปประมาณเก้าสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ เหลือเพียง ๓๐-๔๐ รูป หรือ ๓-๔ เปอร์เซ็นต์ แล้วที่เหลืออยู่ต่อจนกระทั่งเข้าพรรษาก็อยู่จนตลอดพรรษา พอออกพรรษาแล้ว จาก ๓๐ รูป ก็เหลืออยู่สัก ๑๐ รูป จากผู้เข้าอบรมในภาคฤดูร้อน ๑,๐๐๐ คน พอออกพรรษาเหลืออยู่ ๑๐ รูป ก็เท่ากับเหลืออยู่ ๑ เปอร์เซ็นต์ และ ๑ เปอร์เซ็นต์ที่เหลืออยู่นี้ถือว่าสูงมากแล้ว นี่ขนาดในวัดของเราซึ่งผู้ที่เข้ามาบวชก็มีความรู้ มีการศึกษาดี ยังเหลือแค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ อย่างนี้

          แล้วใน ๑ เปอร์เซ็นต์ที่ตั้งใจบวชต่อนี้ ถ้าไม่สนใจปฏิบัติธรรมจริง ๆ ก็จะมองไม่เห็นว่า สภาพ การล้างการผลาญกัน ไม่เฉพาะในสงครามโลกครั้งที่ ๒ แม้สภาพการรังแกเบียดเบียนกันอยู่ ทุกวันนี้ในโลกมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นสงครามในประเทศต่าง ๆ หรือที่ไหน ๆ ก็ตาม "ดังที่เราเห็นแพร่ภาพในโทรทัศน์ เมื่อใดที่มีการล้างการผลาญกัน ถ้ามองให้ลึกจริง ๆ แล้ว ก็พบว่าเกิดด้วยอำนาจกิเลสในตัวของแต่ละคน หรือมารฝูงเดิมนั่นแหละ ที่ก่อให้เกิดการล้างผลาญกัน มาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ ๒ ฝูงเดียวกัน แต่อาละวาดกันอยู่คนละลักษณะ" และแม้ในวันนี้ก็ยังเป็นต้นเหตุ แห่งความเดือดร้อนของคนทั้งโลกอยู่ดี

          ถามว่ามารฝูงนี้ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตั้งชื่อว่า "กิเลสมาร" มีมานานแล้วหรือยัง ต้องบอก ว่ามีมาก่อนพุทธกาลแล้ว เมื่อมีโลกเกิด มีมนุษย์เกิด มารฝูงนี้ก็มีมาพร้อม ๆ กันแล้ว แล้วมันก็อยู่ในใจคนเรื่อยมา จะอยู่ในใจใครต่อใครก็ตามที แต่ที่แน่ ๆ มันอยู่ในใจเราด้วย

          เพราะฉะนั้น ถ้าจะว่าไปที่เรามาบวชกันอยู่ทุกวันนี้ ประเด็นสำคัญของเราก็คือ เราบวชเพื่อ มารบกับมารฝูงนี้โดยเฉพาะเลย ถ้าคิดให้ดีหน้าที่หลักของเราคือปราบกิเลสมารพวกนี้

          แล้วเจ้ามารฝูงนี้บางครั้งมันก็ระบาดหนัก ขนาดแพร่เชื้อไปทำให้เกิดกับคนทั้งโลก บางครั้งมันอาจจะซบเซาไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้ไปไหน หลบเข้าไปอยู่ในใจคนแต่ละคนในโลก ไม่เฉพาะแต่ในใจ คน ในใจสัตว์ด้วย

          แม้ในที่สุดคน ๆ นั้นตายไปแล้ว เจ้ามารฝูงนี้ก็ยังไม่ละลด ยังเกาะติดใจคน ๆ นั้นไป ไม่ว่า คน ๆ นั้นจะไปเกิดที่ไหน จะไปตกนรกหรือขึ้นสวรรค์ก็ตาม มันก็ยังเกาะติดใจของคน ๆ นั้นเหมือนปลิงที่เกาะหลังควาย ดูดเลือดควายอยู่ตลอดเวลานั่นแหละ

          แล้วตราบใดที่คนนั้นยังไม่รู้จักวิธีปฏิบัติตัวอย่างถูกต้อง หรือรู้แล้วแต่ไม่ได้ตั้งใจปฏิบัติอริยมรรค มีองค์ ๘ อย่างจริงจัง ยังเข้าไม่ถึงธรรมกาย ก็จะยังไม่สามารถไปมองเห็นกิเลสที่ซ่อนอยู่ในใจ กิเลส ก็ยังเกาะติดอยู่อย่างนั้น แล้วหาทางทำลายล้างคน ๆ นั้นเรื่อยไป

          แม้ที่สุดพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์องค์อื่น ๆ กิเลสมันเกาะเข้าไปข้างในไม่ได้ มันก็แปรสภาพไปจากกิเลสมาร เป็นเทพบุตรมารมาอาละวาดข้างนอก มาทำความเดือดร้อนต่อสิ่งแวดล้อมภายนอก เหมือนอย่างที่พญามารทำความเดือดร้อนแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าภายนอก นั่นเอง

          หลวงพ่อได้คิดเรื่องเหล่านี้ เพราะเห็นความผันผวนของโลกมาอย่างชัดเจน คนเราลองได้ผ่าน ความตายมาหลาย ๆ ครั้งเข้า แม้เป็นเด็กก็จะได้ข้อคิด ตั้งแต่จำความได้หลวงพ่อเห็นศพลอยน้ำ มาทุกวันรอบ ๆ บ้าน มีทหารญี่ปุ่นตายบ้าง พวกเชลยศึกยุโรป ไม่ว่าจะเป็นฮอลันดา หรืออังกฤษ ที่มารบในเมืองไทยตายกันเป็นเบือ ชาวอินเดียจำนวนมาก ที่ถูกเกณฑ์มาจากประเทศอินเดีย เพื่อมาทำทางรถไฟสายมรณะจากกาญจนบุรีตัดป่าใหญ่เข้าสู่พม่า ผ่านด่านเจดีย์ ๓ องค์ พวกนี้ก็ตายกันมาก

          เพราะฉะนั้น สงครามโลกก็ตาม ความแตกแยกในสังคมก็ตาม ความวุ่นวายต่าง ๆ ในโลกนี้ ก็ตาม ล้วนมีสาเหตุเบื้องลึกมาจากกิเลสมารทั้งสิ้น

          การที่เราจะกำจัดกิเลสมารได้มีเพียงหนทางเดียว นั่นคือ ต้องอาศัยความเคารพในครูบาอาจารย์ อาศัยความอดทนที่จะฝึกความละเอียดรอบคอบ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องทำให้ดีที่สุด อาศัย ความอดทนต่อการกระทบกระทั่งในการทำงานเป็นทีม และอาศัยความอดทนในการนั่งสมาธิ ซึ่งทั้งหมดนี้ถ้าจะทำให้เป็นนิสัย เราต้องทำด้วยความมีวินัยอย่างสม่ำเสมอ

          ดังนั้น หลักการโดยย่อก็คือ การที่เราจะสู้กับกิเลสได้ เราก็ต้องมี ความเคารพ ความอดทน และฝึกตนด้วย ความมีวินัย ไม่ทำตามใจตัวเอง เมื่อเรามีคุณธรรมทั้งสามเป็นพื้นฐาน บารมีอย่างอื่น บุญอย่างอื่นก็จะไหลเข้ามาเอง

          สิ่งที่ทำให้เรารู้ว่าตัวเองมีบุญบารมีเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน ก็ให้ดูง่าย ๆ ว่า เวลาเกิดการกระทบกระทั่ง หรือเกิดปัญหาความขัดแย้งอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา ให้เราสังเกตตัวเราว่า ยังมีความ อดทนดีอยู่หรือไม่ ยังมีความเคารพในครูอาจารย์ดีอยู่หรือไม่ ยังรักษาความมีวินัยดีอยู่หรือไม่ 

          ถ้าเรายังรักษาคุณธรรมทั้งสามนี้ไว้ได้อย่างดี ก็แสดงว่าคุณธรรมได้เพิ่มขึ้นแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณธรรม ที่จะเห็นได้เด่นชัดเป็นพิเศษ ก็คือ ความอดทนในการรักษาความดี ซึ่งตรงกับ พุทโธวาทที่ว่า ขันตี ปะระมัง ตะโป ตีติกขา ซึ่งแปลว่า ขันติเป็นเครื่องเผาผลาญกิเลสอย่างยิ่ง

          เมื่อเราทำได้ดังนี้ ไม่ว่าจะเกิดการกระทบกระทั่งอย่างไร เกิดความขัดแย้งอย่างไร เราก็จะสามารถรักษาใจให้สุขุมเยือกเย็นไว้ได้ เมื่อกิเลสไม่สามารถออกฤทธิ์ในจิตใจเราได้ ปัญญาที่ได้รับการถ่ายทอดจากครูบาอาจารย์ จะถูกนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ โดยไม่เสียคุณธรรมความดี และสามารถระงับเหตุร้ายทั้งปวงไว้ได้ พลิกจากสถานการณ์ร้ายให้กลายเป็นดีโดยไม่ก่อบาปก่อเวร ได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ

บทความนี้ ถูกใจคุณหรือไม่ + -

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร