วารสารอยู่ในบุญ ธรรมะออนไลน์

พระธรรมเทศนา ปุจฉา-วิสัชนา บทความข่าว ผลการปฏิบัติธรรม ตักบาตรพระ บาลีน่ารู้ กฏแห่งกรรม ฝันในฝัน case study ตักบาตรพระ บวชพระ

บทความอยู่ในบุญ เลิกติดเกม อย่างนุ่มนวล

ข้อคิดรอบตัว

เรื่อง : พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ ( M.D.;Ph.D.) จากรายการข้อคิดรอบตัว ออกอากาศทางช่อง DMC

 

 

เลิกติดเกม อย่างนุ่มนวล

จะแก้ไขปัญหาเด็กติดเกมได้อย่างไร

          อาตมาไม่อยากใช้คำว่า เด็กติดเกมเพราะบางทีผู้ใหญ่ก็ติดเหมือนกัน ถามว่าทำไมถึงติดเกม เป็นเพราะธรรมชาติของคนชอบรสแห่งชัยชนะ ชอบความสำเร็จ รู้สึกพึงพอใจในความสำเร็จ ในชัยชนะ แต่ในชีวิตจริงการจะเอาชนะอะไรสักอย่างเป็นเรื่องยาก ไม่ว่าเรื่องการเรียนหรือการงาน ในชีวิตจริงไม่ง่าย เพราะมีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้มากมาย แต่ในเกมเป็นการจำลองชีวิต และใช้เวลาอาจจะแค่ครึ่งชั่วโมงหรือชั่วโมงหนึ่งก็ชนะได้แล้ว ถ้าเล่นแล้วยังไม่ ชนะก็อยากจะชนะ พอชนะแล้วก็อยากจะได้แต้มดีกว่าเก่าให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป วนอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งเวลา ผ่านไปโดยไม่รู้ตัว เดี๋ยวก็ชั่วโมงหนึ่ง ๒ ชั่วโมง ๓ ชั่วโมง อดหลับอดนอน บางคนเล่น ๒ วัน ๓ วัน แทบไม่ได้นอนเลยก็มี เพราะพอใจกับชัยชนะ

          ในแง่มุมหนึ่งก็คล้าย ๆ กับการติดการพนันเหมือนกัน คนติดการพนันบางคนให้นั่งสมาธิครึ่งชั่วโมงก็เมื่อยแล้ว แต่ว่าเล่นไพ่ข้ามคืนไม่เมื่อย ปวดปัสสาวะไม่ต้องเข้าห้องน้ำด้วย ถามว่าเพราะอะไร เพราะว่าตอนชนะก็พอใจอยากเล่นต่อ ตอนแพ้ก็อยากจะแก้ตัว แก้ตัวแล้วเกมหน้าต้องชนะ พอชนะ ก็ชอบ แล้วเดี๋ยวเกมหน้าชนะอีก ก็จะติดพันอย่างนี้ ไปเรื่อย ๆ จนบางทีไม่ใช่แค่เสียเวลาหรือสุขภาพเท่านั้น ทรัพย์สมบัติละลายหมด

          การพนันคล้าย ๆ กับเกม เพียงแต่ว่าเกมอาจ จะไม่มีเรื่องผลประโยชน์ได้เสียโดยตรงมากเท่ากับการพนันเท่านั้น

ทำไมเกมเดียวกัน เด็กแต่ละคนเล่นแล้วมีท่าที ต่างกัน

          เรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดา เพราะว่าแต่ละคนมี ภูมิหลังไม่เหมือนกัน อัธยาศัยก็ไม่เหมือนกัน บุญ-บาปที่เคยสั่งสมไว้ในอดีตก็ไม่เหมือนกัน ทำให้การตอบสนองต่อเกมที่เล่นย่อมไม่เท่ากัน ทั้งด้วยพื้นภูมิหลัง ทั้งด้วยสิ่งแวดล้อม รวมทั้งระยะเวลาในการ เล่น บางคนอาจจะเล่นแบบธรรมดา ๆ บางคนอาจ จะเล่นทั้งวันทั้งคืนจนกระทั่งอินไปเลย เหมือนกับว่าตัวเองอยู่ในเกมนั้นจริง ๆ รู้สึกว่าตัวเองทำได้จริง ๆ

ในสมัยพุทธกาลมีตัวอย่างเหตุการณ์เช่นนี้บ้างไหม คือเรื่องเดียวกันแต่มองคนละมุม

         ไม่ว่ายุคไหนสมัยไหนการมองคนละมุมก็มีอยู่เป็นเรื่องปกติ ในครั้งพุทธกาล นักบวชศาสนาอื่นบางคนมาพบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ดีใจว่ามาพบผู้รู้แจ้งโลกแล้ว จึงมาศึกษาธรรมะจากพระพุทธเจ้า แล้วก็ขอบวชจนบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์กันมากมาย เช่น ชฎิล ๓ พี่น้อง ซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่ระดับอาจารย์ของกษัตริย์ในประเทศมหาอำนาจ คือ พระเจ้าพิมพิสาร และได้ออกบวชเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด ๑,๐๐๓ รูป

         แต่บางท่านกลับมองว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือคู่แข่ง แล้วหาช่องทางที่จะไปกลั่นแกล้งพระองค์

         การที่คนเราจะมีท่าทีมุมมองในเรื่องต่าง ๆ หลากหลายกันไปนั้นเป็นเรื่องธรรมดา และมีทุกเรื่อง ไม่เฉพาะเรื่องเกม แล้วก็มีทุกยุค ขึ้นอยู่กับพื้นภูมิแห่งใจและสภาพแวดล้อมที่เขาเจอ

 

 

จะรู้ได้อย่างไรว่าติดเกมหรือไม่ติด

         ให้ดูว่าถ้าเมื่อไรถึงขนาดเล่นจนกระทั่งเสียกิจวัตร เช่น ปกติเคยนอน ๔ ทุ่ม ๕ ทุ่ม ถึงเวลาก็ ไม่นอน อยู่จนถึงตี ๑ ตี ๒ เป็นสัญญาณให้รู้ว่าไม่ปกติแล้ว แต่ถ้ายังอยู่ในขอบเขตที่เราคุมได้ เช่น เล่นในช่วงเวลาที่เราเหนื่อยมาทั้งวัน อยากจะคลาย อารมณ์สัก ๑๕ นาที ครึ่งชั่วโมง หรือชั่วโมงหนึ่ง ในวันหยุดก็เป็นไปได้ แต่ถ้าเมื่อไรเกินกว่าขอบเขต ความเหมาะสม คือเริ่มจะควบคุมตัวเองไม่ได้ อย่างนี้ ไม่ใช่แล้ว

         ส่วนวิธีการแก้นั้น สิ่งแวดล้อมมีส่วนมาก เช่น บางคนติดเกม พอมาบวช ๒ เดือน ทั้งพระหรือสามเณรก็ตาม ไม่เห็นติดเกม เพราะไม่มีเกมให้ติด แล้วความรู้สึกอยากเล่นเกมก็ไม่มีเลย เพราะรอบตัว ไม่มีอะไรที่ดึงเข้าไปหาตรงนั้น แต่ถ้าอยู่ในสิ่งแวดล้อม เดิม กลับถึงบ้านบนโต๊ะมีคอมพิวเตอร์อยู่ พอเปิดเครื่องแล้ว บางทียังไม่ทันคิดอะไรเลย มือไปกดปุ่ม แล้ว และมักจะติดพันไปเรื่อย ๆ ทั้งที่บางทีก็ไม่มีอะไรเร้าใจ เล่นไปเรื่อย ๆ ให้เวลาหมดไป ๆ เท่านั้น เอง

          เพราะฉะนั้นสิ่งแวดล้อมจึงมีส่วน ถามว่าแล้ว อย่างนี้ต้องไปบวชหรือเปล่าถึงจะเลิกติดเกม เอาเป็น ว่าให้เปลี่ยนสิ่งแวดล้อมก็แล้วกัน ไปบวชได้ก็ดี แต่ถ้ายังบวชไม่ได้ เราสามารถจัดสิ่งแวดล้อมใหม่ได้ คุณพ่อคุณแม่ไปหาวิธีการแล้วกัน ให้ลูกมีความยาก ในการเข้าไปเล่นเกม ไม่ใช่ว่าเครื่องคอมพิวเตอร์หรือ เครื่องเล่นเกมตั้งอยู่ในห้องนอนของลูก อย่างนี้จมหายไปทั้งวันทั้งคืนแน่ แล้วก็ต้องคุยกันด้วย ถ้าเด็กโต พอสมควรก็คุยกันแบบผู้ใหญ่ว่า ข้อดีข้อเสียเป็นอย่างไร

         การควบคุมในช่วงแรกต้องอาศัยคนอยู่ใกล้ให้ ช่วยกัน ตกลงกติกากัน เช่น ออนไลน์ได้ถึง ๔ ทุ่ม ๔ ทุ่มไปแล้วเลิกออนไลน์ เพราะถึงเวลานอนแล้ว หากจะใช้อินเทอร์เน็ตเข้าไปค้นหาข้อมูลอย่างอื่นเอาไว้ทำตอนหัวค่ำ แบบนี้ก็เป็นตัวช่วยได้อย่างหนึ่ง

เด็กบางคนไม่เล่นที่บ้าน แต่ไปเล่นที่ร้านเกม อย่างนี้พ่อแม่จะป้องกันอย่างไร

        คงต้องใช้การคุยกัน ที่สำคัญเจ้าตัวต้องเห็นก่อนว่ามันเป็นคุณหรือเป็นโทษ ให้เขาเรียบเรียง ความคิดแล้วเขียนออกมาเอง เขาถึงจะคิดออก ถึงจะรู้ว่าต้องแก้ไขแล้ว แต่ว่าจะแก้อย่างไรนั้น พ่อแม่ต้องเข้าไปช่วยให้เขาเปลี่ยนกิจกรรมไปทำอย่างอื่นแทน ถ้าเปลี่ยนกิจกรรม เปลี่ยนระบบชีวิตตัวเองไปทำอย่างอื่นแทน เช่น เล่นกีฬา สักพักหนึ่งประมาณ ๓-๔ อาทิตย์ จะเกิดความคุ้นเคย นิสัยจะเริ่มเปลี่ยน ความผูกพันกับเรื่องเกมจะคลายตัวลง อย่างนี้เป็นต้น ถ้าพ่อแม่ให้ความสำคัญ สามารถแก้ได้ทุกเรื่อง

การแก้ปัญหาลูกติดเกมด้วยการเล่นเกม ออนไลน์ไปด้วยกันถูกต้องหรือไม่

         ก็ได้ส่วนหนึ่ง ถ้าถึงเวลาที่ไม่ควรเล่นแล้วก็เลิก เล่นด้วยกัน อย่างนี้ได้ แต่เล่นด้วยแล้วนอนตี ๒ ด้วย กัน อันนี้ไม่ถูก เดี๋ยวจะทรุดทั้งบ้านเลย ลูกเสียการเรียน พ่อแม่ก็เสียการงาน แย่กันหมดทั้งบ้าน

บางบ้านไปเลือกเกมกับลูก ๆ อย่างนี้ถือว่าเป็นการส่งเสริมหรือเปล่า

        ถ้าไปเลือกเกมที่ใช้ได้ก็ไม่ถึงกับเสียหายจนเกินไป ถือว่าเหมือนเป็นที่ปรึกษาให้ลูกรู้สึกว่าคุยกับพ่อแม่รู้เรื่อง จะได้มีส่วนในการกำหนดทิศทางของลูก ถ้าอย่างนี้ก็คงพอได้ แต่ถ้าติดเกมทั้งคู่ก็เลยไปซื้อด้วยกัน เล่นกันจนกระทั่งกู่ไม่กลับ อันนี้ไม่ดี
        จริง ๆ แล้วเกมออนไลน์ในประเทศเราเพิ่งมา เกิดขึ้นเมื่อมีอินเทอร์เน็ต แต่ที่ญี่ปุ่นเรื่องเกมเป็นเรื่องใหญ่ของเขาเลย เคยได้ยินเรื่องปาจิงโกะไหม มันคือการเล่นเกมอย่างหนึ่งเหมือนกัน คนไทยในญี่ปุ่นเรียกว่าไปจับปลา ที่จริงไปให้ปลาจับมากกว่า ทำงานเหนื่อยทั้งวันปลาจับเสียหมดเนื้อหมดตัวเลย อาตมาก็ไม่รู้ว่ามันเล่นอย่างไร รู้แต่ว่ากึ่ง ๆ เกม กึ่ง ๆ การพนัน บางคนเล่นจนกระทั่งหมดเนื้อหมด ตัวเลยก็มี คนญี่ปุ่นกว่าครึ่งประเทศเล่นปาจิงโกะกัน โดยเฉพาะตอนที่ยังหนุ่ม ๆ อยู่ แต่ส่วนใหญ่พอมีครอบครัวแล้วก็เลิก อาตมาเคยถามคนญี่ปุ่นว่าเล่น ปาจิงโกะไหม เขาบอกว่า หนุ่ม ๆ ก็เล่น มาเลิกเล่นตอนมีครอบครัว ใครมีครอบครัวแล้วยังไปเล่นปาจิงโกะอีกก็บ้าแล้ว จะเอาเงินทองที่ไหนมาดูแลครอบครัว เพราะฉะนั้นโดยความรับผิดชอบต้องเลิก แต่มีบ้างเป็นส่วนน้อยที่ไม่เลิก ครอบครัวก็แย่จริง ๆ

          เรื่องนี้เป็นตัวชี้ให้เห็นว่า ขนาดเป็นเกมที่ระบาดทั้งประเทศ คนเล่นตั้ง ๔๐-๕๐ ล้านคน เป็น อุตสาหกรรมใหญ่ที่มีรายได้ปีหนึ่งมหาศาล แต่ถึงคราวก็เลิกได้ เพราะตระหนักว่าขืนไม่เลิกผลเสียหาย จะเกิดขึ้นกับชีวิตอย่างร้ายแรงแน่นอน พอสำนึกความรับผิดชอบที่มีต่อตนเองและครอบครัวเกิดขึ้น รู้ว่าไม่ดีก็มีแรงรั้งให้กลับมา

         ดังนั้น ความเข้าใจที่ถูกต้องนี้สำคัญ แม้เป็นเด็กถ้าให้เขาตระหนักชัดว่าทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ แล้ว ชีวิตจะเป็นอย่างไร เอาเหตุกับผลมาชนกัน ดูให้เห็นชัด ๆ ว่า ถ้าทำอย่างนี้จะเกิดผลอย่างนี้ เขียน เป็นข้อ ๆ ขึ้นมาก็ได้ แล้วตั้งกติกาตัวเองให้ดี คุมกิจวัตรให้ดี เปลี่ยนสิ่งแวดล้อมให้ดี อย่างนี้เราจะผ่านวิกฤตติดเกมไปได้

มีเรื่องที่เกิดขึ้นในสมัยพุทธกาลมาเป็นตัวอย่างหรือไม่

          มีในชาดกหลายเรื่อง เรื่องหนึ่งมีอยู่ว่า พระราชาองค์หนึ่งครองเมืองที่มีสมบัติพัสถานมาก มีความสุขมาก พระมเหสี พระโอรส พระธิดา น่ารัก งดงาม ต่อมาพระราชาติดสกา แล้วก็แพ้เกม ถึงขนาดที่สมบัติ ค่อย ๆ หมดไป จนกระทั่งเอาเมืองมาพนัน หมดเมืองแล้วพนันลูก หมดลูกแล้วเอามเหสีมาพนัน สุดท้ายหมดทั้งเมือง หมดทั้งลูก หมดทั้งมเหสี เหลือแต่ตัว

          มีตัวอย่างมากมายที่จะเล่าให้ลูกฟังว่า เขาจะเลือกเป็นอย่างไรดี แล้วถ้าจะให้ดีควรเอาลูกไปวัด ให้ลูกติดธรรมะดีกว่า พอเขาได้สวดมนต์ ได้นั่งสมาธิ แล้ว ใจจะสบายขึ้น นุ่มขึ้น การที่จะไปติดเกมจะคลายตัวลง หรือว่าพาไปบวชซัมเมอร์ก็ได้

เด็กบางคนบอกว่าเขาแยกถูกแยกผิดได้ เขาจะพูดคุยกับคุณพ่อคุณแม่อย่างไร

          พิสูจน์ด้วยการกระทำดีที่สุด ถ้าช่วงแรกพ่อแม่ อยากจะให้ห่าง ถ้าเราไม่ติดเกมจริง เราไม่เล่นก็ไม่ เห็นเป็นไรเลย สมัยก่อนไม่มีเกมเราก็ยังอยู่ได้ ไม่เห็น มีปัญหาอะไร เพราะฉะนั้นถ้าท่านยังไม่อยากให้เล่น เราก็ห่าง ๆ เสีย ให้ท่านมั่นใจตัวเราว่าโอเค ถึงคราว ก็จะมีการปรับให้ถึงจุดที่พอดี ไม่จำเป็นต้องไปเอา ชนะ เพราะว่าจริง ๆ แล้วที่เราบอกว่าเราไม่มีปัญหา เราแน่ใจหรือ เกมนี้ไม่มีปัญหาก็จริง แต่ถ้าเกิดไปเจอเกมที่ชอบขึ้นมาจริง ๆ แล้วเกิดปัญหาขึ้นมาจะทำอย่างไร บางคนบอกว่า ผมเล่นการพนันผมไม่ติด แค่เข้าสังคม เพื่อนเขาเล่นกัน จะไปเจรจาธุรกิจเลยเล่นกับเขา เล่นไปเล่นมาติดไปเลย เรื่องอย่างนี้อย่าว่าแต่เด็ก ผู้ใหญ่ยังมีเลย แล้วเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า เราไม่มีปัญหา ห่างออกมาได้เป็น สิ่งที่ดีอยู่แล้ว ไม่เห็นจะต้องไปเอาชนะเพื่อจะได้เล่น เกมจริง ๆ เลย มีโอกาสไหนท่านให้เล่นก็เล่น ไม่ให้เล่นก็ไม่เห็นเดือดร้อน ถ้าเราไม่ติดเกมจริง ๆ เรา จะต้องเดือดร้อนทำไม แล้วเราก็ต้องพิสูจน์ตัวเองว่า เรารับผิดชอบตัวเองได้ พอเราโตขึ้นก็ไม่มีใครมายุ่งกับเราแล้ว

บทความนี้ ถูกใจคุณหรือไม่ + -

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร