
อรรถกถา วิกัณณกชาดก
ว่าด้วย คนเห็นแก่อามิสย่อมเดือดร้อน
ณ พระเชตวันมหาวิหาร วันหนึ่ง พระพุทธเจ้าทรงประทับอยู่และมีภิกษุรูปหนึ่งโดนเพื่อนลากมานั่งหน้าธรรมสภา เพราะเจ้าตัวกำลัง “กระสัน” พระพุทธเจ้าทรงถามขึ้นว่า“ภิกษุเอ๋ย ได้ข่าวว่าเธอใจไหวเพราะกิเลส จริงรึ?”ภิกษุกราบตอบเสียงเบา ๆ ว่า “จริงพระเจ้าข้า...เพราะอำนาจของกามคุณ มันช่างดึงดูดเหลือเกิน”
พระพุทธเจ้าจึงตรัสขึ้นว่า“กามคุณนี่น่ากลัวนะ...มันเหมือนกับ ‘ลูกชะนัก’ (อาวุธแหลม ๆ คล้ายฉมวก) ที่เสียบทะลุหัวใจคนไว้ได้ ถ้ามันแทงเข้ามาในใจเมื่อไหร่ ชีวิตอาจพังทั้งยืน เหมือนจระเข้ที่หลงกินปลา แล้วโดนแทงดับดิ้นนั่นแหละ”แล้วพระองค์ก็ทรงเล่านิทานเรื่องหนึ่ง...
ครั้งหนึ่งในอดีตกาล พระโพธิสัตว์เสวยราชย์อยู่ ณ เมืองพาราณสี ทรงครองแผ่นดินด้วยธรรม วันหนึ่ง พระองค์เสด็จประพาสอุทยาน พร้อมคณะนักร้องนักฟ้อนที่มาคอยสร้างความเพลิดเพลินริมสระน้ำใสชื่อ “โบกขรณี” ขณะที่เสียงดนตรีล่องลอยไปในอากาศ ฝูงปลาและเต่า ก็พากันว่ายมามุงดู ติดอกติดใจเสียงเพลง ว่ายตามขบวนเสด็จไม่ห่าง

พระราชาทอดพระเนตรเห็นปลากลุ่มใหญ่ถึงกับเอ่ยถามอำมาตย์ว่า “ปลาเหล่านี้มาทำไมกัน?”อำมาตย์กราบทูลยิ้ม ๆ ว่า“พวกมันมากราบบังคมทูล...เอ๊ย มาร่วมเสวยเสียงดนตรีกับพระองค์พะย่ะค่ะ!”พระราชาทรงขำขัน ทรงเห็นว่าปลายังรู้จัก “จงรักภักดี” เลยรับสั่งให้จัดอาหารเลี้ยงปลาทุกวัน โดยใช้ข้าวสารหนึ่งอัมมณะต่อวัน (เยอะมากนะ!)
แต่ปัญหาก็เกิดเพราะบางวันปลามาบ้างไม่มาบ้าง ข้าวก็เหลือ เสียของอีกพระราชาจึงมีไอเดียเจ๋ง ๆ ว่า“งั้นทุกวันก่อนให้อาหารให้ ‘ตีกลอง’ เรียกปลา พอปลามาครบแล้วค่อยให้ข้าว!”เสียงกลองจึงกลายเป็นสัญญาณนัดหมายของปลา พอได้ยินก็ตีลังกากันมาทันที

แต่แล้ว…“จระเข้เจ้าเล่ห์ตัวหนึ่ง”ได้กลิ่นหอมของโอกาส มันรู้ว่า “เสียงกลอง = อาหาร” เลยแอบแฝงมาในฝูงปลาทุกวัน รอจังหวะงับใครสักตัวจนวันหนึ่ง เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นว่าปลาหายไปหลายตัวเลยรีบกราบทูลพระราชาพระราชาตรัสว่า “ถ้ามันโลภนัก...ก็เอาชะนักแทงมันเลย!”

วันรุ่งขึ้น เจ้าหน้าที่จัดอาหารนั่งเรือมารอ เอาชะนักซ่อนไว้เงียบ ๆ พอเจ้าจระเข้ตัวร้ายโผล่มาแฝงกลุ่มปลา พรวด! ชะนักเสียบเข้าเต็มกลางหลัง!มันร้องลั่น ดิ้นหลุดน้ำหนีไปพร้อมชะนักติดหลัง กลับไปถึงถ้ำมันแล้วก็นอนตายอย่างน่าสังเวชเจ้าหน้าที่จัดอาหารสบถไล่ตามหลังไปว่า:“เฮ้ย! ถ้าชอบอะไร ก็ไปให้สุด! เจ้าหลงอาหาร เสียงกลองลวงตา…สุดท้ายก็ตายเพราะความโลภเอง!”

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจธรรม แล้วทรงประชุมชาดก.
ครั้นจบสัจจธรรม ภิกษุกระสันตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล
ส่วนพระเจ้าพาราณสีในครั้งนั้น คือ เราตถาคต นี้แล.